ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 52
บนเส้นทางไปร่วมถวายเพลิงองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
ภาคที่ 1 ทั้งที่ลับและที่แจ้งก็ต้องรักษาพระธรรมวินัย

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร องค์ท่านเดินทางกับ องค์หลวงปู่มั่น
ไปในงานถวายเพลิงสรีรสังขารหลวงปู่เสาร์ และได้บันทึกไว้ใน ใต้สามัญสำนึก
(รูปโดย Admin)
ในตอนนี้จะต่อเนื่องจากตอนที่ 52 ข้อมูลหลักจาก ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกการเดินทางขององค์หลวงปู่มั่น และหลวงพ่อวิริยังค์ เพื่อไปร่วมงานถวายพระเพลิงสรีรสังขาร หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในครั้งนั้นเริ่มเดินทางโดยการเดินเท้าออกจาก วัดร้างนาสีนวล โดยมีปลายทาง คือ อำเภอธาตุพนม จ.นครพนม แล้วโดยสารรถประจำทางไปยังจังหวัดอุบลราชธานี
ระหว่างการเดินทางนี้ ยังได้เห็นถึงความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และปรารภความเพียรอย่างสม่ำเสมอขององค์หลวงปู่มั่น ที่หลวงพ่อวิริยังค์ถือเป็นโอกาสอันวิเศษในการร่วมเดินทาง ที่ท่านเปรียบดั่ง การธุดงค์สาธิต กับผู้ทรงคุณธรรมขนาดนี้เพียงสองต่อสอง อีกทั้งสลับกับบันทึกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีรายละเอียด ตามลำดับเรื่องราว ดังนี้
1. บันทึกเรื่องราวขณะเดินทาง
1.1 หลวงพ่อวิริยังค์เดินธุดงค์กับองค์หลวงปู่มั่น 2 ต่อ 2
ระยะใดเล่าจะสำคัญอย่างยิ่งยวด และปลื้มใจได้ความรู้ประสบการณ์แห่งของจริง เท่ากับครั้งนี้ไม่มีแล้ว ในชีวิตของผู้เขียน มันเป็นปรากฏการณ์ที่มีความจริงเป็นหลักฐาน เพราะเหตุคือการเดินธุดงค์กับพระอาจารย์มั่นฯ เพียง 2 ต่อ 2 ซึ่งก็มีบุรุษบ๊อง ๆ อยู่คนเดียวเท่านั้นที่ติดตามไป ผู้เขียนจะต้องจารึกเป็นประวัติศาสตร์ทางใจไว้อย่างไม่มีการเลือนลาง ทั้งนี้เพราะความเมตตาปรานีของท่านอาจารย์มั่นฯ มีแก่ผู้เขียนเป็นกรณีพิเศษนั่นเอง เป็นการให้การศึกษากับความเป็นจริง แม้ผู้เขียนจะได้เคยเดินธุดงค์มาแล้วอย่างโชกโชนกับพระอาจารย์กงมาเป็นระยะเวลาถึง 8 ปีก็ตาม แต่นั่นก็เป็นการฝึกฝนในเบื้องต้น ซึ่งมิได้เหมือนกับครั้งนี้ เพราะเป็นการฝึกในขั้นพระปรมาจารย์ที่ผู้เขียนนับถืออย่างสุดยอด
พ.ศ. 2486 เป็นปีที่จะมีการถวายพระราชทานเพลิงศพของ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระอาจารย์มั่นฯ มาแต่เดิม ข่าวได้ถูกส่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานี โดยแม่ชีพวงว่า ให้ท่านขึ้นเครื่องบินไปที่จังหวัดอุบลฯ แม่ชีพวงได้บุ๊ก (จอง) ตั๋วเครื่องบินถวาย
ขณะนั้นผู้เขียนก็ยังอยู่วัดร้างนี้กับพระอาจารย์มั่นฯ ตามปรกติ เมื่อได้รับข่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านได้บอกกับผู้เขียนว่า
"จะไปขี่มันเฮ็ดหยัง ขาเฮามี"
ท่านได้พูดว่า เดินไปก็ได้ เราเคยเดินไปตั้งหลายครั้งแล้วที่จะไปอุบลฯ จึงเป็นที่ทราบกันทั่วไประหว่างพระเถรานุเถระที่มาอยู่เพื่อการศึกษาธรรมกับท่านจำนวนมาก เมื่อทราบว่าพระอาจารย์มั่นฯ จะไปในงานพระราชทานเพลิงศพของพระอาจารย์เสาร์ ก็จัดแจงเพื่อติดตามไปกันทั้งหมด จึงจะต้องเป็นขบวนใหญ่มิใช่ธรรมดา (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

หนังสือเรื่องท้าวฮุ่งหรือเจือง
พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ
พระศาสนดิลก (ชิตเสโน เสน) พระครูวิโรจน์ (นนฺตโร รอด)
