บ้านโคกนามน ปฐมญาณสัมปันนนุสรณ์
บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 50

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
ผู้มีนิวาสสถานบ้านเกิดอยู่ที่บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
เมื่อได้ทราบว่าองค์หลวงปู่มั่น ได้มาพำนักยังบ้านเกิด
จึงเกิดศรัทธาแรงกล้าที่จะให้สำนักแห่งนี้
เป็นที่อบรมประชาชนต่อไป (รูปจากฐานข้อมูล Admin)
ช่วงปลายปี พ.ศ. 2484 องค์หลวงปู่มั่นพำนักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสเป็นเวลา 15 วัน จึงเดินทางมาวิเวกที่บ้านนามนระยะเวลาหนึ่ง ก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. 2485 ท่านได้เดินทางมาพำนักยังวัดร้างชายป่าใกล้กับบ้านโคก ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านนามนประมาณ 2 กิโลเมตร การเดินทางครั้งนี้หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ไดถวายอุปัฏฐากต่อเนื่องมาตั้งแต่ภาคเหนือ
องค์หลวงปู่มั่นได้ให้ชาวบ้านโคกสร้างกุฏิไว้รอพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นคนบ้านโคกเช่นเดียวกัน เมื่อพระอาจารย์กงมาอุปสมบทจากบ้านเกิดไปแล้ว ได้ศึกษาธรรมกับองค์หลวงปู่มั่นครั้งแรกที่บ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ช่วงปี พ.ศ. 2469 ต่อมาท่านได้รับการนิมนต์จากท่านพ่อลี ธมฺมธโร ให้ไปเผยแผ่ธรรมที่จังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 จนเมื่อพระอาจารย์กงมาได้ทราบข่าวว่าองค์หลวงปู่มั่นกลับมาจากภาคเหนือ และมาพักอยู่ทางสกลนครใกล้บ้านโคกจึงเดินทางออกจากจังหวัดจันทบุรี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 เดือน จึงถึงบ้านโคก โดยเดินทางพร้อมด้วย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ซึ่งเป็นครั้งแรกของหลวงพ่อวิริยังค์ที่ได้กราบองค์หลวงปู่มั่น อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ญาติๆ รวมทั้งหลวงปู่กงมาเอง จะได้รับการอบรมอย่างใกล้ชิดจากองค์หลวงปู่มั่น ในพรรษากาล ปี พ.ศ. 2485 (ลานธรรมจักร,Online:เข้าถึง 25/10/68) ประการสำคัญ คือ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ ได้มากราบมอบกายถวายชีวิตแด่องค์หลวงปู่มั่น และจำพรรษากับองค์ท่านครั้งแรกอีกด้วย ปัจจุบันพื้นที่ที่เป็นเสนาสนะบ้านโคกแห่งแรกคือ บริเวณที่ว่าการอำเภอโคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
โดยมีลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
องค์หลวงปู่มั่นได้มาพำนักก่อนจะมาจำพรรษายังบ้านโคก
(จากหนังสือ ปญฺญารตนํ)
1. บ้านโคกดินแดนเกิดพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ
เมื่อพระอาจารย์กงมาที่ขณะนั้นไปจำพรรษาเผยแผ่ธรรมอยู่ที่ จ.จันทบุรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 ได้ทราบข่าวองค์หลวงปู่มั่นกลับสู่แดนอีสานแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นยังได้ทราบข่าวว่า องค์หลวงปู่มั่นยังได้มาพำนักใกล้กับบ้านเกิด คือ บ้านโคก จึงได้เร่งรีบเดินทางกราบองค์หลวงปู่มั่น โดยเดินทางมาพร้อมกับ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ขณะนั้นเป็นพระภิกษุหนุ่ม ได้เร่งรีบเดินทางมาในครั้งนั้น โดยมีรายละเอียดตามบันทึกต่างๆ ดังนี้
... ท่านพักวัดป่าสุทธาวาสพอควรแล้ว ก็ออกเดินทางไปพักที่สำนักป่าบ้านนามน ...ท่านพักบ้านนามนพอควรแล้วก็มาพักและจำพรรษาที่บ้านโคก ซึ่งห่างจากบ้านนามนราว 2 กิโลเมตร ที่บ้านนี้มีความสงัดพอสมควร แต่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่ถึงกิโลเมตร เพราะหาทำเลยากบ้าง ทั้งสองแห่งนี้มีพระเณรอยู่กับท่านไม่มากนักราว 11–12 องค์เท่านั้น พอดีกับเสนาสนะ ... (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต .... มาพำนักอยู่ที่วัดร้างชายป่าใกล้บ้านโคก จ.สกลนคร หลวงปู่อุ่นเล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่นได้สั่งให้ปลูกกุฏิไว้คอยพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ครั้นต่อมาไม่นาน พระอาจารย์กงมา ซึ่งจากบ้านเกิดไปเผยแผ่ธรรมที่ จ.จันทบุรี เป็นเวลาหลายปี ก็เดินทางกลับมาบ้านโคก สมคำพยากรณ์ของพระอาจารย์มั่น ... (ลานธรรมจักร,Online:เข้าถึง 25/10/68)
...ท่านอาจารย์กงมาท่านได้ทราบข่าวว่า ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ได้กลับจากเชียงใหม่ หลังจากที่ได้อยู่เป็นเวลานานถึง 12 ปี เพราะท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธโล) ไปนิมนต์ให้มาโปรดญาติโยมทางจังหวัดอุดรธานี และได้อยู่ที่จังหวัดนี้ 3 ปี แล้วจึงไปจังหวัดสกลนคร ได้ไปพักอยู่ที่ป่าแห่งหนึ่งใกล้กับบ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง (ปัจจุบัน คือ อ.โคกศรีสุพรรณ) จังหวัดสกลนครอันเป็นบ้านเกิด บ้านเดิมของท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ
ท่านเมื่อได้ทราบข่าวเช่นนี้ มิได้รอช้า คิดถึงวัดวาอารามที่ท่านได้สร้างด้วยทุนทรัพย์มหาศาล และญาติโยมที่ได้ปฏิบัติธรรมอยู่กับท่าน ทุกๆ อย่างล้วนแต่เป็นสิ่งน่าจะต้องผูกพันมากมาย เช่นวัตถุก่อสร้างที่น่ารื่นรมย์ ญาติโยมที่นอบน้อมเลื่อมใสมากมายนัก แต่ท่านไม่ได้คิดเอาแต่สิ่งเหล่านี้มาเป็นสิ่งที่ขัดขวาง หรือเป็นอุปาทานเลย เมื่อถึงเวลาที่จะไปนมัสการท่านอาจารย์มั่นฯ แล้ว ขณะนั้น ข้าพเจ้าผู้เขียน (หลวงพ่อวิริยังค์) กำลังธุดงค์อยู่อำเภอขลุง กำลังเทศนาสั่งสอนญาติโยมอยู่ด้วย ท่านอาจารย์กงมาก็ให้พระไปบอกว่า ให้รีบกลับ และเดินทางไปหาท่านอาจารย์มั่นฯ ด้วยกันในวันมะรืนนี้ ...(ใต้สามัญสำนึก, หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
2. โปรดศิษยานุศิษย์
การที่องค์หลวงปู่มั่น ได้มาพำนักยังบ้านโคกแห่งนี้ ท่านได้เมตตาให้การอบรมพระภิกษุสามเณรที่มามอบกายถวายชีวิต ตามบันทึกประวัติเท่าที่รวบรวมได้มีดังนี้

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
ท่านได้ติดตามพระอาจารย์กงมา
มากราบองค์หลวงปู่มั่น ครั้งแรกที่บ้านโคกแห่งนี้ (รูปโดย Admin)
2.1 พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ กับหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
การที่องค์หลวงปู่มั่นมายังบ้านโคกแห่งนี้ ทำให้เป็นความศรัทธาแรงกล้าที่พระอาจารย์กงมา จะได้มากราบรับคำสอนปรับปรุงการปฏิบัติแล้ว ศิษย์ที่ติดตาม คือ หลวงพ่อวิริยังค์ ที่ปรารถนาจะได้พบกับหลวงปู่มั่น มานานก็ได้รับโอกาสนั้นด้วย หลวงพ่อวิริยังค์ได้ให้รายละเอียดของการได้กราบองค์หลวงปู่มั่นครั้งแรก ไว้ในใต้สามัญสำนึก ดังนี้
2.1.1สนทนาปสาทะครั้งแรก
... ประโยคแรกและน้ำเสียงครั้งแรกที่เป็นคำพูดของท่านอาจารย์มั่นฯ ที่เข้าสู่โสตประสาทของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังจำได้และจำได้แม่นยำ เพราะเป็นคำที่ซาบซึ้งอะไรเช่นนั้น
"เออ เจ้าลูกศิษย์อาจารย์เหนื่อยแท้บ่อ" หมายความว่า "เหนื่อยมากนักหรือ"
ท่านอาจารย์กงมาได้ตอบว่า "ไม่เหนื่อยเท่าไร พอทนได้"
ท่านอาจารย์มั่นฯ ได้ให้พวกเราไปสรงน้ำ มีพระภิกษุสามเณรได้จัดน้ำร้อนน้ำเย็นไว้พร้อม คอยรับพวกเรา..วันนั้นท่านได้มานั่งข้างนอก พระภิกษุสามเณรทั้งหลายก็ทยอยกันขึ้นไปที่กุฏิของท่านข้าพเจ้ามองเห็นอาจารย์กงมาผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้ากำลังเดินขึ้นไป ผู้เขียนก็เดินตามขึ้นไปบ้าง เป็นอันว่าการเดินทางแม้จะเหน็ดเหนื่อยก็ไม่ต้องคำนึงถึง ขึ้นไปเพื่อฟังธรรมจากท่านอาจารย์มั่นฯ ซึ่งมันเป็นการรอคอยที่ออกจะนานพอดู ความตั้งใจก็ตั้งอย่างเที่ยงมั่นอยู่แล้ว
