อุปสมบท ณ วัดศรีทอง
วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 3

หลวงปู่มั่น ได้รับการอุปสมบท เป็นภิกษุภาวะในพุทธศาสนา
ณ วัดศรีทอง (ปัจจุบัน คือ วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2436 โดยมี พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เป็นพระอุปัชฌาย์
พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
และ พระครูประจักษ์อุบลคุณ ( สุ่ย ญาณสโย ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
(รูปโดย Admin)
ก่อนที่หลวงปู่มั่น จะได้รับการอุปสมบทในช่วงที่เป็นฆราวาสอยู่นั้น จากการที่ได้พบ ถวายการดูแล และศึกษาธรรม กับองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ที่ได้มาพำนักยัง กุดเม็ก พื้นที่ป่าใกล้เคียงกับบ้านคำบง ในช่วงประมาณปี 2434 - 2436 จนหลวงปู่มั่นเกิดความศรัทธาในการครองเพศบรรพชิต โดยมี องค์หลวงปู่เสาร์ ให้การอบรมและนำพาไปอุปสมบท และยังมีมุขปาฐะถึงการที่ท่านไม่มั่นใจในผ้าสังฆาฏิ อันเป็นหนึ่งในอัฏฐบริขารในการอุปสมบทไม่ถูกต้อง ทำให้การอุปสมบทในครั้งแรกไม่สมบูรณ์ ได้มีการทำทัฬหีกรรม (บวชซ้ำ) อีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

อุโบสถหลังเดิม วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง)
(รูปจาก บุญแรงด้วยแรงบุญ: อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงตุ่น โกศัลวิตร พ.ศ.2549)
การอุปสมบท
หลวงปู่มั่น ได้รับการอุปสมบท เป็นภิกษุในพุทธศาสนา ณ วัดศรีทอง (ปัจจุบัน คือ วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2436 โดยมี
● พระอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต) เป็นพระอุปัชฌายาจารย์
● พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์
● พระครูประจักษ์อุบลคุณ ( สุ่ย ญาณสโย ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พระอุปัชฌาย์ขนานนามเป็นภาษามคธภ ว่า " ภูริทตฺโต " แปลว่า "ผู้ให้ปัญญา ผู้แจกจ่ายความฉลาด" บางแห่งได้แปลว่า "ผู้ให้ปัญญาประดุจดั่งแผ่นดิน" (สุกัญญา มกุฎอรฤดี, บูรพาจารย์; 2549:63) เสร็จอุปสมบทกรรมแล้ว ได้กลับมาศึกษาวิปัสสนาธุระกับองค์หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ณ วัดเลียบต่อไป
เรื่องเล่าคืนก่อนการอุปสมบท
จากหนังสือ "ภูหล่น" โดย ท่านพระครูกมลภาวนากร (หลวงปู่สีทน กมโล) วัดภูหล่น ได้บันทึกจากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในท้องถิ่น ได้บันทึกเหตุการณ์ในคืนก่อนการอุปสมบท ที่เกือบจะทำให้การอุปสมบทถูกระงับไป
กล่าวคือ ช่วงที่ท่านยังเป็นฆราวาสมีความสามารถในการแสดงรำกลอนอีสาน ที่เรียกว่า "หมอลำ" มีผู้ขอให้ท่านได้แสดงหมอลำเป็นการทิ้งทวนครั้งสุดท้ายก่อนบวช ซึ่งท่านก็ขัดเสียมิได้ การแสดงในครั้งนี้ของท่าน ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่อยู่รับชมรับฟัง ความได้ทราบไปถึงพระอุปัชฌาย์ ที่มองว่าเป็นความไม่เรียบร้อยของผู้ที่เตรียมการจะบวช ร้ายแรงถึงขั้นจะไม่ประกอบพิธีอุปสมบทให้ จนพระผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้แทนขององค์หลวงปู่มั่นในช่วงที่เป็นฆราวาสอยู่นั้น เข้าไปขอขมาลาโทษต่อพระอุปัชฌาย์ จนพระอุปัชฌาย์ยินยอมอุปสมบทให้ โดยความบันทึกไว้ว่า
ด้วยสาเหตุที่หมอลำฝ่ายชายไม่มา อีกทั้งทนการรบเร้าจากผู้เฒ่าผู้แก่ ญาติ และเพื่อนไม่ได้ ท่าน (องค์หลวงปู่มั่นในช่วงที่เป็นฆราวาส) ได้ขึ้นไปทำการแสดงลำแทน เล่ากันว่า ท่านลำเดินนิทานพื้นเมืองอีสานได้ไพเราะและจับใจผู้ฟังมากถึงกับมีผู้เฒ่าผู้แก่นั่งฟังน้ำตาซึมคลอเบ้าไปด้วย