และในงานฌาปนกิจศพ พระมหารัฐ รฏฺฐปาโล กับ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
ระบุช่วงเวลาการฌาปนกิจศพ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
(ภาพจาก ศูนย์วิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
1.2 มีบัญชาให้หลวงพ่อวิริยังค์เดินทางไปกับองค์หลวงปู่มั่นเท่านั้น
แต่ด้วยเหตุผลอย่างไร ? ท่านอาจารย์มั่นฯ จึงให้ผู้เขียนเพียงผู้เดียวติดตามท่านและเป็นการเดินเท้าธุดงค์จากบ้านนามนไปถึงพระธาตุพนม เป็นหนทางประมาณ 50 กว่ากิโลเมตร ส่วนพระเถรานุเถระทั้งหลายก็ติดตามไปภายหลัง
เมื่อท่านกำหนดวันเป็นที่แน่นอนแล้ว ได้ออกเดินเท้าจากบ้านนามน โดยมีผู้เขียนติดตามกับฆราวาสอายุกลางคนไปด้วย การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นที่พอใจของผู้เขียนอย่างบอกไม่ถูก นับเป็นบุญของตัวแท้ ๆ ทีเดียว (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
1.3 หลวงตามหาบัวมาวิเวกอยู่ที่วัดร้างนาสีนวล
ขณะที่องค์หลวงปู่มั่นกับหลวงพ่อวิริยังค์ออกจากวัดร้างนาสีนวลนั้น หลวงตามหาบัวได้เข้ามาภาวนาและเฝ้าดูแลเสนาสนะวัดร้างนาสีนวล โดยพำนักเพียงองค์เดียว ตามที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า
"... คือใจเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ มันไม่เหลาะแหละ พอว่าตั้งหลักลงกับคำว่าพุทโธ ปลงใจกับคำว่าพุทโธ ทีนี้พุทโธตั้งแต่ขณะนั้นไม่ให้เผลอเลย ไม่ว่าจะความเคลื่อนไหวไปมาทั้งวันไม่ยอมให้เผลอเลย ในระยะที่ตั้งจิตขึ้นมาใหม่นี้ผมอยู่คนเดียวเสียด้วย พ่อแม่ครูอาจารย์ไปเผาศพหลวงปู่เสาร์ ผมอยู่คนเดียวบ้านนาสีนวล วัดร้างเขา นั่นยิ่งสนุกทำความเพียรทั้งวันทั้งคืน ตั้งพุทโธ ๆ ตลอดจนกระทั่งได้รู้ชัดในคำบริกรรมพุทโธ ๆ นี้ เวลาจิตละเอียดเข้าไปจริง ๆ แล้วคำบริกรรมหายหมด ก็ออกมาพูดได้ซิมันเป็นกับหัวใจเจ้าของเอง บริกรรมพุทโธ ๆ อยู่นั้นแล เวลาถึงขั้นละเอียดเต็มที่แล้ว นึกคำบริกรรมไม่มีเลย ไม่ออก เหลือแต่ความรู้ล้วน ๆ ..."(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน https://luangta.com/thamma-luangta/result/detail?id=1340)
1.4 เริ่มก้าวย่างบนหนทางเวิ้งว้างตั้งสติทุกระยะ

รูปจำลองเหตุการณ์ ขณะธุดงค์ทางไกล (AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)
ขณะที่เดินไปนั้นท่านอาจารย์มั่นฯ เดินไปข้างหน้า ผู้เขียนเดินตามหลัง รู้สึกว่าท่านยังแข็งแรงมาก ขณะนั้นท่านอายุประมาณ 74 ปีแล้ว ดูการเดินของท่านยังกระฉับกระเฉง ในขณะที่ผู้เขียนอายุ 23 ปี รู้สึกว่าเป็นการแตกต่างกันมาก ประหนึ่งปู่กับหลานเอาทีเดียว เหนื่อยแล้ว แสงแดดก็กล้ามาก ร้อนจัด เป็นกลางทุ่ง เขาเรียกทุ่งนี้ว่า ทุ่งจำปานาแก เป็นทุ่งกว้างมาก ต้องใช้เวลาเดินหลายชั่วโมง คนแถบนี้กลัวกันนักเมื่อจะเดินข้ามทุ่งนี้
มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่ง มีร่มเงาพอสมควร ท่านบอกว่าแวะเข้าไปพักที่นี่ก่อนเถอะ ผู้เขียนรีบเดินไปก่อนไปจัดที่ นำเอาอาสนะไปปูถวายให้ท่านนั่งสบาย ถวายน้ำดื่มเรียบร้อยแล้ว ท่านก็พูดว่า
"วิริยังค์ เหนื่อยบ่"
"ไม่เหนื่อยเลยครับ" ผู้เขียนตอบ
"ดีแล้ว" ท่านว่า "แต่การที่เธอมากับเรานี้มีความรู้สึกอย่างไร"
"เป็นโชคชีวิตของกระผมที่สุดแล้วครับ" ผู้เขียนตอบ
"เวลาเดินเธอตั้งใจอย่างไร" ท่านถาม
"กระผมตั้งสติไว้ทุกระยะเลยครับ เพราะรู้ว่าได้เดินมากับท่านที่ทรงคุณธรรม"
"เออดี" ท่านว่า แล้วท่านเล่าว่า