... แต่ท่านกลับมีกิริยามรรยาทที่อ่อนน้อมละมุนละไม ทักทายปราศรัยกับอาจารย์ของข้าพเจ้าอย่างเป็นกันเอง คล้ายกับท่านได้คุ้นเคยกันมาตั้งเป็นสิบๆ ปี ทำให้ผู้เขียนคลายความตึงเครียดไปตั้งเยอะ ค่อยๆ พอหายใจโล่งไปได้ เมื่อเห็นท่านคุยไปและยิ้มย่องผ่องใสเหมือนธรรมดา
หลังจากท่านถามสารทุกข์สุกดิบกับอาจารย์ของข้าพเจ้าแล้ว ก็หันมาถามผู้เขียนว่า ได้มาพร้อมกันหรือ และมากันยังไง
ผู้เขียนก็ตอบว่า "ครับ ! มากับอาจารย์ของกระผม เดินทางมาโดยเท้าตลอด เป็นระยะหลายร้อย ก.ม. !" ... (ใต้สามัญสำนึก, หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
2.1.2สัมผัสแห่งธรรม
... ท่านยิ้ม แล้วก็ไม่พูดอะไรต่อไป หันไปทางภิกษุสามเณรทั้งหลายแล้วท่านก็เริ่มที่จะแสดงธรรม ตั้งแต่ 20.00 น. โดยประมาณ ถึง 24.00 น. เป็นการแสดงธรรมอย่างละเอียดอ่อน ในเนื้อความแห่งธรรมจักรกัปฺปวัตนสูตร ซึ่งผู้เขียนยังไม่เคยฟังวิธีการอธิบายอย่างนี้มาก่อนเลย (ข้อความละเอียดขอให้อ่านประวัติพระอาจารย์มั่นฯ ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้แล้ว) ตลอดเวลา 4 ชั่วโมงเต็มซึ่งเป็นเวลามิใช่น้อยเลยสำหรับการแสดงธรรม ซึ่งท่านพูดอยู่ตลอดไม่มีเวลาหยุด ... (ใต้สามัญสำนึก, หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
เนื้อความแห่งธรรมจักรกัปฺปวัตนสูตร ที่หลวงพ่อวิริยังค์ ได้บันทึกถึงการแสดงธรรมขององค์หลวงปู่มั่นในครั้งนั้น อยู่ในประวัติองค์หลวงปู่มั่น โดย หลวงพ่อวิริยังค์ มีรายละเอียด ดังนี้
... ทุก ๆ ท่านที่ได้รับรสพระธรรมของท่านต่างก็ปรารภเช่นเดียวกัน เช่นคำว่า มัชฌิมา ทางกลาง ท่านก็แสดงว่าทางพอดี เช่น ท่านแสดงว่าต้นบัญญัติ คือผู้ทำจิตถึงผู้รู้ที่เป็น ฐิติภูตํ หรือเป็นที่สุดทั้งสอง อันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ
1. อตฺตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบากเปล่า
2. กามสุขลฺลิกานุโยค ผู้หมกมุ่นในกาม นี้ท่านก็แปลว่า ผู้บำเพ็ญจิตยังตกอยู่ในความรัก ชอบ ชัง เกลียด ผู้นั้นยังไม่ถึงหนทางกลาง
อธิบายว่า ผู้บำเพ็ญจิตทั้งหลายเมื่อจิตสงบ ดีใจ เมื่อไม่สงบไม่ได้ดังใจ เสียใจ ถือว่าตกไปในทางรัก - ชัง ชื่อว่ายังใช้ไม่ได้
หรือผู้ที่บำเพ็ญจิตกล่าวโทษบุคคลผู้อื่นที่มีความเห็นไม่ตรงกับตน ถือว่าตกไปในทางชั่ว
หรือผู้ที่ยกยอผู้อื่นด้วยความเกรงใจ ตกไปในทางรัก ถือว่าไม่เป็นมัชฌิมา ไม่ได้เดินทางกลาง
บุคคลเหล่านี้ยังห่างไกลความพ้นทุกข์ ยังห่างไกลความอริยะยิ่งนัก...(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
2.1.3 เปิดโอกาสได้ถวายอุปัฏฐาก
ผู้เขียนและอาจารย์ของข้าพเจ้าก็กำลังเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยมาก แต่ท่านอาจารย์มั่น ฯ ท่านก็มิได้คำนึงถึงเหตุการณ์เหล่านั้น เอาธรรมเป็นใหญ่ ร่างกายช่างมัน ทรมานมัน นี้เป็นคำพูดของท่าน แต่เราทั้ง 2 ก็ได้ถูกทรมานแล้วอย่างไม่ต้องมีการหลีกเลี่ยงได้ แต่การถูกทรมานในครั้งนี้ เป็นการทำโดยความเต็มใจทั้ง 2 ฝ่าย คือผู้ถูกทรมานก็ไม่ย่อท้อ ผู้ทรมานก็ไม่ท้อถอย ก็เลยเข้ากันได้ เป็นอันว่าได้ต่อสู้กับกิเลสอย่างได้ผลคุ้มค่าที่สุด
มิใช่เท่านั้นสำหรับตัวผู้เขียน ในเมื่อเวลาเสร็จจากการแสดงธรรมในค่ำคืนวันนั้น ทุกองค์ต่างก็รีบทยอยกลับ ผู้เขียนก็เตรียมจะกลับอยู่แล้ว แต่ท่านอาจารย์มั่นฯ ได้เรียกให้ผู้เขียนหยุดก่อน ให้ทุกองค์กลับแล้วให้ข้าพเจ้าเก็บย่ามและของให้เข้าในห้องของท่าน ท่านได้เอนหลังลงแล้วก็ให้ผู้เขียนบีบนวด เป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งสำหรับพระกัมมัฏฐาน ผู้เป็นศิษย์ถือว่าการถวายการนวดนั้นเป็นกิจวัตรประจำ
วันนี้ท่านได้ให้โอกาสแก่ผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐแล้วที่ท่านอาจารย์มั่น ฯ ได้ให้โอกาสนี้แก่เรา เพราะยากนักที่ท่านจะให้โอกาสแก่ภิกษุรูปใด
.... และนึกอยู่ 2-3 ครั้ง ท่านอาจารย์ ก็รีบลุกขึ้นพลัน ยังกับจะรู้ใจผู้เขียนเอาทีเดียว แล้วข้าพเจ้าก็รีบหาไม้สีฟัน น้ำล้างหน้า กระโถนถวายท่าน เมื่อท่านรับและล้างหน้าเสร็จแล้วท่านก็พูดกับผู้เขียนว่า
"เราได้นิมิตดี คือปรากฏในนิมิตว่า ได้รองเท้าใหม่คู่หนึ่ง รองเท้าคู่นี้แปลกไม่มีแหว่งเว้าตรงกลางเหมือนกับรองเท้าทั่วๆ ไป เออ วิริยังค์กลับได้"
ผู้เขียนกราบ 3 ครั้งแล้วก็รีบกลับกุฏิ สว่างได้อรุณพอดี
เป็นอันว่าผู้เขียนได้ถูกท่านทรมานตั้งแต่วันแรกพบ ถือว่าเป็นโชคดีของข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ท่านคงเห็นว่าผู้เขียนตั้งใจยิ่งใหญ่เหลือเกิน แล้วก็เลยฉลองความศรัทธาเสียให้เต็มที่ พอเช้าขึ้นแทนที่ข้าพเจ้าจะอ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อย กลับกระปรี้กระเปร่าสดชื่นเอาจริงๆ เหมือนกับคนได้ของอันถูกใจและได้สมใจและได้มากเสียด้วย...(ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
ได้มอบกายถวายชีวิตแด่องค์หลวงปู่มั่น
เพื่อศึกษาทางพ้นทุกข์ครั้งแรก ณ บ้านโคก แห่งนี้
(รูปจาก ฐานข้อมูล Admin)
2.2 หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
ภายหลังจากที่พลาดเดินทางมาไม่ทันองค์หลวงปู่มั่น ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จ.อุดรธานี เมื่อหลวงตามหาบัวได้ทราบว่าองค์หลวงปู่มั่นมาพำนักยังบ้านโคก ได้เร่งเดินทางมา จนได้มีโอกาสรับโอวาทจากองค์หลวงปู่มั่นครั้งแรก ตามบันทึกประวัติในญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์ ดังนี้

รูปจำลองเหตุการณ์ขณะหลวงตามหาบัว ได้เข้าไปที่เสนาสนะบ้านโคก
ขณะที่องค์หลวงปู่มั่นกำลังเดินจงกรมในเวลาหัวค่ำ
(รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
2.2.1 มอบกายถวายชีวิตต่อองค์หลวงปู่มั่น
... จากจังหวัดสกลนคร ท่านก็เดินทางต่อไปจนถึงวัดที่หลวงปู่มั่นพักอยู่ในระยะนั้น คือ ที่บ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง (ปัจจุบัน อ.โคกศรีสุพรรณ) จังหวัดสกลนคร ท่านกล่าวถึงเหตุการณ์ในระยะนี้ว่า
"...พอทราบแล้ว 3 วันเท่านั้นนะ เตรียมของเลยไปเลย ไปก็ไปโดนเอาจริงๆ นี่ละมันมีแต่ผลบวกนะ พอไปก็ไปพักอยู่สุทธาวาส 2 คืน พอฉันจังหันแล้วสายๆ ก็ออกเดินทาง ไปถึงบ้านโคกมืดแล้ว บุกไปอย่างนั้นละกลางคืนมืดถนนไม่ต้องถามละ ไม่มี ไปตามทางล้อทางเกวียนธรรมดา
พอไปถึง เราไปถามชาวบ้านเขา เขาก็บอกไปถึงบ้านโคกมันมืดแล้ว "
'วัดป่าบ้านโคกอยู่ที่ไหน แล้วท่านอาจารย์มั่นท่านอยู่ที่นี่ใช่ไหม'
'อยู่ ท่านเพิ่งย้ายมาจากบ้านนามนท่านจะมาพักจำพรรษาที่นี่ในปีนี้'
'ไหน วัดไปทางไหน'
เขาก็เลยพาไป 'ไป ผมจะพาไปเพราะทางเข้าไปวัดของท่านอาจารย์มั่นเป็นทางด่านนะ มันไม่ได้เป็นทางล้อทางเกวียนอะไร ทางเป็นด่านพอคนเดินไปพ้นตัวไปเท่านั้นแหละ'
ชาวบ้านเขาบอก...ออกไปนี้พอไปถึงกลางบ้าน เขาบอกให้มานี่ เขาก็ชี้ทาง
'นี่ละทางเส้นนี้ไปวัด ให้จับทางสายนี้นะนี่แหละต้นทาง ให้เดินตามทางนี้ อย่าปลีกทางนี้ มันเป็นทางแคบๆ เพราะท่านเพิ่งมาอยู่ใหม่ทางก็แคบๆ บุกไปอย่างนั้นแหละ ให้ตามทางนี้อย่าปล่อยทางนี้แล้วจะเข้าถึงวัดเลย"
พอเขาบอกอย่างนี้แล้วเราก็ไป ไปทั้งมืดๆ ไปพอช่วมซ่ามๆ เข้าไปในวัด จากนั้นก็ดูนั้นดูนี้มืดๆ จนไปเห็นศาลาหลังหนึ่ง ทำให้สงสัยนะ
'เอ้นี่ ถ้าเป็นศาลามันก็ดูว่าเล็กไปสักหน่อย'
หมายถึงศาลากรรมฐานนะ...'ถ้าว่าเป็นกุฏิ ก็จะใหญ่ไป' กำลังดูอยู่อย่างนั้นแล้วก็เดินเซ่อซ่าๆ เข้าไป ท่านอาจารย์มั่นกำลังเดินจงกรมอยู่นี่น่ามันก็ไม่เห็น เอ้อ
ท่านเดินจงกรมอยู่ข้างศาลา ท่านกั้นห้องศาลาพักอยู่นั่น พักจำวัดอยู่ที่ห้องศาลาเล็กๆ นั่นนะ
เราก็เดินซุ่มซ่ามๆ มองนั้นมองนี้ไป ก็เราไม่เห็นนี่ มันกลางคืนแล้ว ท่านก็ยืนอยู่ใกล้ๆนี้..."
ท่านเดินไปจนพบหลวงปู่มั่นบนทางจงกรม หลวงปู่มั่นจึงถามขึ้นว่า "ใครมานี่?"
