ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ร่วมเดินไปยังสถานที่ที่เกี่ยวเนื่อง กับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมเรื่องราวความสำคัญ ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาฝากตัว เป็นสานุศิษย์ถักทอสู่ "กองทัพธรรมพระกรรมฐาน" โดยเว็บมาสเตอร์ www.luangpumun.org และสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากรายการ แฟนพันธุ์แท้ 2018

เมนูหลัก ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น คลิ๊ก

ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 52
บนเส้นทางไปร่วมถวายเพลิงองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
ภาคที่ 2 สืบต่อเจตนารมณ์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

          เมื่อองค์หลวงปู่มั่น ถึงยังจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ท่านไปพักยัง วัดเลียบ ซึ่งเป็นสำนักเดิมเมื่อครั้งเริ่มอุปสมบท อยู่ในการดูแลขององค์หลวงปู่ เมื่อใกล้กำหนดการถถวายเพลิงหลวงปู่เสาร์แล้ว ท่านได้ไปพักที่วัดบูรพา สถานที่ที่จัดไว้สำหรับถวายเพลิงองค์หลวงปู่เสาร์ ณ ที่นี้เองท่านได้แสดงธรรม ให้ศิษย์ได้เข้าใจถึงการธุดงค์ที่ถูกต้อง อีกทั้งมีพระเถระและศิษย์รุ่นเก่า ได้เข้ามาสอบถามข้อธรรมเป็นการเฉพาะ เช่น พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นต้น

          เมื่อถึงพิธีถวายพระเพลิง มีเหตุการณ์สำคัญ กล่าวคือ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้มาเป็นประธานสงฆ์ในพิธี ได้ทำการขอขมาต่อองค์หลวงปู่มั่น ในก่อนหน้านี้ที่ท่านยังตั้งข้อสงสัยในพระกรรมฐาน ซึ่งต่อมา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ มีส่วนส่งเสริม พระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ให้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ภายในอุโบสถหลังเดิม วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(รูปโดย
Admin)

2. ถึงจังหวัดอุบลราชธานี

2.1 โดยสารรถยนต์ไปจังหวัดอุบลราชธานีพักวัดเลียบ

เมื่อได้เวลาของวันเดินทาง ท่านก็พาข้าพเจ้าขึ้นรถโดยสารออกจากอำเภอพระธาตุพนม เป็นถนนลูกรัง ตั้งแต่เช้าถึงจังหวัดอุบลราชธานีตอนเย็นและพักที่วัดเลียบ ที่วัดเลียบนี้เอง ท่านเล่าว่า ท่านอยู่ที่นี่มานาน ทำความเพียรทางสมาธิได้ผลมาก พร้อมกับบอกผู้เขียนว่าท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถร อยู่ที่นี้เป็นสิบๆ ปี เพราะในขณะนั้นสงบดีมาก และท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ก็มาเป็นสามเณรอยู่กับเราที่วัดนี้เอง ก็นับว่าวัดเลียบนี้เป็นที่อยู่ของพระมหาเถระผู้ใหญ่หลายองค์ แม้ขณะที่ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านบำเพ็ญความเพียรได้ทั้งนิมิตสมาธิในขั้นแรกก็คือวัดเลียบนี้เอง

ผู้เขียนได้เดินดูรอบ ๆ บริเวณ ก็รู้สึกว่ามีความเป็นสัปปายะหลายประการ น่าที่จะเป็นแหล่งทำความเพียรของผู้หวังความสงบได้เป็นอย่างดี เมื่อประชาชนได้ทราบข่าวว่าท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร มาพักอยู่ที่วัดเลียบนี้ ก็ได้พากันมานมัสการท่านมาก และมากขึ้นทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งเมื่อญาติโยมมาหลายคนก็อาราธนาท่านอาจารย์มั่นฯ แสดงพระธรรมเทศนา ท่านก็ไม่ขัดข้อง ผู้เขียนก็ถือโอกาสนั่งฟังอย่างจดจ่อเพราะยังไม่เคยเห็นท่านแสดงธรรมแก่ญาติโยมมากอย่างนี้สักที มีแต่แสดงธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร

เริ่มการแสดงธรรมเทศนา ท่านได้แสดงว่าบุคคลผู้ประพฤติตัวไม่ดีในพุทธพจน์ว่า ทุวิชาโนปราภโว ผู้รู้ชั่วทำตัวฉิบหาย เช่น เล่นไพ่ กินเหล้า ท่านแสดงว่าสุรา นารี กีฬาบัตร เที่ยวผู้หญิง พวกนี้พากันล่มหลวง หมายความว่า เมื่อตัวไม่ทำงานยังใช้เวลาเล่นโดยไม่มีประโยชน์ เสียเงิน ภาษีอากรของรัฐก็ขาดไป  ตั้งตัวของตนเป็นภัยต่อสังคม อย่างนี้เรียกว่าล่มหลวง ถ้าทำกันมากขึ้นก็เป็นภาระหนักแก่หลวงคือรัฐบาล ที่ว่าวันล่มหลวง วันฟู วันจม ตามตำราหมอดูนั้น มันบ่แม่นดอกท่านว่า วันไม่ได้ล่มหลวง ไม่ฟู ไม่จม ตัวคนนี้ต่างหากที่ฟู ที่จม ที่ล่มหลวง