"ทุ่งจำปานาแกนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในละแวกนี้ และนาแถบนี้ไม่ค่อยจะเสีย ดีทุกๆ ปี แต่ระยะที่พวกเรามา เขาเก็บเกี่ยวกันหมดแล้ว ดูแต่ซังข้าวเป็นไร ซังใหญ่ๆ ทั้งนั้น แสดงว่าข้าวงามมากปีนี้"
ทำให้ผู้เขียนคิดในใจว่าท่านอาจารย์นอกจากท่านจะมีความรู้ในธรรมแล้ว งานชาวบ้านท่านก็ทราบเหมือนกัน แสดงว่าแม้ท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านต้องศึกษาความเป็นอยู่ของท้องถิ่นนั้น ๆ มิใช่แต่จะก้มหน้าก้มตาสอนแต่การปฏิบัติธรรมอย่างเดียว (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

รูปจำลองเหตุการณ์ ขณะหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
อบรมหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ขณะพักอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
(AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)
1.5 ทำลายตนหากหลีกเลี่ยงพระธรรมวินัยแม้เล็กน้อย
ขณะผู้เขียน (ขออภัย) ได้ขออนุญาตเข้าป่าละเมาะเพื่อถ่ายอุจจาระ เมื่อเสร็จกิจแล้วกลับออกมา ทุก ๆ ระยะที่ผู้เขียนเข้าไปถ่ายอุจจาระและกลับ หาได้พ้นสายตาของท่านไม่ เมื่อกลับมานั่งอยู่ใต้โคนไม้นั้นแล้ว ท่านจึงพูดว่า
"ทำไมไม่เอาน้ำไปชำระ"
"ที่นี่เป็นป่า หาน้ำยากกระผม" ผู้เขียนตอบ
"นี่แหละถือว่าผิดวินัย" ท่านพูดและได้พูดต่อไปว่า "การศึกษาพระวินัยนั้นสำคัญ บุคคลจะมาถือเลศอย่างนั้นอย่างนี้แล้วพากันปฏิบัติหลีกเลี่ยงพระวินัยหาควรไม่"
"ในที่นี้เป็นที่ทุรกันดาร ควรจะรับยกเว้นพระวินัยข้อนี้ กระผม" ผู้เขียนตอบ
"ไม่มีการยกเว้น ในเมื่ออยู่ในความสามารถ" ท่านพูด และพูดต่อไปว่า "ทั้งที่ลับและที่แจ้งก็ต้องรักษาพระธรรมวินัย ถ้าผู้ใดมาหาวิธีหลีกเลี่ยงพระธรรมวินัยแม้เล็กน้อย ผู้นั้นชื่อว่าทำลายตนเอง"
ทำเอาผู้เขียนเสียวหลังขึ้นมาเลย นี่ก็นับว่าท่านอาจารย์มั่นฯ ได้สอนผู้เขียนทุกระยะเลยทีเดียว เหตุเช่นนี้ผู้เขียนนึกในใจว่าบุญของเราแท้ ๆ ที่ได้พระอาจารย์ผู้รับผิดชอบในตัวของเรา แม้แต่ในเวลาถ่ายอุจจาระ ท่านยังไม่ทอดทิ้ง ยังดูแลตลอดทุกอิริยาบถ ถ้ามีอาจารย์อย่างนี้ ไม่ได้ดี ก็ไม่รู้จะไปได้ดีอย่างไรอีกแล้ว (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)


หลวงพ่อวิริยังค์ กับกุฏิหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ
สถานที่ท่านพบความอัศจรรย์แห่งการภาวนาเป็นครั้งแรก
ณ วัดสว่างอารมณ์ บ้านใหม่สำโรง จ.นครราชสีมา
(รูปจาก สถาบันพลังจิตตานุภาพ)
1.6 องค์หลวงปู่มั่นถามความเป็นมาหลวงพ่อวิริยังค์
ต่อจากนั้นก็ออกจากร่มไม้ เดินเข้าหนทางกันต่อไป มันเป็นทางที่ไม่ค่อยเปลี่ยวเท่าไรนัก และขณะนี้ศิษย์กับอาจารย์ก็กำลังเดินอยู่ในเขตของอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม หนทางนี้เป็นทางสัญจรของประชาชนแต่ก็ไม่มากนัก นาน ๆ จะพบคนและหมู่บ้านเป็นระยะ ถ้าผู้เขียนหวนระลึกถึงทางที่เดินผ่านภูเขาดงพญาเย็นมาแล้ว การเดินทางผ่านเข้าอำเภอนาแกนี้ก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด แต่ความหมายที่สำคัญที่สุดคือการเดินไป 2 ต่อ 2 กับพระอาจารย์มั่นฯ ซึ่งท่านจะทำความหมายให้แก่ผู้เขียนตลอดชีวิต และเมื่อเดินไปท่านก็ถามอะไรหลายอย่าง ซึ่งจะเขียนให้หมดดูจะเลอะไป
บางครั้งท่านก็ถามว่า "วิริยังค์ ทำไมจึงมาบวช"
ผู้เขียนก็ตอบว่า "เพราะภาวนาเห็นทุกข์"
"ใครสอนให้ครั้งแรก ?"
"ไม่มีใครครับ !"
"ทำยังไงจึงเป็นสมาธิ ?"
"เป็นขึ้นมาเองครับกระผม !"
"เป็นขึ้นมาได้อย่างไร ?"