ท่านกราบเรียนว่า "ผมครับ"
ด้วยคำตอบนั้นของท่านทำให้หลวงปู่มั่นกล่าวขึ้นอย่างดุๆ พร้อมกับใส่ปัญหาให้ได้คิดในทันทีนั้นว่า "อันผมๆ นี้ ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีผมไอ้ตรงที่มันไม่ล้าน"
ถึงตรงนี้ท่านว่ารู้สึกเสียวแปล็บในหัวใจเพราะเข้าใจทันทีว่าไม่เกิดประโยชน์อันใดด้วยการตอบเช่นนี้เลย
ขณะเดียวกันทั้งๆ ที่กลัวเกรงหลวงปู่มั่นมาก แต่ก็รู้สึกถึงใจอย่างที่สุดกับคำดุชนิดหาที่ค้านไม่ได้เลยและยอมรับทันทีในไหวพริบปฏิภาณของหลวงปู่มั่น แม้จะกลัวเพียงใดก็ตามแต่กลับรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆว่า
"...นี่แหละอาจารย์ของเรา..."
จากนั้นท่านก็เลยรีบกราบเรียนใหม่ทันทีว่า "ผมชื่อพระมหาบัว"
"เออ! ก็ว่าอย่างงั้นซี่มันถึงจะรู้เรื่องกันอันนี้ว่า ผม ผม ใครมันก็มี ผม เต็มหัวทุกคนแล้วใครจะรู้... ไป...ไปพักข้างศาลานะ"

รูปจำลองเหตุการณ์เมื่อองค์หลวงปู่มั่น
รับหลวงตามหาบัวในการอบรม
(รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
จากนั้นหลวงปู่มั่นก็ออกจากทางจงกรมขึ้นไปบนศาลา ภายในศาลาจะกั้นเป็นห้องใช้เป็นที่พักสำหรับหลวงปู่มั่น เมื่อขึ้นบนศาลาแล้ว หลวงปู่มั่นเตรียมจะจุดตะเกียงหรือโป๊ะเล็กๆ ตะเกียงมีแก้วเล็กๆ ครอบเหมือนดอกบัว พอได้ยินเสียงหลวงปู่มั่นขู่เท่านั้น พระเณรที่เดินจงกรมอยู่ในเวลานั้นก็หลั่งไหลมากัน ก็พอดีมีพระขึ้นไปจุดให้ท่าน
เมื่อหลวงปู่มั่นนั่งลงแล้ว ท่านจึงถือโอกาสเข้ากราบเรียนถวายตัวเป็นลูกศิษย์และเรียนให้ท่านทราบถึงที่มาที่ไปพอให้ท่านได้รู้จัก
ในตอนนั้นหลวงปู่มั่นยังคงฟังอยู่นิ่งๆด้วยความมุ่งมั่นอยากจะมาศึกษาอยู่กับท่านเต็มเปี่ยมมานานหลายปีแล้ว ประกอบกับรู้สึกประทับใจในสติปัญญาฉับไวของหลวงปู่มั่น
ความที่กลัวว่าจะไม่ได้อยู่ด้วย ทำให้ท่านเกิดความวิตกกังวลและครุ่นคิดอยู่ในใจว่า
"ไม่อยากได้ยินเลยคำที่ว่าที่นี่เต็มแล้ว รับไม่ได้แล้ว กลัวว่าหัวอกจะแตก..."
สักครู่หนึ่ง หลวงปู่มั่นก็พูดขึ้นว่า "นี่พอดีนะนี่ เมื่อวานนี้ท่านเนตรไปจากนี้ แล้ววันนี้ท่านมหาก็มา ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้อยู่ กุฏิไม่ว่าง"
คำพูดของหลวงปู่มั่นครั้งนั้นทั้งๆ ที่ก็เมตตารับท่านไว้ แต่อย่างไรก็ตามท่านเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจหายใจคว่ำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้อยู่ศึกษาด้วย คำกล่าวของหลวงปู่มั่นครั้งนั้นจึงทำให้ท่านไม่สามารถจะลืมได้แม้จนทุกวันนี้

หนังสือเรียนปริยัติธรรมขององค์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
ที่เก็บรักษาไว้ (รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
2.2.2 ธรรมบทแรก "ปริยัติให้ยกบูชาไว้ก่อน แล้วปฏิบัติจะประสานกลมกลืน"
ถึงแม้ท่านจะเคยปฏิบัติด้านจิตตภาวนามาบ้าง และก็มีโอกาสศึกษาค้นคว้าด้านปริยัติถึง 7 ปีก็ตาม แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่ทำให้ความสงสัยของท่านในเรื่องมรรคผลนิพพานหมดไป ยังคงเก็บความสงสัยอยู่ในใจตลอดมา และก็ดูเหมือนกับหลวงปู่มั่นจะล่วงรู้ถึงวาระจิตของท่าน จึงพูดบทธรรมครั้งแรกจี้เอาตรงๆ ในคืนแรกนี้เลยว่า
"ท่านมาหามรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน? ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ฟ้าอากาศเป็นฟ้าอากาศ แร่ธาตุต่างๆ เป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผล นิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลสกิเลสจริงๆ
มรรคผลนิพพานจริงๆ อยู่ที่หัวใจ ขอให้ท่านกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่หัวใจ ท่านจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรมของทั้งกิเลสอยู่ภายในใจ แล้วขณะเดียวกันท่านจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับลำดา"
เทศนาดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านมีความมั่นใจในเรื่องมรรคผลนิพพาน และเชื่อมั่นในความรู้ความเห็นของหลวงปู่มั่นที่พูดไขข้อข้องใจได้ตรงจุดแห่งความสงสัย
จากนั้นหลวงปู่มั่นมีเมตตาชี้แนะบทธรรมในภาคปฏิบัติให้ ด้วยทราบว่าท่านมีความรู้ในภาคปริยัติเต็มภูมิมหาเปรียญและนักธรรมเอก และมีความสนใจใคร่ต่อการประพฤติปฏิบัติ บทธรรมบทนี้แม้จนบัดนี้ยังคงฝังลึกอยู่ภายในใจของท่านตลอดมา ดังนี้
"...ท่านมหาก็นับว่าเรียนมาพอสมควรจนปรากฏนามเป็นมหา ผมจะพูดธรรมให้ฟังเพื่อเป็นข้อคิด แต่อย่าเข้าใจว่าผมประมาทธรรมของพระพุทธเจ้านะ
เวลานี้ธรรมที่ท่านเรียนมาได้มากได้น้อยยังไม่อำนวยประโยชน์ให้ท่านสมภูมิที่เป็นเปรียญ นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนาของท่านในเวลานี้เท่านั้น เพราะท่านจะอดเป็นกังวลและนำธรรมที่เรียนมานั้นเข้ามาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ
ดังนั้นเพื่อความสะดวกในเวลาจะทำความสงบให้แก่ใจ ขอให้ท่านที่จะทำใจให้สงบ ยกบูชาไว้ก่อนในบรรดาธรรมที่ท่านได้เรียนมา
ต่อเมื่อถึงกาลที่ธรรมซึ่งท่านเรียนมาจะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ท่านได้รับประโยชน์มากขึ้นแล้ว ธรรมที่เรียนมาทั้งหมดจะวิ่งเข้ามาประสานกันกับทางด้านปฏิบัติและกลมกลืนกันได้อย่างสนิท ทั้งเป็นธรรมแบบพิมพ์ ซึ่งเราควรจะพยายามปรับปรุงจิตใจให้เป็นไปตามนั้น
แต่เวลานี้ผมยังไม่อยากจะให้ท่านเป็นอารมณ์กับธรรมที่ท่านเล่าเรียนมา อย่างไรจิตจะสงบลงได้หรือจะใช้ปัญญาคิดค้นในขันธ์ก็ขอให้ท่านทำอยู่ในวงกายนี้ก่อน เพราะธรรมในตำราท่านชี้เข้ามาในขันธ์ทั้งนั้น แต่หลักฐานของจิตยังไม่มี จึงไม่สามารถนำธรรมที่เรียนมาจากตำราน้อมเข้ามาเป็นประโยชน์แก่ตนได้และยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลัก เพราะจิตติดปริยัติในลักษณะไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า
ขอให้ท่านนำธรรมที่ผมพูดให้ฟังไปคิดดูถ้าท่านตั้งใจปฏิบัติไม่ท้อถอย วันหนึ่งข้างหน้าธรรมที่กล่าวนี้จะประทับใจท่านแน่นอน..."

(รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
2.2.3 หลวงปู่มั่นทำนายฝันปฏิปทาทางดำเนิน
หลังจากที่อยู่กับหลวงปู่มั่นได้ประมาณสัก 4-5 คืนเท่านั้น ท่านก็ฝันเรื่องประหลาดอัศจรรย์เรื่องหนึ่ง ดังนี้
"...ความฝันนี้ก็เป็นความฝันเรื่องอัศจรรย์เหมือนกัน ฝันว่าได้สะพายบาตร แบกกลดครองผ้าด้วยดีไปตามทางอันรกชัฏ สองฟากทางแยกไปไหนไม่ได้ มีแต่ขวากแต่หนามเต็มไปหมด นอกจากจะพยายามไปตามทางที่เป็นเพียงด่านๆ ไปอย่างนั้นแหละ รกรุงรัง หากพอรู้เงื่อนพอเป็นแถวทางไป พอไปถึงที่แห่งหนึ่งก็มีกอไผ่หนาๆ ล้มทับขวางทางไว้ หาทางไปไม่ได้จะไปทางไหนก็ไปไม่ได้ มองดูสองฟากทางก็ไม่มีทางไป
'เอ นี่เราจะไปยังไงนา' เสาะที่นั่นเสาะที่นี่ไป ก็เลยเห็นช่อง ช่องที่ทางเดินไปตรงนั้นแหละ เป็นช่องนิดหน่อยพอที่จะบึกบึนไปให้หลวมตัวกับบาตรลูกหนึ่งพอไปได้
เมื่อไม่มีทางไปจริงๆ ก็เปลื้องจีวรออกมันชัดขนาดนั้นนะความฝัน เหมือนเราไม่ได้ฝันเปลื้องจีวรออกพับเก็บอย่างที่เราพับเก็บเอามาวางนี้แล เอาบาตรออกจากบ่า เจ้าของก็คืบคลานไป แล้วก็ดึงสายบาตรไปด้วย กลดก็ดึงไปไว้ที่พอเอื้อมถึง พอปีนไปได้ก็ลากบาตรไปด้วย ลากกลดไปด้วย แล้วก็ดึงจีวรไปด้วย
ปีนไปอยู่อย่างนั้นแหละ ยากแสนยากพยายามบึกบึนกันอยู่นั้นเป็นเวลานาน พอดีเจ้าของก็พ้นไปได้ เดี๋ยวก็ค่อยดึงบาตรไป บาตรก็พ้นไปได้ แล้วก็ดึงกลดไป กลดก็พ้นไปได้ พยายามดึงจีวรไป จีวรก็พ้นไปได้ พอพ้นไปได้หมดแล้วก็ครองผ้า มันชัดขนาดนั้นนะ
ความฝัน ครองจีวรแล้วก็สะพายบาตร นึกในใจว่า 'เราไปได้ละทีนี้' ก็ไปตามด่านนั่นแหละทางรกมากพอไปประมาณสัก 1 เส้นเท่านั้นสะพายบาตร แบกกลด ครองจีวรไป
ตามองไปข้างหน้าเป็นที่เวิ้งว้างหมด คือข้างหน้าเป็นมหาสมุทร มองไปฝั่งโน้นไม่มี เห็นแต่ฝั่งที่เจ้าของยืนอยู่เท่านั้น และมองเห็นเกาะหนึ่งอยู่โน้น ไกลมาก มองสุดสายตาพอมองเห็นเป็นเกาะดำๆ นี่แหละ นี่เราจะไปเกาะนั้น
พอเดินลงไปฝั่งนั้น เรือไม่ทราบมาจากไหน เราก็ไม่ได้กำหนดว่าเรือยนต์เรือแจวเรือพายอะไร เรือมาเทียบฝั่ง เราก็ขึ้นนั่งเรือ คนขับเรือเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา พอลงไปนั่งเรือแล้วก็เอาบาตรเอาอะไรลงวางบนเรือ เรือก็บึ่งพาไปโน้นเลยนะ โดยไม่ต้องบอก มันอะไรก็ไม่ทราบบึ่งๆๆ ไปโน้นเลย ไม่รู้สึกว่ามีภัยมีอันตรายมีคลื่นอะไรทั้งนั้นแหละ ไปแบบเงียบๆ ครู่เดียวเท่านั้นก็ถึงเพราะเป็นความฝันนี่
พอไปถึงเกาะนั้นแล้ว เราก็ขนของออกจากเรือแล้วขึ้นบนฝั่ง เรือก็หายไปเลย เราไม่ได้พูดกันสักคำเดียวกับคนขับเรือ เราก็สะพายบาตรขึ้นไปบนเกาะนั้น พอปีนเขาขึ้นไปๆ ก็ไปเห็นหลวงปู่มั่นกำลังนั่งอยู่บนเขาบนเตียงเล็กๆ กำลังนั่งตำหมากจ็อกๆ อยู่ พร้อมกับมองมาดูเราที่กำลังปืนเขาขึ้นไปหาท่าน
'อ้าว! ท่านมหามาได้ยังไงนี่? ทางสายนี้ ใครมาได้เมื่อไหร่ ท่านมหามาได้ยังไงกัน?'