ผู้เล่าประวัติเล่าว่า ท่านถูกพระอุปัชฌาย์ดุเอา จนจะไม่ยอมทำการอุปสมบทให้ และยังดุพวกญาติโยมที่ยุให้ท่านขึ้นไปลำด้วย จนพระอาจารย์ของท่านต้องได้เข้าไปขอขมาโทษแทนพระอุปัชฌาย์จึงได้ยอมทำการอุสมบทให้
สำหรับ "พระอาจารย์ของท่าน" ที่กล่าวถึงในช่วงนี้ ท่านพระครูกลมภาวนากร ได้พยายามสอบถามจากผู้เล่าอีกครั้งว่าเป็นท่านใด เป็นองค์หลวงปู่เสาร์หรือไม่ ซึ่งผู้เล่าประวัติก็มิได้ยืนยันชัดเจน จึงไม่สามารถระบุชัดว่าเป็นท่านใดได้ จึงเป็นความบันเทิงครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งครองเพศฆราวาสในสังสารวัฏนี้

ผ้าไตรจีวรองค์หลวงปู่มั่น จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์บริขารฯ
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร
(รูปโดย Admin)
บวช 2 ครั้ง
จากคำบอกเล่าของ หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ ในหนังสือ "รำลึกวันวาน" กล่าวว่า การอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์นั้น ท่านได้พิจารณาแล้วว่ายังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากการอุปสมบท องค์ประกอบหนึ่ง คือ บริขารทุกชิ้นจะต้องมีความถูกต้องตามพระธรรมวินัย การอุปสมบทนั้นจึงสำเร็จ ผู้ที่เข้าพิธีนั้นจะเป็นพระภิกษุสงฆ์โดยสมบูรณ์ไม่มีข้อสงสัย ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนบริขารและทำพิธีอุปสมบทซ้ำโดยไม่ได้ลาสิกขาก่อน ที่เรียกว่า "ทัฬหีกรรม" โดยบันทึกไว้ดังนี้
… ท่าน ฯ (องค์หลวงปู่มั่น) ว่า พออุปสมบทแล้ว ระยะแรก ๆ นอนหลับฝันไป ปรากฏว่า ท่าน ฯ เองยังเป็นสามเณรอยู่ ยังไม่เป็นพระ นั่งภาวนาพอจิตรวมเป็นอุปจาระ ก็ปรากฏว่ายังเป็นสามเณรอยู่
ท่าน ฯ มาเฉลียวใจว่า เอ๊ะ! นี้เป็นเรื่องอะไร พิจารณาได้ความว่า ครองผ้าสังฆาฏิชั้นเดียวเป็นผ้าดาม (เย็บเป็นดูกแบน ๆ เรียกผ้าดาม) จึงไปกราบเรียนต่อพระผู้ใหญ่ ท่านก็ยอมรับ จัดหาสังฆาฏิ 2 ชั้นให้ แล้วเข้าโบสถ์ทำทัฬหีกรรมใหม่
ทีนี้นอนหลับฝันว่า ได้เป็นพระโดยสมบูรณ์ ปรากฏว่า บนบ่าข้างซ้ายมีดาบสะพายอยู่ เท้าทั้ง 2 มีรองเท้าพระชนิดคีบ ทำด้วยหนังสวมอยู่ พิจารณาได้ความว่า ดาบ คือ ปัญญา รองท้า คือ สมาธิ มีสมาธิมั่นคง มีปัญญาแก้ปัญหาได้
ผู้เล่า (หลวงตาทองคำ) กราบเรียนถามว่า "แค่สังฆาฏิชั้นเดียว ห้ามมมรรคผลด้วยหรือ"
ท่านฯ ว่า "เป็นวัตถุวิบัติ ขึ้นชื่อว่า วิบัติแล้ว ก็เป็นวิบัติวันยังค่ำ คืนยันรุ่งอยู่นั้น"
ในฝ่ายพระกรรมฐาน ผ้าสังฆาฏิ จะใช้ผ้าสองชั้น สำหรับผ้าจีวร จะเป็นผ้าชั้นเดียว จึงจะถูกต้องตามพระธรรมวินัย ดังนั้นการอุปสมบทเข้าเป็นพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น จึงถือเคร่งครัดองค์ประกอบต่างๆ มาก ทั้งผู้ที่จะบวชก็ต้องเตรียมตัวยาวนาน พร้อมทั้งเตรียมการบริขารเครื่องบวชให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพื่อให้อุปสมบทแล้วไม่เกิดข้อสงสัยหรือไม่ถูกต้องนั้นเอง (หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ; รำลึกวันวาน)
ยังมีข้อมูลจากบันทึกประวัติ หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ที่ท่านได้รับฟังมาจากหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ว่าองค์หลวงปู่มั่น ได้ทำทัฬหีกรรมอุปสมบทซ้ำ เนื่องจากไม่มั่นใจในผ้าสังฆาฏิเช่นเดียวกัน แต่ในประวัติหลวงปู่จาม ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าได้ทำทัฬหีกรรมใน "อุทกุกเขปสีมา" คือ สีมาน้ำ และให้รายละเอียด พระอุปัฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ แตกต่างออกไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้