"วันหนึ่งเพื่อนกระผมชวนไปวัด ทั้ง ๆ ที่กระผมไม่อยากไป แล้ววัดนี้ท่านอาจารย์กงมาเป็นสมภารอยู่ กระผมได้เข้าไปแล้ว ไม่ทราบขนบธรรมเนียมนั่งปนผู้หญิงอยู่ อาจารย์กงมาได้เรียกมานั่งอีกข้างหนึ่งใกล้ ๆ ท่าน ขณะนั้นกระผมต้องเหงื่อแตกเพราะอึดอัดใจ เพื่อนของกระผมอ่านหนังสือไม่ออก จึงไปต่อมนต์ด้วยปากกับพระอาจารย์กงมา ต้องอยู่ถึงเที่ยงคืน กระผมก็กลับบ้านคนเดียวไม่ได้เพราะกลัวผี จำเป็นต้องอยู่ อยู่ไปนั่งไป นึกในใจอย่างเดียวว่า (ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่มาอีกแล้วๆๆ) อย่างนี้ ไม่ช้าเท่าไรปรากฏว่า ตัวของกระผมหายไปเลย เบาไปหมด ขณะนั้นปรากฏว่ากระผมมี 2 ตัว กระผมตัวหนึ่งได้เดินออกจากร่างเดิมแล้วเดินลงศาลานั้นไป ขณะนั้นมองไปโดยรอบทิศไม่เห็นใครเลยแม้แต่อาจารย์ คงเห็นแต่ร่างของกระผมนั่งอยู่
เมื่อเดินไป ได้ออกไปที่ลานวัดทางด้านตะวันออกแล้วก็ไปยืนอยู่ที่นั้น ขณะนั้นมีลมชนิดหนึ่งพัดหวิวเข้ามาสู่หัวใจ รู้สึกเย็นเอาจริง ๆ สบายบอกไม่ถูกในขณะนั้นถึงกับอุทานออกมาเองว่า "คุณของพระพุทธศาสนา มีถึงเพียงนี้เทียวหรือ ?"
"ต่อจากนั้นปรากฏว่าเดินกลับมาที่เดิม และขึ้นศาลาหลังนั้น มองไปโดยรอบไม่เห็นใครแม้แต่เพื่อนของผม คงมองเห็นแต่ร่างของผมนั่งอยู่ ผมมานึกว่า 'เอ ทำไมเราจะเข้าร่างเราได้หนอ ?' ทันใดนั้นผมก็รู้สึกตัว แต่เมื่อรู้สึกตัวขั้นแรกนั้นได้ยินเสียงก่อน เป็นเสียงเพื่อนผมและพรรคพวกกำลังท่องสวดมนต์ แต่ปรากฏเหมือนไกลลิบสุดกู่ แล้วเสียงนั้นก็ค่อย ๆ ใกล้เข้า ๆ จนรู้สึกปรกติ ก็พอดีเป็นเวลาเขาเลิกกัน เที่ยงคืน"
"กระผมอดไม่ไหว แม้จะกลัวท่านอาจารย์กงมา เพราะพึ่งจะเข้าวัดวันนี้เอง แต่กระผมก็ต้องถามท่านอาจารย์กงมาว่า กระผมเป็นอะไรไป จึงดีอย่างนี้ และก็เล่าความเป็นจริงนั้นถวาย"
ท่านอาจารย์กงมาถึงตะลึง ว่า 'เอ เด็กนี่เรายังไม่สอนสมาธิให้เลย ทำไมมันจึงเกิดได้เร็วนัก' ท่านจึงบอกกระผมว่า "ดีแล้วเธอ เรายังไม่ได้หัดสมาธิให้เลย เป็นขึ้นมาก่อนแล้ว และจงพยายามทำต่อไปเถิด"
นี่แหละครับ ผู้เรียนเล่าถวายท่านอาจารย์ฯ ท่านอาจารย์มั่นฯ ก็ได้พูดว่า
"มันแม่นแล้ว เธอมีความเป็นต่าง ๆ มีบารมีพอสมควร มิฉะนั้นจะได้บวชหรือ ?" (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
1.7 รู้ภูมิหลังในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
วันนี้ 2 ศิษย์อาจารย์ก็เดินไปถึงบ้านนาโสก อำเภอนาแก มีวัดป่าอยู่วัดหนึ่ง และที่แห่งนี้เมื่อหลายปีมาท่านเคยมาพักแต่ไม่เป็นวัด ท่านได้พาผู้เขียนเข้ามาพักอยู่วัดนี้ และก็เป็นความดีใจของสมภารเป็นอย่างยิ่ง กุลีกุจอจัดการสถานที่พัก ทั้งญาติโยมเมื่อทราบข่าวก็พากันมานมัสการเป็นการใหญ่ แม้ว่าท่านจะเหนื่อยจากการเดินทาง ท่านก็ยังแสดงธรรม และมีธรรมกถาต่าง ๆ แก่ญาติโยมที่มาเยี่ยมกันจนดึกดื่น
ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นมีศรัทธาญาติโยมทั้งหลายมาทำบุญถวายอาหารบิณฑบาต ผู้เขียนยังจำได้ว่า ได้ฉันน้ำมะพร้าวอ่อนอร่อยมาก หลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว 2 ศิษย์อาจารย์ก็เดินทางกันคือไป โดยมีโยมบ๊อง ๆ คนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือบริขารและเป็นกัปปิยการกไปในตัวด้วย
ขณะนี้กำลังเดินผ่านอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ท่านอาจารย์ได้พูดว่า ระหว่างธาตุนารายณ์เจงเวงกับพระธาตุพนมนี้ เป็นเขตแดนติดต่อของสองจังหวัดได้แก่จังหวัดสกลนครและจังหวัดนครพนม เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านในภาคนี้มีความเชื่อกันว่า นาไร่แถบนี้ไม่ค่อยจะเสียหายด้วยการแล้งน้ำหรือด้วยการน้ำท่วม ทำให้ชาวบ้านแถบนี้มีความเป็นอยู่ไม่แร้นแค้นนัก