'กระผมนั่งเรือมา ขึ้นเรือมา'
'โอ้โฮ ทางนี้มันมายากนา ใครๆ ไม่กล้าเสี่ยงตายมากันหรอก เอ้า ถ้าอย่างนั้นตำหมากให้หน่อย'
ท่านก็ยื่นตะบันหมากให้ เราก็ตำจ๊อกๆๆ ได้ 2-3 จ๊อกเลยรู้สึกตัวตื่น แหม เสียใจมากอยากจะฝันต่อไปอีกให้จบเรื่องค่อยตื่นก็ยังดี..."
พอตื่นเช้ามาท่านเลยเอาเรื่องนี้ไปเล่าถวายให้หลวงปู่มั่นฟัง หลวงปูมั่นก็ได้เมตตาพูดเสริมกำลังใจให้ศิษย์เพิ่มเติมอีก ให้พากเพียรดำเนินปฏิปทาตามความฝันนั้น อดทนประพฤติปฏิบัติจนให้กลายเป็นจริงขึ้นมา
หลวงปู่มั่นเมตตาพูดอธิบายความฝันว่า
"เอ้อ! ที่ฝันนี้เป็นมงคลอย่างยิ่งแล้วนะ นี้เป็นแบบเป็นฉบับในปฏิปทาของท่านไม่เคลื่อนคลาดนะ ให้ท่านดำเนินตามปฏิปทาที่ท่านฝันนี้เบื้องต้นจะยากลำบากที่สุดนะ .. ท่านต้องเอาให้ดี ท่านอย่าท้อถอย เบื้องต้นนี้ลำบาก ดูท่านลอดกอไผ่มาทั้งกอ นั่นแหละลำบากมากตรงนั้นเอาให้ดี อย่าถอยหลังเป็นอันขาด
พอพ้นจากนั้นไปแล้ว ก็เวิ้งว้างไปได้สบายจนถึงเกาะ .. อันนั้นไม่ยาก ตรงนี้ตรงยากนา ..พอพ้นจากนี้แล้วท่านจะไปด้วยความสะดวกสบายไม่มีอุปสรรคอันใดเลย มีเท่านั้นแหละ
เบื้องต้นเอาให้ดีอย่าถอยนะ .. ถ้าถอยตรงนี้ไปไม่ได้นะ
เอ้า! เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ฟาดมันให้ได้ตรงนี้น่ะ .. มันจะยากแค่ไหน มันก็ไปได้นี่ อย่าถอยนะ"
ท่านฟังอย่างถึงใจพร้อมกับเก็บความมุ่งมั่นจริงจังอยู่ภายในว่า แม้การปฏิบัติจะยากเพียงใดเราก็จะต้องสู้อย่างไม่มีถอย เป็นก็เป็น ตายก็ตาย
2.2.4 คติเตือนใจจากฝัน "โรงเลี้ยงหมู"
ระยะที่ท่านเข้าอยู่ศึกษาใหม่ๆ ท่านรู้สึกเกรงกลัวหลวงปู่มั่นมาก อาจเป็นเพราะเหตุนี้เอง ทำให้วันหนึ่งในตอนกลางวันหลังจากเอนกายลงพักผ่อนอิริยาบถได้ไม่นานก็เลยเคลิ้มหลับไป ขณะที่เคลิ้มหลับไปนั้นปรากฏว่าหลวงปู่มั่นมาดุเอาเสียยกใหญ่ว่า
"ท่านมานอนเหมือนหมูอยู่ทำไมที่นี่เพราะที่นี่มิใช่โรงเลี้ยงหมู ผมจึงไม่เสริมพระที่มาเรียนวิชาหมู เดี๋ยววัดนี้จะกลายเป็นโรงเลี้ยงหมูไป"
เสียงของหลวงปู่มั่นในฝันนั้นเป็นเสียงตะโกนดุด่าขู่เข็ญให้ท่านกลัวเสียด้วย จึงทำให้ท่านสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความตระหนกตกใจ ท่านพยายามโผล่หน้าออกมาที่ประตูเพื่อมองหาหลวงปู่มั่น แต่ก็ไม่พบ ท่านเล่าความรู้สึกของท่านในตอนนั้นว่า
"ทั้งตัวสั่นใจสั่นแทบเป็นบ้าไปในขณะนั้น เพราะปกติก็กลัวท่านแทบตั้งตัวไม่ติดอยู่แล้วแต่บังคับตนอยู่กับท่าน ด้วยเหตุผลที่เห็นว่าชอบธรรมเท่านั้น แถมท่านยังนำยาปราบหมูมากรอกเข้าอีก นึกว่าสลบไปในเวลานั้น พอโผล่หน้าออกมา มองโน้นมองนี้ไม่เห็นท่านมายืนอยู่ตามที่ปรากฏ จึงค่อยมีลมหายใจขึ้นมาบ้าง"
พอได้โอกาสท่านจึงกราบเรียนเล่าถวาย หลวงปู่มั่นก็เมตตาแก้ให้เป็นอุบายปลอบโยนโดยอธิบายความฝันนั้นให้ฟังว่า
"...เรามาหาครูอาจารย์ใหม่ๆ ประกอบกับมีความระวังตั้งใจมาก เวลาหลับไปทำให้คิดและฝันไปอย่างนั้นเองที่ท่านไปดุว่าเราเหมือนหมูนั้น เป็นอุบายของพระธรรม ท่านไปเตือนไม่ให้เรานำลัทธินิสัยของหมูมาใช้ในวงของพระและพระศาสนา
โดยมากคนเราไม่ค่อยคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของตัวว่ามีคุณค่าเพียงไร เวลาอยากทำอะไรทำตามใจชอบ ไม่คำนึงถึงความผิดถูกชั่วดีจึงเป็นมนุษย์เต็มภูมิได้ยาก...
พระธรรมท่านมาสั่งสอนดังที่ท่านปรากฏนั้นเป็นอุบายที่ชอบธรรมดีแล้ว จงนำไปเป็นคติเตือนใจตัวเอง เวลาเกิดความเกียจคร้านขึ้นมาจะได้นำอุบายนั้นมาใช้เตือนสติกำจัดมันออกไป
นิมิตเช่นนี้เป็นของดีหายาก ไม่ค่อยปรากฏแก่ใครง่ายๆ ผมชอบนิมิตทำนองนี้มากเพราะจะพลอยได้สติเตือนตนมิให้ประมาทอยู่เนืองๆ ความเพียรจะได้เร่งรีบ... ถ้าท่านมหานำอุบายที่พระธรรมท่านมาเทศน์ให้ฟังไปปฏิบัติอยู่เสมอๆ ใจท่านจะสงบได้เร็ว...
เรามาอยู่กับครูอาจารย์ อย่ากลัวท่านเกินไป ใจจะเดือดร้อนนั่งนอนไม่เป็นสุข ผิดถูกประการใดท่านจะสั่งสอนเราไปตามจารีตแห่งธรรม การกลัวท่านอย่างไม่มีเหตุผลนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
จงกลัวบาปกลัวกรรมที่จะนำทุกข์มาเผาลนตนให้มากกว่ากลัวอาจารย์ ผมเองมิได้เตรียมรับหมู่คณะไว้เพื่อดุด่าเฆี่ยนตีโดยไม่มีเหตุผลที่ควร..."

หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม
เป็นสามเณรรูปสุดท้ายที่องค์หลวงปู่มั่น บรรพชาให้
(รูปจาก ลานธรรมจักร)
2.3 ให้การบรรพชานายอุ่นเป็นสามเณรรูปสุดท้าย
นายอุ่น ผาใต้ ในภายหลัง คือ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ท่านเป็นชาวบ้านโคก มีศักดิ์เป็นหลานพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ โดยแม่ของท่านเป็นพี่สาวคนโต ของพระอาจารย์กงมา ในช่วงวัยเด็กหลวงปู่อุ่นช่วยครอบครัวเลี้ยงวัวควาย ทำไร่ไถนา ทำมาหากินตามปกติ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2485 หลวงปู่มีอายุย่างเข้า 20 ปี ซึ่งในเวลานั้น องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางจาก จ.อุดรธานี มาพำนักอยู่ที่วัดร้างชายป่าใกล้บ้านโคก จ.สกลนคร
องค์หลวงปู่มั่นปรารภว่าอยากให้นายอุ่น ผาใต้ ได้บรรพชาเป็นสามเณร องค์หลวงปู่มั่นจึงเป็นพระอุปัชฌาย์ทำการบรรพชาให้เป็นสามเณร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2485 โดยมี หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นผู้สอนการครองผ้าให้ ได้ทำการบรรพชาในศาลาวัดร้างที่พระอาจารย์มั่นพำนักอยู่นั้นนับว่าสามเณรอุ่นเป็นองค์สุดท้ายที่องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ให้การบรรพชา เพราะหลังจากนั้นพระอาจารย์มั่นปรารภว่าท่านชราแล้ว จึงยกให้ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นผู้ทำการบรรพชาและอุปสมบทต่อไป เมื่อออกพรรษาจึงได้อุปสมบทซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า
3. เหตุการณ์ในพรรษากาลปี พ.ศ. 2485
หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ซึ่งขณะนั้น คือ สามเณรอุ่น ผาใต้ ได้พำนักจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดร้างชายป่าบ้านโคกนี้ โดยมีพระเณรรูปอื่นๆ ที่อยู่ร่วมจำพรรษากับท่านด้วย ได้แก่ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ, พระอาจารย์สิงห์ จากบ้านหนองหลวง จ.สกลนคร, พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน, พระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท, พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร, พระอาจารย์พา, พระอาจารย์ทองปาน จาก จ.อุบลราชธานี, พระอาจารย์สวัสดิ์ และสามเณรอิ๊ด เป็นต้น
เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่องค์หลวงปู่มั่นจำพรรษายังบ้านโคก ที่มาจากบันทึกต่างๆ ที่รวบรวมได้ มีรายละเอียด ดังนี้
3.1 การอบรมภาคปฏิบัติเข้มข้น
ตามบันทึกประวัติหลวงตามหาบัว ที่กล่าวไว้ใน ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์ ได้ให้รายละเอียดไว้ ดังนี้
... เมื่อเข้าพรรษา องค์หลวงปู่มั่นพาหมู่คณะจำพรรษาที่สำนักป่าบ้านโคกด้วยความผาสุกทั้งทางกายและจิตใจ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ทุกข์ตลอดพรรษา ขณะที่พักอยู่ทั้งในและนอกพรรษา มีการประชุมธรรมเป็นประจำ 6-7 คืนต่อครั้ง การแสดงธรรมแต่ละครั้ง นับแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไปถึง 3-4 ชั่วโมง ผู้ฟังนั่งทำจิตตภาวนาไปพร้อมอย่างเพลิดเพลินลืมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในขณะฟังธรรมท่าน แม้องค์ท่านเองก็รู้สึกเพลิดเพลินไปด้วยในการแสดงธรรมแก่พระเณรแต่ละครั้ง ท่านแสดงอย่างถึงเหตุถึงผลและถึงใจผู้ฟังซึ่งมุ่งต่ออรรถธรรมจริง ๆ ธรรมที่ท่านแสดงล้วนถอดออกมาจากใจที่รู้เห็นมาอย่างประจักษ์แล้วทั้งนั้น จึงไม่มีอะไรที่น่าสงสัยว่าไม่เป็นความจริง นอกจากจะสามารถปฏิบัติได้อย่างท่านแสดงหรือไม่เท่านั้น...(ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)

(รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
3.2 บรรยากาศรำลึกครั้นพุทธกาล
... ขณะที่ฟังท่านแสดงทำให้จิตประหวัดถึงครั้งพุทธกาล ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุบริษัทโดยเฉพาะในสมัยนั้น แน่ใจว่าพระองค์ทรงหยิบยกเอาแต่ธรรมมหาสมบัติ คือมรรคผลนิพพานออกแสดงล้วน ๆ ไม่มีธรรมอื่นแอบแฝงอยู่ในขณะนั้นเลย จึงสามารถทำให้ผู้ฟังบรรลุมรรคผลนิพพานไปตามๆ กัน ไม่ขาดวรรคขาดตอนตลอดวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพราะพระพุทธเจ้าผู้ประกาศธรรม ก็เป็นผู้ทรงความบริสุทธิ์สุดส่วนแห่งธรรมในพระทัย พระธรรมที่แสดงออกก็เป็นธรรมประเสริฐอัศจรรย์ ทรงมรรคทรงผลล้วน ๆ ผู้ฟังจึงกลายเป็นผู้ทรงมรรคทรงผลไปตาม ๆ กัน
ท่านอาจารย์มั่นแสดงธรรมก็ล้วนเป็นธรรมปัจจุบันกลั่นกรองออกจากใจล้วน ๆ มิได้แสดงแบบลูบ ๆ คลำ ๆ กำดำกำขาวออกมาให้ผู้ฟัง ซึ่งต่างมีความสงสัยอยู่แล้ว ให้เพิ่มความสงสัยยิ่งขึ้น แต่กลับเป็นธรรมเพื่อทำลายความสงสัยนั้น ๆ ให้ทลายหายไปทุกระยะที่แสดง ผู้ฟังธรรมประเภทอัศจรรย์จากท่านจึงมีทางบรรเทากิเลสไปได้มากมาย ยิ่งกว่านั้นก็มีทางให้สิ้นความสงสัยโดยประการทั้งปวงเสียได้ ... (ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
รูปจำลองเหตุการณ์ขณะหลวงตามหาบัว ฟังหลวงปู่มั่นสวดมนต์ในกุฏิ (รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
3.3 องค์หลวงปู่มั่นรู้วาระจิต
... วันที่ไม่มีการประชุมธรรม พอขึ้นจากทางจงกรม ราว 2 ทุ่ม จะได้ยินเสียงท่านทำวัตรสวดมนต์เบา ๆ ทุกคืน เป็นเวลานาน ๆ กว่าจะจบ และนั่งสมาธิภาวนาต่อไปจนถึงเวลาท่านจำวัด ถ้าวันที่มีการประชุม จะได้ยินตอนหลังจากเลิกประชุมแล้วทุกคืนเช่นเดียวกัน และได้ยินท่านสวดอยู่เป็นเวลานาน เช่นเดียวกับคืนที่ท่านสวดแต่หัวค่ำ วันเช่นนั้นท่านต้องเลื่อนการจำวัดไปพักเอาตอนดึก ราวเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งนาฬิกา
บางครั้งผู้เขียน (หลวงตามหาบัว) ที่นึกคะนองบ้าขึ้นมา พอได้ยินเสียงท่านสวดมนต์ก็แอบเข้าไปฟังบ้าง เพื่อทราบว่าท่านสวดสูตรใดบ้างถึงได้นานนักหนากว่าจะจบแต่ละคืน
พอแอบเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อจะฟังให้ชัด แต่ท่านกลับหยุดนิ่งไปเสียเฉย ๆ นี่เอง พอเห็นท่าไม่ดี เราก็รีบออกมายืนรอฟังอยู่ห่าง ๆ หน่อย พอเราถอยออกมาท่านก็เริ่มสวดขึ้นอีก เราก็แอบเข้าไปฟังอีก ท่านก็หยุดนิ่งไปอีก เลยไม่ทราบชัดว่าท่านสวดสูตรใดกันบ้าง
ถ้าจะขืนดื้อแอบรอฟังอยู่ที่นั้นนาน ๆ ก็กลัวฟ้าจะผ่าลงที่นั้น คือตะโกนดุออกมาในขณะนั้น แม้เช่นนั้นพอตื่นเช้าเวลาท่านออกจากที่พักมา เรามองดูท่านยังไม่เต็มตาเลย ท่านเองก็มองดูเราด้วยสายตาอันคมกล้าน่ากลัวมาก เลยเข็ดแต่วันนั้นไม่กล้าไปแอบฟังท่านสวดมนต์อีกต่อไป กลัวจะโดนอะไรอย่างหนัก ๆ
เท่าที่สังเกตดู ถ้าขืนไปแอบฟังท่านอีกมีหวังโดนอะไรแน่ๆ ข้อนี้มา ทราบเรื่องท่านได้ชัดเมื่อภายหลัง ว่าท่านทราบเรื่องต่างๆ ได้ดีจริงๆ คิดดูเวลาเราไปยืนส่งจิตจดจ้องมองท่านแบบไม่มีสติเช่นนั้น ท่านจะไม่ทราบอย่างไรเล่า ต้องทราบอย่างเต็มใจทีเดียว เป็นแต่ท่านรอฟังดูเหตุการณ์กับพระที่ดื้อไม่เข้าเรื่องไปก่อน หากยังขืนทำอย่างนั้นอีกต่อไป ท่านถึงจะลงอย่างหนัก ที่แปลกใจอยู่มากคือเวลาเราแอบเข้าไปทีไร ท่านต้องหยุดสวดทุกครั้ง แสดงว่าท่านทราบได้อย่างชัดเจนทีเดียว... (ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)

หลวงตามหาบัว กับหลวงปู่เจี๊ยะ (รูปจาก พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง)
3.4 ศิษย์อาจารย์เหมือนพ่อลูก
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้กลับจากถวายอุปัฏฐากและดูแลจัดการงานศพ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล มาร่วมจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ที่บ้านโคก มีรายละเอียดตามบันทึกในประวัติหลวงตามหาบัว ดังนี้
...หลวงปู่เจี๊ยะจัดเรื่องงานศพทุกอย่างสุดความสามารถ เมื่อตั้งไว้สักการะระยะหนึ่งแล้วจึงนำศพท่าน (หลวงปู่เสาร์) ลงเรือกลับมาอุบลราชธานี และรีบเดินทางกลับไปจำพรรษากับหลวงปู่มั่นเพื่อกราบเรียนเรื่องงานการให้ท่านทราบ พรรษานี้จึงเป็นพรรษาที่ 3 ที่อยู่ร่วมกับหลวงปู่มั่นและองค์หลวงตาที่วัดป่าบ้านโคกแห่งนี้
องค์หลวงตาเพิ่งมาอยู่กับหลวงปู่มั่นใหม่ๆ ได้สังเกตเห็นความสนิทสนมระหว่างหลวงปู่มั่นกับหลวงปู่เจี๊ยะดูเหมือนพ่อแม่กับลูก ได้แอบคิดอยู่ในใจว่า