... "ครั้งหนึ่งท่านหลวงปู่ตื้อ (อจลธมฺโม) ได้บอกกับผู้ข้าฯ ว่า "ท่านจามจำให้ได้ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) ท่านบวชถึงสองครั้ง บวชครั้งแรกในสิมบก ท่านอริยกวีเป็นผู้บวชให้ ไม่หายสงสัย คล้อยหลังเกือบปีจึงบวชใหม่ สิมน้ำกลางแม่น้ำมูล ทำแพลางกลางน้ำ ปักเสาตั้งหลักให้ห่างจากฝั่งน้ำ 4 ศอกชั่วระยะวิดน้ำหยั่งน้ำกลางขา มีท่านเจ้าคุณปู่ เทวธมฺมี ชื่อว่า ม้าว เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ สวดกำขวา ท่านอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) สวดกำซ้าย
"ทำไมต้องบวชใหม่ครับ"
"ไม่หายสงสัยในตัวผู้บวชให้กับผ้าสังฆาฏิ"
"ใครให้บวชใหม่ครับ"
"ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ อยากรู้ให้พิจารณาดูบ้าง อย่ามาแต่ถามเอาตุ๊หนุ่มคนนี้" หลวงปู่ตื้อตอบพร้อมกำชับย้อนกลับเพื่อให้ได้อรรถรสสนทนาประสาศิษย์อาจารย์ (พระธมฺมธโร ครูบาแจ๋ว; ธรรมประวัติ หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญฯ, 2554:430-431)
อนึ่ง ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เป็นหนึ่งในพระบูรพาจารย์ยุคเก่าที่นำคณะธรรมยุติมาประดิษฐานที่อุบลราชธานี ตามประวัติแล้วท่านมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่องค์หลวงปู่มั่นจะอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ยังมีข้อสังเกตจากบันทึกของคุณวัน คมนามูล ที่อยู่ด้านหลังรูปถ่ายองค์หลวงปู่มั่น ที่ถ่าย ณ วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา พ.ศ. 2483 ได้ระบุถึง เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็น พระกรรมวาจารย์ สอดคล้องกับบันทึกประวัติหลวงปู่จาม ซึ่งอาจจะเป็นการทัฬหีกรรม ในครั้งหลังก็ได้ ซึ่งคุณวันได้บันทึกในส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ ดังนี้
.... รูปพระอาจารย์หมั้น เกิดเมืองอุบลภาคอิสาน อายุ ๗๐ ปี พรรษา ๔๗ ได้ศึกษาเล่าเรียน ต่อพระปัญญาภิสารเถระ เจ้าคุณอุบาลีเป็นกรรมวาจา ท่านได้ปฏิบัติในสมถะวิปัสสนา .... (https://luangpumun.org/picdrnara/con1.htm)
การอุปสมบทตามข้อมูลชั้นต้น ได้สำเร็จ ณ วัดศรีอุบลรัตนาราม โดยมีพระอุปัชฌายาจารย์ พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ ตามรายละเอียดข้างต้น ซึ่งตรงกับหนังสือสุทธิองค์หลวงปู่มั่น สำหรับการทำ ทัฬหิกรรม บวชซ้ำนั้นยังเป็นมุขปาฐะที่ยังต้องค้นคว้าเติมเต็มข้อมูล แต่มีคติที่ผู้ที่จะบวชจะต้องมีความเข้าใจในพระธรรมวินัยในเบื้องต้นก่อน แม้เพียงของใช้เพียงเล็กน้อยก็ต้องศึกษาให้ถี่ถ้วน เพื่อความมั่นใจในสมณเพศของตน

วัดศรีทอง ปัจจุบันคือ วัดศรีอุบลรัตนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(รูปโดย Admin)
ข้อมูลอ้างอิง
1) ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร พ.ศ. 2541
2) ชีวประวัติ ธรรมเทศนา บทประพันธ์ และธรรมบรรยาย ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ โดย พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) พ.ศ.2527
3) รำลึกวันวาน โดย หลวงตาทองคำ จารุรวณฺโณ พ.ศ. 2552
4) ธรรมประวัติ หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ผู้มากบุญ โดย พระธมฺมธโร ครูบาแจ๋ว พ.ศ. 2554
5) บูรพาจารย์ โดย สุกัญญา มกุฎอรฤดี พ.ศ. 2549
6) บันทึกประวัติศาสตร์แห่งพระบูรพาจารย์ โดย ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.luangpumun.org (https://luangpumun.org/picdrnara/con1.htm)
แสดงความเห็น >>คลิ๊กที่นี่<<