ตามที่ผู้เขียนมักจะสังเกตคำพูดของท่านอาจารย์อยู่เสมอ ๆ เพราะมิใช่แต่ฟังเท่านั้นจะต้องจดจำที่สำคัญ ๆ เอาไว้เล่าให้คนอื่นหรือศิษย์ของเราฟังต่อไป (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร (รูปจาก สถาบันพลังจิตตานุภาพ)
1.8 มาตรฐานการสอนกัมมัฏฐาน
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันนอกจากท่านจะพูดถึงเรื่องคนในย่านนี้แล้ว ท่านก็พูดต่อไปอีกว่า
"คนแถว ๆ นี้สนใจในธรรมดีพอสมควร ดูแต่เราพักกันอยู่ที่ไหนจะมีคนถือขันดอกไม้มาขึ้นธรรม หมายความว่ามาเรียนกัมมัฏฐานฐานนั่นเอง แต่คณะอาจารย์ก็มีหลายพวก จึงทำให้เขาต้องเรียนกันหลายวิธี ทำให้เกิดความไขว้เขวกันมาก"
ผู้เขียนได้เรียนท่านว่า "เราจะมารวมกันสอนกัมมัฏฐานแบบเดียวกันเสียทั้งประเทศไทยจะไม่ดีหรือ เพราะจะได้ไม่ไขว้เขว และได้ผลอย่างประเสริฐด้วย"
ท่านตอบว่า "มันเป็นไปไม่ได้ดอก เพราะอาจารย์กัมมัฏฐานแต่ละองค์ก็มิใช่หมดกิเลส นำเอาแต่ความเห็นของตน พยายามข่มผู้อื่นด้วยการสอนไปตามความเข้าใจของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความจริง ถ้าจะไปเอาแบบคนอื่น ก็กลัวว่าจะเสียเกียรติอะไรเสียอย่างนั้น ซึ่งเป็นทางเสียหายมาก"
การเดินธุดงค์ครั้งนี้แม้จะไม่มาราธอน เหมือนกับที่ท่านอาจารย์กงมาพาเดินจากจังหวัดจันทบุรี ถึงจังหวัดสกลนครก็ตาม แต่ก็เป็นการเดินธุดงค์แบบสาธิตก็เพราะเดินธุดงค์ไปแล้วได้ฝึกฝนจิตใจ ทั้งได้รับความรู้แปลก ๆ ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากการเดินธุดงค์ครั้งนี้อย่างมากมาย ทำให้ผู้เขียนคิดว่า ในชีวิตความเป็นพระภิกษุสามเณรของเรานี้มันช่างมีการต่อสู้อย่างหนักหน่วงเอาจริง ๆ แต่ว่าเป็นการต่อสู้แบบนักรบที่ยืนหยัดอยู่บนอุดมคติ จึงทำให้การต่อสู้นี้มีรสชาติขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ว่าถึงผลของการดำเนินไปของชีวิต ดูเป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างน่าพอใจ จะอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้เขียนกำลังเดินตามหลังพระอาจารย์มั่นฯ ผู้เป็นปรมาจารย์ทางกัมมัฏฐานอยู่ การเดินก็ใกล้ที่จะถึงองค์พระธาตุพนมเข้าไปทุกขณะ พระอาทิตย์กำลังจะคล้อยลงทุกที ๆ (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

รูปจำลองหลังจากเดินทางมาทั้งวัน เมื่อถึงยามใกล้ค่ำ
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร กับโยมที่ติดตามมา
ได้ช่วยกันทำทางจงกรมตามบัญชาขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
(AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)
1.9 แม้จะเดินทางเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ทิ้งความเพียรในรูปแบบ
ท่านอาจารย์มั่นฯ จึงหันหน้ามาทางผู้เขียน แล้วพูดว่า
"วิริยังค์ เรานอนกันที่นี่สักคืนเถอะ"
"จะจำวัดตรงไหนดีครับ" ผู้เขียนถาม
"โน่นยังไงกระต๊อบนาเขา เข้าไปดูซิว่ามันร้างหรือเปล่า ?" ท่านตอบ
ผู้เขียนก็รีบเดินเข้าไปที่กระต๊อบนั้น เมื่อสังเกตดูแล้วไม่มีใคร เพราะเขาร้างไว้ กลับบ้านกันหมด เป็นกระท่อมนา ผู้เขียนมารายงานให้ท่านทราบแล้ว ก็จัดแจงขึ้นบริขารเข้าไปที่กระท่อมนาหลังนั้น จัดการปัดกวาดทำความสะอาด กางมุ้งกางกลดของท่านเสร็จแล้ว ผู้เขียนก็รีบจัดการหาน้ำเพื่อถวายให้ท่านสรง
ขณะนั้นก็เป็นเวลาจวนค่ำแล้ว ท่านใช้ให้ผู้เขียนกับอุบาสกคนบ๊อง ๆ นั้นไปจัดทางเดินจงกรม ทำให้ผู้เขียนอุทานในใจว่า "นี่ท่านเดินมาตั้ง 20 กว่ากิโลเมตร ทำไมหนอจะต้องมาเดินจงกรมอีก มันจะมิเกินไปหรือ ?"
แต่เมื่อถูกคำสั่งแล้วก็ต้องทำตาม แม้จะเป็นเวลาจวนมืด รีบเร่งเต็มที ครึ่งชั่วโมงทุกอย่างเรียบร้อย ทันทีที่ทางเรียบร้อยท่านเข้าทางเดินจงกรม ผู้เขียนยังคิดอิดโรยอยู่ในใจว่าจะเดินหรือไม่เดินหนอ จงกรมนี่ !