"ทำไมท่านถึงสนิทกันนักหนา"
องค์หลวงตาได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันหนึ่งขณะกำลังเดินจงกรมอยู่ในป่าได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากภายในวัดป่าบ้านโคกแห่งนี้นี่เอง ดังนี้
"...ท่านเย็บผ้าอยู่สององค์ ท่านอาจารย์เจี๊ยะกับท่านนั่นแหละเย็บผ้า ท่านปะท่านชุนผ้าเช็ดมือ ท่านประหยัดมากท่านไม่ลืมตัว ทีนี้เย็บผ้าไปเย็บผ้ามา ฟังเสียงบึงเบ๊งๆ ขึ้น
'เอาแล้วทีนี่อะไรน้า' เราก็ไปอยู่ใหม่ๆเสียงลั่นศาลาเล็กๆ เนี่ย
แต่ว่าเสียงมันไม่เล็กล่ะสิ เสียงลั่นกระเทือนไปหมด เรายืนฟังอยู่โน่น หากได้ยินไม่ได้ศัพท์ได้แสง ยืนไปยืนมาเลยตัวสั่นโดยไม่รู้ตัวตัวสั่นอยู่ในป่าโน่นน่ะ 'ดูสินะ มันเป็นบ้าอยู่ในป่าคนเดียว ท่านไม่ได้ดุเรา เรายังเป็นบ้าไปได้'
คราวนี้พอเงียบเสียงไปสักครู่หนึ่ง เราก็ออกมา พอขึ้นไปท่านกำลังเลิก เก็บอะไรต่อมิอะไร กำลังเลิกกันประมาณ 11 โมงเช้า พอเก็บของแล้วก็ลงมา
'ท่านดุอะไรตะกี้นี้ ท่านดุใคร' เราถาม
'ก็ดุผมล่ะสิ' อาจารย์เจี๊ยะตอบ
'แล้วทำไมท่านถึงดุ'
'ก็ผมเย็บผ้าผิดนี่' ท่านพูดดีนะ อาจารย์เจี๊ยะท่านพูดตรงไปตรงมา เราสังเกตดู เราไปอยู่ใหม่ๆ ท่านอาจารย์เจี๊ยะอยู่ก่อนเราแล้วนี่ อะไรก็ตาม เอะอะๆอะไรๆ ท่านพระอาจารย์จะดุอาจารย์เจี๊ยะนี้ก่อน
ทางนั้นก็ไม่ถอยนี่ ซัดกันเลย ซัดทีไรอาจารย์เจี๊ยะหน้าผากแตกทุกที สู้ท่านไม่ได้ ก็ท่านเป็นอาจารย์ฉลาดแหลมคม ในสมัยปัจจุบันใครจะเหมือนพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น..."(ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
3.5 เทพบันดาลช่วยหลวงปู่มั่น
... ปี พ.ศ. 2485 นั้นเป็นปีแรกที่ท่าน (หลวงตามหาบัว) จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่นที่บ้านโคก พรรษานั้นมีพระ 9 รูป เณร 2 รูป ช่วงนั้นเป็นระยะที่สงครามญี่ปุ่นกำลังเริ่ม ผ้าหายากมีไม่พอแจกจ่ายกัน ช่วงนั้นกำลังอดอยาก พอถึงวันเข้าพรรษาฉันจังหันเสร็จแล้วหลวงปู่มั่นแจกผ้าพระเณร แต่มีผ้าไม่ครบขาดอยู่ผืนเดียว หลวงปู่มั่นก็เลยไปหยิบเอาผ้าอาบน้ำผ้าขาวที่พระท่านไปวางไว้ในห้องของท่านออกมาให้ แต่ท่านอาจารย์กงมาท่านเป็นคนตรงไปตรงมา เห็นอย่างนั้นจึงพูดค้านอย่างอาจหาญว่า
"อันนั้นก็สำหรับแจกท่านอาจารย์ต่างหากนี่เอามาทำไม ขาดก็ขาดไปสิจะเป็นอะไรไป ขอให้ครูบาอาจารย์ได้เถอะ"
พระเณรทุกองค์เวลานั้นก็พอใจเห็นด้วยกับท่านอาจารย์กงมา
แต่หลวงปู่มั่นท่านก็ตอบอย่างมีเหตุผลเช่นกันว่า
"โอ๊ย! เรามันเป็นผู้ใหญ่เมื่อไรมันก็ได้ ผู้ใหญ่ได้อยู่เรื่อยๆ อะไรๆ ก็ได้ ใครเอามาๆ ก็ให้แต่ผู้ใหญ่เองแหละ เอาล่ะ บุญมีหากได้เองแหละ"
ท่าน (หลวงตามหาบัว) เองก็อยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้นและคอยสังเกตดูอยู่ตลอด
พอหลวงปู่มั่นพูดคำว่า'บุญมีหากได้เองแหละ' ขึ้นมาปุ๊บ ท่านก็จับคำพูดนี้เอาไว้ทันที จากนั้นก็คอยสังเกตว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
ปรากฏว่าตอนค่ำวันนั้นพวกบริษัทแม่นุ่ม ชุวานนท์ (องค์หลวงตากล่าวว่า แม่ของคุณแม่โยมนุ่มเป็นโยมอุปถัมภ์อุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นมาดั้งเดิม ท่านเหล่านี้เป็นคนสำคัญที่อาราธนานิมนต์ท่านมาสร้างวัดป่าสุทธาวาส) นำผ้ามาถวาย
เขาพากันคาดคะเนพระเณรว่าน่าจะมีประมาณ 9-10 องค์ เขาจึงหาผ้าขาวด้ายเทศไม่ใช่ผ้าขาวด้ายบ้านแบบที่เราทอกัน แต่เป็นด้ายดิบอย่างดีเนื้อแน่นเท่ากันจากสกลนครจำนวน 11 ผืน แล้วว่าจ้างโยมขี้ยาคนหนึ่ง (แกติดฝิ่น) ในราคาแพงให้ไปส่งผ้าที่วัดภายในวันนั้น ระยะทางจากสกลนครมาหาบ้านโคกประมาณ 22 ก.ม. เข้าไปในวัดอีก 1 ก.ม. รวม 23 ก.ม. จนกระทั่งค่ำโยมขี้ยาคนนี้ก็ไปส่งผ้าจำนวน 11 ผืนถึงวัด ซึ่งเท่ากับจำนวนพระเณรที่จำพรรษาในครั้งนั้นพอดิบพอดี
ที่ท่านต้องคอยจับคำพูดของหลวงปู่มั่นขนาดนี้นั้นท่านให้เหตุผลว่า
"เพราะพ่อแม่ครูจารย์มั่นทำให้เราคิดไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เหมือนว่ามีเทพคอยแทรกอยู่ตลอดคอยรับทราบความเคลื่อนไหวของท่านอยู่ตลอด เหมือนกับว่าเทวดาบันดลบันดาลนะ
แปลกอยู่ หลายอย่างที่เราไม่เอามาพูดมากหละ เอาแต่ว่าเทพบันดลบันดาลเทพเนรมิตแค่นี้ก็พอแล้วแหละ"... (ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
3.6 หลวงปู่มั่นเคารพธรรม
... นอกเหนือจากความเคร่งครัดตามหลักธรรมหลักวินัยแล้ว หลวงปู่มั่นยังแสดงความเคารพในธรรมอย่างละเอียดลออลึกซึ้งอย่างหาได้ยากยิ่งในสมัยปัจจุบันดังนี้
"...ท่านอาจารย์มั่นเป็นตัวอย่างในสมัยปัจจุบัน ในห้องนอนใดที่ถูกนิมนต์ไปพัก ถ้ามีหนังสือธรรมะอยู่ต่ำกว่าท่าน ท่านจะไม่ยอมนอนในห้องนั้นเลย ท่านจะยกหนังสือนั้นไว้ให้สูงกว่าศีรษะท่านเสมอ ท่านจึงยอมนอน ท่านว่า
'นี่ธรรมของพระพุทธเจ้า เราอยู่ด้วยธรรม กินด้วยธรรม เป็นตายเรามอบกับธรรม
ปฏิบัติได้รู้ได้เห็นมากน้อยเพราะธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เราจะเหยียบย่ำทำลายได้อย่างไร! เอาธรรมมาอยู่ต่ำกว่าเราได้อย่างไร!'
ท่านไม่ยอมนอน ยกตัวอย่างที่ท่านมาพักวัดสาลวันเป็นต้น ในห้องนั้นมีหนังสือธรรมอยู่ท่านไม่ยอมนอน ให้ขนหนังสือขึ้นไว้ที่สูงหมดนี่แหละ! ลงเคารพละต้องถึงใจทุกอย่างเพราะธรรมถึงใจ
ความเคารพ ไม่ว่าจะฝ่ายสมมุติไม่ว่าอะไรท่านเคารพอย่างถึงใจ ถึงเรียกว่าสุดยอดกราบพระพุทธรูปก็สนิท ไม่มีใครที่จะกราบสวยงามแนบสนิทยิ่งกว่าท่านอาจารย์มั่น
ในสมัยปัจจุบันนี้ เห็นประจักษ์ด้วยตากับใจเราเอง ความเคารพในอรรถในธรรมก็เช่นเดียวกัน
แม้แต่รูปพระกัจจายนะ ที่อยู่ในซองยาพระกัจจายนะ พอท่านได้มา
โอ้โห ! พระกัจจายนะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้านี่!'
ท่านรีบเทยาออก เอารูปเหน็บไว้เหนือที่นอนท่าน ท่านกราบ "นี่องค์พระสาวก นี่รูปของท่าน มีความหมายแค่ไหนพระกัจจายนะจะมาทำเป็นเล่นอย่างนี้ได้เหรอ?"
แน่ะ! ฟังดูซิ นี่แหละเมื่อถึงใจแล้ว ถึงทุกอย่าง เคารพทุกอย่าง บรรดาสิ่งที่ควรเป็นของเคารพท่านเคารพจริง นั่น ท่านไม่ได้เล่นเหมือนปุถุชนคนหนาหรอก เหยียบโน่นเหยียบนี่เหมือนอย่างพวกเราทั้งหลายเพราะไม่รู้นี่ คอยลูบๆคลำๆ งูๆ ปลาๆ ไปในลักษณะของคนตาบอดนั้นแล ถ้าคนตาดีแล้วไม่เหยียบ อันไหนจะเป็นขวากเป็นหนามไม่ยอมเหยียบ สิ่งใดที่จะเป็นโทษเป็นภัยขาดความเคารพ ท่านไม่ยอมทำ
นักปราชญ์ท่านเป็นอย่างนั้น ไม่เหมือนคนตาบอดเหยียบดะไปเลย โดยไม่คำนึงว่าควรหรือไม่ควร..."(ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (รูปจาก พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง)
3.7 หลวงปู่เจี๊ยะอุทาน "เจอแล้วองค์นี้"
... หลวงปู่เจี๊ยะบอกว่าหลวงปู่มั่นมักเรียกท่านว่า "เฒ่าขาเป๊ หรือบางครั้งก็เรียกว่า"ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" ตามแต่ท่านจะพูดเพื่อเป็นคติแก่พระเณร
ท่านยังเล่าด้วยว่าในระหว่างพรรษานั้น หลวงปู่มั่นได้พูดถึงหลวงปู่ขาวขึ้นมาในวันหนึ่งว่า
"หมู่เอ๊ย! ให้รู้จักท่านขาวไว้นะ ท่านขาวนี่เธอได้พิจารณาถึงที่สุดแล้ว"
พอกล่าวชมหลวงปู่ขาวแล้วก็หันมาพูดเรื่องของหลวงปู่เจี๊ยะบ้างว่า
"เออหมู่เอ๊ย! มีหมู่มาเล่าเรื่องการภาวนาให้เราฟังที่เชียงใหม่ เธอปฏิบัติของเธอสามสี่ปีเหมือนเราลงที่นครนายก 'มันลงเหมือนกันเลย'.."
หลวงปู่มั่นย้ำอย่างนั้น
"ท่านองค์นี้ภาวนา 3 ปีเท่ากับเราภาวนา 22 ปี อันนี้เกี่ยวเนื่องกับนิสัยวาสนาของคนมันต่างกัน"
ต่อมาเมื่อการจำพรรษาผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง หลวงปู่เจี๊ยะซึ่งได้สังเกตเห็นพระ-เณรที่มาเกี่ยวข้องกับหลวงปู่มั่นมาโดยตลอดเป็นเวลาถึง 3 ปี จนกระทั่งคราวนี้ได้มาพบและร่วมจำพรรษากับท่าน (องค์หลวงตา) ในที่แห่งนี้ได้เห็นถึงความจริงจังและลักษณะที่เหมือนดั่งนิมิตคำทำนายของหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่มาก
ท่านได้เล่าเหตุการณ์และความรู้สึกในครั้งนั้นว่า
"ในที่สุดพระอาจารย์มหาบัว ก็มาหาท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านโคก จังหวัดสกลนคร เราเห็นลักษณะถามความเป็นมาเป็นไป จึงแน่ใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นมาท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่พูดเรื่อง (คำทำทำนาย) นี้อีกเลย...