ต้องเดิน ก็ท่านแก่กว่าเรา เราแค่อายุ 23 ตกลงเดิน ผู้เขียนนึกว่าท่านก็คงเดินสักประเดี๋ยว ที่ไหนได้นานพอดู ทำเอาผู้เขียนเดินจงกรมตัวเบาไปเลย จึงทำให้ได้ความคิดอย่างหนึ่งว่า
ข้อนี้ผู้เขียนยังจดจำจนบัดนี้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายจะขี้เกียจเดินจงกรม แต่เมื่อนึกถึงตอนธุดงค์กับท่านอาจารย์มั่นฯ แล้วขยันทุกที (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

รูปจำลององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ขณะเดินจงกรมในช่วงเวลาค่ำหลังจากเดินทางมาทั้งวัน
ทำให้หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้เห็นถึงคติตัวอย่างที่ท่านรำลึกตลอดมาว่า
"ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านสอนเรา เพื่อให้เรานำเอาตัวอย่างนี้ไปใช้
เพราะการชำระจิตด้วยการเดินจงกรมนั้น โมหะครอบงำยาก
การเดินมาเหนื่อยๆ แล้วนั่งสมาธิ โมหะครอบงำได้เร็ว เนื่องจากเหน็ดเหนื่อย"
(AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)
1.10 การปฏิบัติที่ไม่บริสุทธิ์
หลังจากเดินจงกรมแล้ว ผู้เขียนก็รีบขึ้นไปจัดน้ำชาไว้คอยท่าน ท่านก็ได้ขึ้นไปบนกระท่อมนาแล้วก็นั่งที่อาสนะที่ข้าพเจ้าได้จัดถวาย ตอนนี้รู้สึกว่าเงียบดีปราศจากคนที่จะเข้ามารบกวน มีอยู่คนเดียวก็บ๊อง ๆ ไม่ใคร่เต็มบาท และแกก็ไม่มายุ่งอะไรกับเราและอาจารย์ แกก็ไปนั่งอยู่ห่าง ๆ มิได้สนใจอะไรกับพวกเราเลย แกเพียงคิดว่าจะแบกจะหาบเมื่อถึงเวลาเดินทางเมื่อไรเท่านั้น
ก็เป็นโอกาสดีของผู้เขียนที่จะได้เรียนถามถึงธรรมต่าง ๆ และข้อปฏิบัติอันที่ข้องใจวิสาสะอย่างเป็นกันเอง แต่ก็อีกนั่นแหละ โดยส่วนมากท่านจะอธิบายเสียก่อนเราจะถามเสมอ ในเมื่อเราคิดอยากจะรู้อะไรต่าง ๆ เช่นคราวนี้ท่านพูดขึ้นว่า
"วิริยังค์ คุณเคยเห็นไหมที่นักปฏิบัติกัมมัฏฐาน หรือพวกที่ทำสมาธิภาวนาคุยอวดตัวอวดตน ถือมานะทิฏฐิว่าดีกว่าผู้อื่น เข้าใจตัวเองผิด ทำสมาธิเพื่อโอ้อวด แข่งดี ทำสมาธิเพื่ออุบาย-กโลบายต่างๆ นานา"
ผู้เขียนตอบว่า "เคยเห็นครับ รู้สึกว่าพวกเราก็มี"
ท่านพูดว่า "ก็นั่นซี ทำอย่างไรจึงจะรู้ถึงว่า ไม่เอาจริง เอาจัง ทำสมาธิเพื่อกโลบาย"
ท่านได้อธิบายต่อไปว่า "ผู้มีความหวังเป็นใหญ่ หวังเพื่อปฏิบัติ โดยต้องการจะให้คนแห่แหนกันเข้ามา เป็นการออกอุบายเพื่อหาเหตุเหล่านี้ ย่อมไม่บริสุทธิ์ทั้งตนและผู้อื่น"
เมื่อเวลาดึกเข้ามาแล้วท่านก็เอนหลัง ผู้เขียนก็ทำหน้าที่นวดตามปรกติ
รุ่งเช้าออกบิณฑบาต สององค์ผู้เขียนและท่านอาจารย์มั่นฯ ซึ่งก็เป็นบรรยากาศหาได้ยากในชีวิตของการมาอยู่กับท่านอาจารย์มั่นฯ ของข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง คิดแล้วคิดอีกในใจของผู้เขียนถึงความเมตตากรุณาของท่านที่มีต่อผู้เขียน ซึ่งมันทำให้เกิดความอุ่นใจและซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ในบรรยากาศและความกรุณาปราณีของท่านในเพราะเหตุนี้
มีหมู่บ้านอยู่บ้านหนึ่งชื่อบ้านต้อง ไม่ใหญ่นัก พวกเราเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านนี้ ก็ไม่มีการแตกตื่นอะไร เพราะพวกเขาก็ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มั่นฯ จะมีอะไรพิเศษ พวกเราก็เข้าไปบิณฑบาตอย่างพระธรรมดา ใส่บาตรกันตามปรกติ ได้อาหารมาพอสมควรแล้วก็กลับมา อาหารก็นิดหน่อย พอฉันกับฆราวาสหนึ่งคนไม่เหลือ เป็นอันว่าหมดวันไป (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

วัดพระธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
ที่องค์หลวงปู่มั่น ได้เคยมาริเริ่มในการบูรณะฟื้นฟูอีกครั้ง
(รูปจาก โครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
1.11 นมัสการพระธาตุพนม
หลังจากฉันเสร็จวันนั้น ท่านก็พาออกเดินทางต่อไป เพื่อไปที่พระธาตุพนม คราวนี้เดินตามทางรถยนต์เป็นทางลูกรัง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษก็ถึงพระธาตุพนม ท่านได้พาแวะพักที่วัดอ้อมแก้ว ซึ่งเป็นวัดที่ท่านอาจารย์เสาร์มาสร้างเอาไว้ ไม่ไกลจากพระธาตุพนมเท่าไรนัก เป็นวัดสงบสงัดดีวัดหนึ่ง
วันหนึ่งท่านได้พาผู้เขียนไปนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งไม่ไกลนักจากวัดนี้ เป็นเวลาเย็นเดินสบาย ขณะที่กำลังไหว้นมัสการพระธาตุพนมนั้น ท่านได้พูดว่า

รูปจำลองเหตุการณ์องค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
จาริกมานมัสการและเริ่มต้นในการปรับปรุงพระธาตุพนม ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔
ในขณะนั้นองค์เจดีย์พระธาตุอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม
(AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)
"เราเองแหละที่มาสถาปนาพระธาตุพนมแห่งนี้ หลายสิบปีมาแล้ว ในสมัยที่เรามาครั้งนั้นยังไม่มีใครสนใจ แต่เถาวัลย์ปกคลุมอยู่"
และท่านได้พูดเสริมต่อไปว่า "ที่นี้เป็นที่บรรจุพระอุรังคธาตุ"
ผู้เขียนถามท่านว่า "อุรังคธาตุ คือธาตุอะไร"
"ก็ธาตุอกยังไงเล่า !" ท่านตอบ
"และใครเป็นผู้นำพระบรมธาตุนี้มา"
"พระมหากัสสปะ" ท่านว่า "ตามนิทานว่าอย่างนั้น"
ผู้เขียนได้ถามท่านว่า "ที่นี้จะชื่อว่าเป็นพระบรมธาตุจริงหรือไม่"
"ก็จริงซิ มิฉะนั้นเราจะมาจัดการสถาปนาขึ้นหรือ ?" ท่านตอบ ก็ทำให้ผู้เขียนมั่นใจขึ้นมาก ในเมื่อได้รับคำตอบยืนยันเช่นนี้ (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

วัดเกาะแก้วอัมพวัน (วัดอ้อมแก้ว) อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
เป็นวัดที่สร้างขึ้นสำหรับพระฝ่ายกรรมฐาน ที่มานมัสการพระธาตุพนม
เป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้เคยมาจำพรรษา ในปี พ.ศ. 2473
(รูปจาก โครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต)
1.12 พักที่วัดอ้อมแก้ว ปัจจุบันคือ วัดเกาะแก้วอัมพวัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
อยู่ที่วัดอ้อมแก้วนี้เป็นเวลาหลายวัน มีแม่ชีคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรมท่าทางใจดีมาก ผู้เขียนลืมชื่อเสียแล้ว เป็นคนมีฐานะดี ได้มาส่งอาหารเป็นประจำทุกวันและเธอก็ดีใจมากที่ท่านอาจารย์มั่น ฯ ได้มาพักอยู่ที่วัดนี้ เพราะเธอก็ถือว่าวัดนี้เป็นของเธออยู่แล้ว (เข้าใจว่าแม่ชีท่านนี้ คือ คุณยายทองอยู่ รัตนโกศล โยมผู้สร้างวัดเกาะแก้วอัมพวัน : Admin) (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

คุณยายทองอยู่ รัตนโกศล
โยมผู้ดูแลวัดเกาะแก้วอัมพวันในยุคหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น
(รูปจาก ตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล)
1.13 ได้รับรางวัลอันมีค่า
ผู้เขียนได้รับความอิ่มใจ และปีติในใจอีกครั้งกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นแก่ผู้เขียน วันนั้นเป็นเวลาบ่ายแล้ว ขณะนั้นท่านก็กำลังให้ผู้เขียนบีบนวดถวายเป็นประจำ เมื่อนวดเสร็จ ท่านได้เอามือจับฟันของท่านดึงออกมายื่นให้ผู้เขียน แล้วพูดว่า
"วิริยังค์ จะเอาไหม ?"