หลังจากได้อยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นเวลา 3 ปี 4 แล้งแล้ว ผ่านฤดูแล้งปี 2486 ท่านพระอาจารย์มั่นท่านปรารภจะไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน เราเห็นว่าท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้นแล้วท่านอาจารย์มหาบัวก็เป็นที่ตายใจ ท่านเก่งฉลาด เป็นที่ตายใจในเรื่องเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เรื่องข้อวัตรปฏิบัติที่เราเคยทำมาเป็นเวลานานสมควรกับท่านอาจารย์มหา เพราะท่านมีวิชาความรู้ กล้าสู้หน้าไม่อายใคร และจะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่หมู่คณะต่อไปในอนาคต เหมือนดั่งนิมิตที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำนายไว้ที่ดอยคำ บ้านแม่ปั๋ง อำเภอพร้าวจังหวัดเชียงใหม่ว่า
'ท่านองค์นี้ ลักษณะเหมือนท่านเจี๊ยะ แต่มิใช่ท่านเจี๊ยะ จะทำประโยชน์ให้แก่หมู่คณะกว้างขวาง และท่านนิมิตเห็นพระหนุ่ม 2 รูป นั่งช้าง 2 เชือก ติดตามท่านซึ่งนั่งสง่างามบนช้างตัวขาวปลอดจ่าโขลงเป็นช้างใหญ่ พระหนุ่มสองรูปนี้จะสำเร็จก่อนและหลังท่านนิพพานไม่นานนัก และจะทำประโยชน์ใหญ่ให้พระศาสนา'
เมื่อเราเห็นท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา ก็ตรงตามลักษณะที่ท่านทำนายไว้ก็เบาใจเป็นที่ยิ่ง ถึงได้กับอุทานภายในใจว่า
'นี่แหละ องค์นี้แหละต้องเป็นองค์ที่ท่านทำนายไว้อย่างแน่นอน เจอแล้ว ทีนี้'
เมื่อท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา รู้สึกว่าท่านเมตตาเป็นพิเศษ ข้อวัตรปฏิบัติอะไรท่านตั้งใจปฏิบัติรักษาสุดความสามารถ สุดชีวิตเหมือนดังที่เราเคยทำ ความเพียรท่านก็แรงกล้ามีสติปัญญาไวเป็นเลิศ สมเป็นผู้มีบุญมาเกิดประเสริฐด้วยความดี อย่างนี้อีกไม่นานต้องพบพานธรรมอันเลิศ บุญเขตอันประเสริฐจะบังเกิดในวงพุทธศาสน์ เป็นปราชญ์ทางธรรมค้ำชูพระศาสนาเหมือนอย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำนายเอาไว้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดดังนี้จึงดำริว่า สมควรที่หมู่ผู้ที่ไม่เคยมาจะได้ช่องเข้าศึกษาปฏิบัติ ในขณะนั้นพระเณรที่ติดตามและลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นมีมากขึ้นโดยลำดับ ชื่อเสียงเรื่องคุณธรรมของท่านเป็นที่เลื่องลือขจรไปทั่วทุกทิศ
เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) จึงเข้าไปกราบลาท่านและปลีกตัวอยู่องค์เดียวเร่งความเพียร พยายามสืบเสาะหาว่า ท่านอาจารย์ขาวอยู่ที่ไหน เพราะท่านเป็นพระที่ท่านพระอาจารย์มั่นรับรองว่า เป็นพระถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว ได้ทำไว้ในใจว่า ถ้าทราบข่าวว่า ท่านอาจารย์ขาวอยู่ที่ไหน เราจะดั้นด้นเข้าไปกราบให้จงได้..."

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท (รูปจาก พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง)
3.8 กรรมฐานน้ำตาร่วง
องค์หลวงตากล่าวว่าเมื่อครั้งไปอยู่กับหลวงปู่มั่นนั้น จิตของท่านเคยคิดไปว่า องค์หลวงปู่มั่นจะสามารถทราบวาระจิตของท่านได้หรือไม่หนอ จากนั้นไม่นาน ท่านได้ขึ้นไปกราบพระประธานที่ศาลา เห็นหลวงปู่มั่นกำลังเย็บผ้าอยู่ จึงได้คลานเข้าไปเพื่อจะกราบขอโอกาสช่วยเย็บให้
ขณะนั้นเองหลวงปู่มั่นแสดงอาการแปลกกว่าทุกครั้งที่เคยเป็นมา โดยจ้องมองมาที่ท่านอย่างดุๆ พร้อมกับปัดมือห้าม แล้วพูดขึ้นว่า
"หืย! อย่ามายุ่ง"
ในตอนนั้นท่านคิดในใจว่า "โอ้ย ตายกู...ตาย..." และหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ท่าน
อาจารย์มั่นก็กล่าวต่อว่า
"ธรรมดาการภาวนากรรมฐานก็ต้องดูหัวใจตัวเองดูหัวใจตัวเองมันคิดเรื่องอะไรๆ ก็ต้องดูหัวใจตัวเองสิผู้ภาวนา อันนี้จะให้คนอื่นมาดูให้รู้ให้ กรรมฐานบ้าอะไร"
จึงเป็นอันรู้เหตุรู้ผลชัดเจนทันทีว่า ที่หลวงปู่มั่นแสดงปฏิกิริยาดังกล่าวขึ้นเช่นนี้ก็เพราะความคิดสงสัยของท่านนั่นเอง คราวนี้ท่านถึงกับหมอบราบในใจอย่างสุดซึ้งว่า
"ยอมแล้วๆ คราวนี้ขออ่อนขอยอมแล้ว"
หลังจากนั้นท่านจึงได้กราบขอโอกาสเข้าช่วยเย็บผ้าอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้องค์ท่านก็ไม่ได้ดุหรือห้ามอะไรอีก เพราะทราบดีว่า ลูกศิษย์ผู้นี้ได้ยอมแล้วอย่างสนิทใจ... (ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร (จากหนังสือ ใต้สามัญสำนึก)
3.9 การดูแลความสะอาด
ในบันทึก ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
... เมื่อถึงกาลเข้าพรรษา ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีพิธีการที่จะเตรียมการต่างๆ ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านได้ให้ข้าพเจ้าจัดการทำไม้กวาด ความจริงไม้กวาดที่จะต้องกวาดวัดนั้น ก็มีปรกติอยู่แล้ว แต่ท่านให้จัดเป็นพิเศษ หามาไว้ให้พร้อม โดยไม่ต้องทำตลอด 3 เดือน นี้ก็เป็นเครื่องสะกิดใจข้าพเจ้าอย่างยิ่งในเรื่องของการรักษาความสะอาดทั้งบริเวณวัดและที่อยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องใช้ ท่านเป็นผู้มีความสะอาดอย่างยิ่ง แม้กระทั่งห้องส้วม ต้องเช็ดถูให้สะอาดจริงๆ ทั้งๆ ที่ส้วมนั้นมิใช่ส้วมซึม เป็นส้วมหลุม ท่านได้ดุอาจารย์ของข้าพเจ้าว่า
"กงมา นี่เธอทำไมไม่รักษาความสะอาด ปล่อยให้ส้วมรกยังกับป่าเสือ"
ผู้เขียนต้องตกใจอย่างยิ่ง ! ในวันนั้นท่านเดินทางไปกุฏิของท่านอาจารย์กงมา ได้เห็นต้นหญ้าเกิดขึ้นรอบห้องส้วม ซึ่งเข้าใจว่าท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าคงลืมไปหลายวัน ปล่อยให้หญ้าขึ้นโดยรอบ แท้จริงท่านก็ให้สามเณรถากหญ้าโดยรอบอยู่เสมอ
ผู้เขียนจำคำได้ว่า "ส้วมรกยังกับป่าเสือ" จากปากคำของท่านอาจารย์มั่น ฯ ตกใจมาก และท่านยังถามข้าพเจ้าว่า
"อยู่ด้วยกันที่จันทบุรี ส้วมก็รกอย่างนี้หรือ ?"
ผู้เขียนได้แก้ตัวแทนท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าว่า "ที่จันทบุรี ส้วมอยู่กลางวัด กวาดทุกวัน" (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์)

(รูปจาก ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์)
3.10 การดูแลบริขารครูบาอาจารย์
... ท่านอาจารย์มั่น ฯ ท่านเป็นคนละเอียดและสะอาดมาก บางครั้งล้างกระโถนไม่สะอาด ท่านก็ดุเอา กระโถนยุคนั้นทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ ถ้าไม่พยายามเอาขี้เถ้าแช่จริงๆ แล้วจะมีกลิ่น แม้จะมีกระโถนเคลือบล้างง่ายๆ ท่านก็ไม่ใช้ ซึ่งเป็นการฝึกฝนผู้ที่จะอุปัฏฐากท่านไปในตัวเสร็จ แม้แต่ผ้าปูที่นอน ซึ่งการเย็บผ้าตะเข็บข้างบนข้างล่างเหมือนกัน ถ้าไม่สังเกตจริงๆ จะไม่ทราบเลย ผู้เขียนไม่สังเกตเอาหัวกลับท้าย เอาท้ายกลับหัว ถูกดุเอาหลายครั้งจนจำได้
กลดที่แขวนจำวัด กลดนั้นมันกลม ใครจะจำได้ว่าข้างไหนเป็นหัวนอน ข้างไหนเป็นปลายเท้า ผู้เขียนก็จะโดนดุอีก เพราะกางกลับไปข้างบ้าง เอาหัวไปเท้าบ้าง นึกว่าไม่เป็นไร จนถึงกับต้องเอาเครื่องหมายไปหมายไว้ที่กลด จนจำได้ จึงไม่โดนดุ ท่านพูดเสมอๆ ว่า "ก็เมื่องานภายนอกหยาบๆ อย่างนี้ยังทำไม่ได้ ทำไมจิตเป็นของละเอียดจึงจะบำเพ็ญฝึกหัดได้"
ทำเอาผู้เขียนสะดุ้งทุกครั้ง จึงเป็นอันว่า ผู้เขียนต้องพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อถวายความเคารพและทดแทนคุณานุคุณของท่าน ก็มิใช่ผู้เขียนจะผูกขาดการปฏิบัติท่านอาจารย์มั่นฯ แต่ผู้เดียว ทุกๆ องค์ที่อยู่ด้วยก็ช่วยกันเท่าที่โอกาสจะให้ และทุกๆ องค์ก็ต้องการเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ศรัทธาด้วยตนเองที่จะถวายการอุปัฏฐากท่าน โดยเฉพาะท่านได้เอ็นดูผู้เขียนเป็นกรณีพิเศษ ไม่ทราบว่าเป็นเหตุผลอะไร ท่านเคยพูดว่า
"วิริยังค์ ธาตุถูกกัน เวลาบีบนวดถวาย" (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์)

หลวงตามหาบัว และหลวงพ่อวิริยังค์ ในงานถวายเพลิงหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
(รูปจาก เว็บ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
3.11 หลวงตามหาบัวและหลวงพ่อวิริยังค์เทศน์ต่อหน้าองค์หลวงปู่มั่น
... มันเป็นความจำที่ข้าพเจ้า (หลวงพ่อวิริยังค์) จะต้องจำจนกระทั่งบัดนี้ ที่ผู้เขียนกับพระอาจารย์มหาบัว ญาณฺสมฺปณฺโน ในวันหนึ่ง ญาติโยมทั้งหลายมาประชุมกันที่ศาลา ศาลานั้นท่านอาจารย์มั่นฯ ให้กั้นห้องแล้วท่านก็จำวัดอยู่ที่นั่น ขณะที่ญาติโยมประชุมกันด้วยเทศกาลอันใดอันหนึ่ง ในเมื่อทำศาสนกิจส่วนอื่นเสร็จแล้ว ถึงเวลาเทศน์ ท่านอาจารย์ได้สั่งให้ผู้เขียนกับอาจารย์มหาบัวเทศน์ให้โยมฟังทีละกัณฑ์ เมื่อท่านสั่งแล้ว ท่านก็เข้าห้องไป ผู้เขียนกับอาจารย์มหาบัว ก็มองหน้ากันว่า จะทำอย่างไร ข้าพเจ้าก็กลัว อาจารย์มหาบัวก็กลัว กลัวอะไร ? ไม่กลัวโยมหรอก แต่กลัวท่านอาจารย์...