ผู้เขียนรีบรับทันทีว่า "เอาครับ"
รีบยกมือประณมเข้าไปรับเอาฟันชี่นั้นมาอย่างปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งยวด และขณะที่ดึงฟันซี่นี้ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในปากของท่าน เลือดแม้แต่หยดเดียวก็ไม่มี เป็นฟันหลุดออกมาแท้ ๆ และตั้งแต่บัดนั้น จนท่านมรณภาพก็ไม่ปรากฏว่ามีฟันหลุดออกมาอีกเลยแม้แต่ซี่เดียว จึงเป็นลาภอันประเสริฐของผู้เขียน ที่ได้มีโชคได้รับมูลมรดกคือฟันซี่นี้
มิใช่คิดว่าจะเป็นการหลงวัตถุภายนอก โดยการไม่ใฝ่ใจในธรรมซึ่งเป็นความประสงค์ในการมาอยู่กับท่านอาจารย์มั่นฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็เท่ากับรางวัลอันเป็นอนุสติ เพราะความระลึกถึงในส่วนของธาตุขันธ์อันนับเนื่องมาจากตัวของท่านผู้บริสุทธิ์ ผู้เขียนยังเก็บฟันของท่านไว้จนถึงทุกวันนี้ เป็นการระลึกถึงว่า สมัยหนึ่งเราได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ประการหนึ่งก็ทำให้ระลึก วาจา อันเป็นคำพูดอย่างลึกซึ้งของธรรมทั้งหลาย ที่ท่านได้เลือกคัดจัดสรรมาให้เราได้ฟังกันนั้น มันยังฝังลึกอยู่ในส่วนลึกของหัวใจพวกเราอย่างหนักแน่น ว่าถึงผู้ที่ได้รับคุณธรรมตามเป็นจริง
ถึงแม้ว่า ฟันซี่นี้ของท่านจะพูดไม่ได้อีกแล้ว เพราะไม่มีวิญญาณ แต่ ฟันซี่นี้ก็ยังมีผู้เขียนเป็นผู้ระลึกถึงคำพูดอันเป็นธรรมวิจิตรของท่านอยู่ผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็นผู้พูดแทนท่านอีกด้วย ผู้เขียนต้องยอมรับอย่างเปิดอกว่า ธรรมเทศนาที่ผู้เขียนใช้สอนพุทธบริษัทอยู่ทุกวันนี้ ก็คือได้จำมาจากขี้ฟันของท่านอาจารย์มั่นฯ มานั้นเอง ฟันซี่นี้จึงมาทำอนุสติสำคัญนักแก่ผู้เขียน แม้ธรรมต่าง ๆ ที่ผู้เขียนได้คิดขึ้นจากปรีชาของตนเองก็มิใช่ไม่มี มีเหมือนกัน และก็ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลจากต้นคลังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง ... (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

องค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ที่องค์หลวงปู่มั่น ได้ถวายการยกย่อง
ให้เป็นพระผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ (รูปจาก คุณพิศิษฐ์ ไสยสมบัติ)
1.14 หลวงปู่เสาร์วาจาศักดิ์สิทธิ์
ณ วัดอ้อมแก้วนี้ หลังจากผู้เขียนได้รับฟันอันเป็นรางวัลจากท่านอาจารย์มั่นฯ ในวันนั้นแล้ว ท่านก็ได้เล่าถึงความเป็นไปต่างๆ ของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร ให้ผู้เขียนฟังอย่างละเอียด ทำให้ผู้เขียนได้รู้จักกับความเป็นจริงท่านอาจารย์เสาร์ผู้เป็นอาจารย์ของท่านหลายประการ ที่ผู้เขียนสะดุดใจอยู่อย่างหนึ่งคือ ท่านว่า
"พระอาจารย์เสาร์นี้ วาจาท่านศักดิ์สิทธิ์มาก การแสดงธรรมก็ไม่แสดงมาก คือวันหนึ่งศาลาการเปรียญของวัดชำรุดมานาน วันนี้ท่านขึ้นแสดงธรรม บอกกับโยมทั้งหลายว่า "ศาลาเต็มทีแล้ว สร้างกันให้ดีเสียเถิด"
เพียงเท่านี้ศาลานั้นก็ถูกสร้างขึ้นสำเร็จอย่างรวดเร็ว หรือบางครั้งมีพระดื้ออยู่กับท่าน ท่านบอกว่า "อย่าดื้อเลย"
เพียงเท่านี้พระนั้นก็ไม่ดื้อตลอดชีวิต แต่ว่าท่านอาจารย์เสาร์นี้นาน ๆ ท่านจึงจะพูด จึงทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ในการพูดมาก
ต่อจากพระธาตุพนมนี้ก็จะมีการเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นที่พระราชทานเพลิงศพ อุบาสกได้มาขอปวารณาปัจจัยค่ารถ ให้ขึ้นรถยนต์ไปที่จังหวัดอุบลฯ ผู้เขียนก็นึกในใจว่า ท่านจะขึ้นรถหรือจะพาเดินเท้าอีกหนอ ? ในคราวนี้
เช้าวันนั้นหลังจากบิณฑบาตมาแล้ว ท่านก็ได้บอกผู้เขียนว่า เวลาถวายพระราชทานเพลิงศพของพระอาจารย์เสาร์ใกล้เข้ามาแล้ว เราจะเดินก็คงไม่ทันต้องขึ้นรถยนต์โดยสารไป จึงให้ผู้เขียนดีใจ และแป้วใจ
ที่ดีใจก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อย ถึงเร็ว ที่แป้วใจก็คือ เราควรจะได้ธุดงค์กับท่านอีกสักพักใหญ่แต่แล้วก็ไม่มีโอกาส และก็หมดโอกาสเพียงเท่านี้ มาคิดอีกทีท่านก็สงเคราะห์เราเท่านี้จะไปเอาอะไรกับท่านอีกเล่า ขณะนี้ท่านอายุก็ 74 แล้ว หนทางจากนครพนมถึงอุบลนับเป็นร้อยๆ กิโลเมตร (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
รายการอ้างอิง
- ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
- ตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล โดย พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ พ.ศ. 2556
- ฐานิยตฺเถรวตฺถุ โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2543
- ท่านพ่อลี ธมฺธโร พระอริยเจ้าผู้มีกำลังจิตแก่กล้า โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ.2550
แสดงความเห็น >>คลิ๊กที่นี่<<