ใจของผู้เขียนรู้สึกจะเต้นแรงเป็นพิเศษ ผู้เขียนไม่เคยกลัวเรื่องเทศน์ให้โยมฟัง เพราะผู้เขียนเป็นนักเทศน์มาตั้งแต่เป็นสามเณรอายุเพียง 17 ก็เริ่มจะเป็นนักเทศน์แล้ว บัดนี้อายุ 22 ปี ผ่านการเทศน์มาไม่ใช่น้อย
แต่ท่านจะมาให้เทศน์ต่อหน้าท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่เราจะต้องมาศึกษาธรรมปฏิบัติกับท่าน ท่านก็เป็นที่น่าเกรงขามอย่างยิ่งแล้ว ทำไมพระเถระผู้มีอาวุโสสูงตั้งเยอะแยะท่านไม่สั่งให้เทศน์ ทำไม ? จึงมาสั่งให้เราผู้เป็นภิกษุใหม่เทศน์ ยิ่งคิดยิ่งไม่สบายใจ จะเทศน์ออกหรือนี่...
เมื่อต่างก็มองตากันไปกันมาพอสมควร เวลาอันระทึกใจก็มาถึงคือเสียง "พรหมมาจะโลกา" อาราธนาเทศน์ โยมเขาอาราธนาแล้ว ผู้เขียนบอกท่านอาจารย์มหาบัว แต่ดูรู้สึกว่าท่านมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว ได้ก้าวขึ้นธรรมาสน์ยังไงๆ พิกล เหมือนกับจะอุทธรณ์อะไรออกมาจากใจสักอย่างยังงั้นแหละ แต่จะไปอุทธรณ์กับใคร เมื่อขึ้นธรรมาสน์ ท่านก็หลับหูหลับตาเทศน์อย่างน้ำไหลไฟดับเหมือนกัน แสดงว่าเจนเวทีมาพอสมควรทีเดียว แต่เวทีนี้เป็นเวทีอันตรายเหลือหลาย ท่านคงจะคิดอย่างนั้นเอง เมื่อท่านใช้วาทะแห่งการแสดงธรรมอย่างไพเราะและอึดอัดระคนกัน เป็นอันว่าจบธรรมเทศนาไปได้อย่างสบาย
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ทำเอาผู้เขียนต้องหัวใจเต้น มันเป็นตาของเราแล้ว พร้อมกันนั้น ท่านมหาบัวก็ชำเลืองมายังข้าพเจ้า ท่านคงจะคิดในใจว่า ถึงตาวิริยังค์มั่งละน่า และคงจะคิดต่อไปว่า ดูท่าทางของวิริยังค์จะเอายังไง จะไปไหวหรือไม่ไหว เพราะต่างก็ยังไม่รู้ความสามารถของกันและกัน ท่านมหาบัวนั่งเรียบร้อยแล้ว โยมก็อาราธนาต่อ ขอให้ "ยาคูไทย" เทศน์ต่อไปเถอะ ญาติโยมแถวนี้เขาเรียกผู้เขียนว่า "ยาคูไทย" ซึ่งแปลว่า พระไทย
เป็นอันว่าผู้เขียนก็ขึ้นธรรมาสน์ในอันดับต่อมา พอขึ้นธรรมาสน์แล้วรู้สึกตัวลอยๆ พิกลเหมือนกัน เพราะท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านนั่งอยู่ข้างหลัง เราเป็นภิกษุหนุ่มนับว่าอ่อนพรรษากว่าใครๆ ทั้งหมดที่มารวมกันอยู่นี้ ก็ทำให้หวาดเสียวซู่ซ่าไปหมด ผู้เขียนพยายามกำหนดใจมิให้หวั่นไหว แต่มันก็หยุดได้เป็นพักๆ อาศัยชำนาญธรรมาสน์เท่านั้น ที่ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อยในเวลาอันเร็วพลัน แต่เข้าใจว่า คงจะมีหลายองค์จับพิรุธได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็สามารถแสดงธรรมไปได้ ตามประสาของผู้ประหม่า และหวาดเสียวเป็นที่สุด พอเทศน์เพลินๆ ไปก็ไม่เป็นไร พอนึกถึงท่านอาจารย์มั่นฯ นั่งอยู่ข้างหลัง สะดุ้งทุกที แต่ก็เอาตัวรอดปลอดภัยไปได้ นับเป็นธรรมเทศนาประวัติศาสตร์ของผู้เขียนจริงๆ ยี่สิบเก้าปีแล้ว ยังคงจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าจะเขียนพรรณนาเหตุอย่างใดจึงจะถูกต้องกับความเป็นจริง
และก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดในอนาคตกาลต่อมา ผู้เขียนกับอาจารย์มหาบัวจะต้องเทศน์คู่กันเสมอๆ มา เช่นงานศพอาจารย์มหาทองสุข พระครูอุดมธรรมคุณ งานศพท่านอาจารย์ชม ที่หนองหลวง อำเภอสว่างแดนดิน งานพิธีของท่านอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จะต้องถูกให้เทศน์ด้วยกันทุกครั้ง เมื่ออาจารย์มหาบัวเทศน์ ผู้เขียนก็ต้องเทศน์ คล้ายกับท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ท่านจะรู้กาลอนาคตว่าพระสององค์นี้จะต้องเทศน์ร่วมกัน
4. เหตุการณ์เมื่อออกพรรษากาลปี พ.ศ. 2485
เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นให้ประกอบพิธีอุปสมบทหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม และออกจากบ้านโคกไปพำนักยังบ้านนามน มีเหตุการณ์ตามบันทึกต่างๆ เท่าที่รวบรวมได้ ดังนี้

หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม เป็นสามเณรรูปสุดท้ายที่องค์หลวงปู่มั่น บรรพชาให้ (รูปจาก ลานธรรมจักร)
4.1 อุปสมบทหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม
หลังจากออกพรรษา ได้มีการอุปสมบทให้สามเณรอุ่น ที่องค์หลวงปู่มั่นได้เป็นอุปัชฌาย์บรรพชาเป็นสามเณรให้เมื่อก่อนจะเข้าพรรษาให้เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ต่อมา คือ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม องค์ท่านเป็นผู้ที่ดูแลเสนาสนะของพระอาจารย์กงมาสืบต่อมา โดยมีรายละเอียดตามบันทึกประวัติ ของหลวงปู่อุ่น ดังนี้
... หลังจากออกพรรษา ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพกวี เดินทางจาก จ.อุดรธานี มากราบท่านพระอาจารย์มั่นที่บ้านโคก และได้เป็น พระอุปัชฌาย์ ทำพิธีอุปสมบทให้ สามเณรอุ่น ผาใต้ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485
โดยมี พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาพิมพ์ ธมฺมทีโป เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สำเร็จญัตติกรรมเมื่อเวลา 11.00 น. ณ อุทกุกเขปสีมา (สิมน้ำ) กลางหนองบัวซึ่งอยู่ใกล้บ้านโคกนั้น ทั้งนี้ อุทกุกเขปสีมา (สิมน้ำ) นี้ได้สร้างขึ้นมีขนาดเล็กๆ แคบๆ คล้ายเถียงนา มี 4 เสา ปูไม้กระดานอยู่กลางน้ำ ต้องทำสะพานเดินเข้าไป ท่านได้รับนามฉายาว่า "กลฺยาณธมฺโม" อันมีความหมายเป็นมงคลว่า ผู้มีธรรมอันเจริญ, ผู้มีธรรมอันงาม...(ลานธรรมจักร,Online:เข้าถึง 25/10/68)
4.2 ออกพรรษาจาริกไปที่บ้านนามน
เมื่อออกพรรษาผ่านไประยะเวลาหนึ่ง องค์หลวงปู่มั่น ได้มายังบ้านนามนอีกครั้ง และอยู่จำพรรษาในปี พ.ศ. 2486 โดยมีรายละเอียด ตามประวัติองค์หลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว ดังนี้
...พอออกพรรษาแล้วท่านกลับไปพักที่บ้านนามนที่ท่านเคยพักอีก จากนั้นก็ไปพักที่บ้านห้วยแคนในป่า และพักวัดร้างชายเขา บ้านนาสีนวนหลายเดือน และไปป่วยเป็นไข้ที่บ้านนาสีนวนอยู่หลายวัน จึงหายด้วยอุบายแห่งธรรมโอสถ ที่ท่านเคยบำบัดองค์ท่านตลอดมา....(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

เสนาสนะบ้านโคก ที่องค์หลวงปู่มั่นจำพรรษาในปี พ.ศ. 2485
ปัจจุบันคือ ที่ว่าการอำเภอโคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
(รูปจาก เพจที่ว่าการอำเภอโคกศรีสุพรรณ)
5. เสนาสนะบ้านโคกในปัจจุบัน
บริเวณที่องค์หลวงปู่มั่นจำพรรษาในปี พ.ศ. 2485 นั้น ปัจจุบัน คือ บริเวณที่เป็นที่ว่าการอำเภอโคกศรีสุพรรณ เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ใกล้กับทางเดินไม่ค่อยสงบ จึงได้มีการย้ายที่ตั้งมาอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิสุทธิธรรม ซึ่งองค์หลวงปู่มั่น ได้มาจำพรรษา ในปี พ.ศ. 2487 จากประวัติหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม กล่าวไว้ดังนี้
.... หลังจากอุปสมบทเป็นภิกษุแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ได้พามาสร้างวัดใหม่อยู่ไม่ห่างจากที่เก่านัก เนื่องจากที่เก่าอยู่ใกล้ทางสัญจรของผู้คน จึงไม่ค่อยสงบ เมื่อมาอยู่ที่ใหม่นี้ชาวบ้านจึงถวายที่ตั้งวัด ซึ่งได้แก่วัดป่าวิสุทธิธรรมในปัจจุบัน ครั้งนั้นมีพระภิกษุสามเณรอยู่ 3-4 รูป กับผ้าขาวคนหนึ่ง ส่วนท่านพระอาจารย์มั่นย้ายไปพำนักที่วัดป่าบ้านนามน (ปัจจุบันคือวัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร) ซึ่งอยู่ห่างไปราว 2 กิโลเมตร และจำพรรษาที่นั่นในปี พ.ศ. 2486 (ลานธรรมจักร,Online:เข้าถึง 25/10/68)
อ้างอิง
●ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547
●พระราชธรรมเจติยาจารย์ (วิริยังค์ สิรินฺธโร), ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ (ฉบับสมบูรณ์), สถาบันพลังจิตตานุภาพ : กรุงเทพฯ, 2541.
●สุริยาส่องฟ้าจันทร์ศรีส่องธรรม เนื่องในฉลองมงคลอายุกาล 101 ปี พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺทธีโป) พ.ศ. 2555.
●หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าข้าริ้วห่อทอง โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2547.
●ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์ ประวัติหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน โดย คณะศิษยานุศิษย์ พ.ศ. 2554.
●ประวัติ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม Online เว็บไซต์ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21469
แสดงความเห็น >>คลิ๊กที่นี่<<