ขณะที่ผู้เขียนฟังท่านอยู่นั้น ก็คิดในใจว่าท่านอาจารย์มั่นฯ ที่ท่านแสดงธรรมนี้ช่างมีคำคมน่าฟังจริง เราก็พึ่งจะรู้ว่า วันล่มหลวงนั้น ที่แท้ก็คือคนทำความชั่วล่มทั้งตัวทั้งที่รัฐบาล วันนี้เอง และมาเข้าใจว่า ท่านอาจารย์มั่นฯ มิได้สนับสนุนการเป็นหมอดู หรือการดูหมอโชคชะตาราศีต่าง ๆ (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

อุโบสถเดิม วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(รูปโดย
Admin)

2.2 ไปพักยังวัดบูรพาก่อนถึงวันงานพิธี

ต่อมา 2-3 วัน ท่านได้พาผู้เขียนไปพักที่วัดบูรพา อันเป็นสถานที่ถวายพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่นี้เองได้มีพระเถรานุเถระบรรดาที่เป็นศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ และพระอาจารย์มั่นฯ ได้มาประชุมกันมาก แต่แม้จะมีพระภิกษุสามเณรมาก นับจำนวนหลายร้อยรูป ดูเหตุการณ์ต่างๆ เหมือนกับไม่มีพระเณรเลย น่าที่จะลำบากแก่เจ้าภาพผู้ทำการต้อนรับ ด้วยสถานที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ ไม่มีการลำบากอะไรเท่าไรนัก เพราะแต่ละองค์ที่ท่านมากัน ถือเหมือนกับมาสนองพระคุณของครูบาอาจารย์ ไม่ต้องการให้ผู้ใดมาลำบากด้วย เมื่อมาถึงท่านก็จะเข้าไปดูต้นไม้ป่าไม้หลังวัด จัดแจงกางกลดทำที่นอนโดยไม่มีผ้าปูนอน เอาตีนบาตรเป็นหมอน พักกันไปทั่วบริเวณหลังวัด และต่างก็รับผิดชอบตัวเอง ทั้งน้ำใช้น้ำฉันมีเครื่องใส่น้ำพร้อมสรรพ นำมาเองแบบธุดงค์มา จึงไม่ทำความรำคาญเดือดร้อนให้แก่ผู้เป็นเจ้าภาพจัดงาน มีแต่มาช่วยทำงานกันอย่างจริงจัง ไม่ต้องบอกต้องวาน เห็นว่าตรงไหนควรทำอะไรแล้ว ท่านได้ช่วยกันทำทุกอย่าง น่าปลื้มใจ ผู้เขียนได้ออกอุทานอยู่ในใจ และท่านเหล่านี้ก็มิได้หวังประโยชน์จากงานศพ ถึงจะนิมนต์หรือไม่ ไม่สำคัญ

ในงานศพของพระอาจารย์เสาร์ในคราวนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับพระอาจารย์ใหญ่ ๆ หลายองค์ด้วยกัน นับเป็นบุญตาเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าได้เกิดความเลื่อมใสในใจอย่างประหลาด เพราะแต่ละองค์นั้นมีความสง่าและเหมือนกับซ่อนความลึกลับแห่งความดีอะไร ๆ มากทีเดียว (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

3. ในงานถวายเพลิงสรีรสังขารองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

3.1 บรรยากาศงานศพคือการประชุมทางธรรม

เมื่องานพระราชทานเพลิงศพใกล้เข้ามา ท่านพระเถระผู้ใหญ่บรรดาที่เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ทั้ง 2 ก็ยิ่งทยอยกันเข้ามามากมายจำนวนหลายร้อยองค์ ดูก็เป็นการประชุมพิเศษ ทุก ๆ องค์ที่เข้ามาต่างก็มีความเคารพ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร เป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนกลางคืน เวลาว่างจะมารวมประชุมขอฟังโอวาทพิเศษ และพระอาจารย์มั่นฯ ก็ได้แสดงธรรมให้แก่ท่านเหล่านั้น ดูเหมือนจะไม่ใช่งานศพ เหมือนกับจะประชุมสังคายนาธรรม หรือเป็นแหล่งอบรมธรรมชั้นพระปรมาจารย์ไปทีเดียว

นี่เองทำให้ผู้เขียนมาระลึกถึงงานพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้ว่า การทำศพให้เป็นประโยชน์ และก็เป็นประโยชน์จริง ๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมาก เป็นการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิแลกเปลี่ยนปรับปรุงความคิดเห็นในการปฏิบัติธรรม เอาเพียงศพเป็นเหตุเท่านั้น แต่ถือการประชุมมีความสำคัญกว่า แม้คำพูดและคำให้โอวาทของพระอาจารย์มั่นฯ ที่ท่านแสดงออกมานั้น มีข้อความเน้นหนักไปในทางให้รักษาเป็นปฏิบัติปฏิปทาเดิมทั้งสิ้น และแสดงเพื่อให้อาจหาญเชื่อมั่นในข้อปฏิบัติที่ได้กระทำมาแล้วนั้นถูกต้องแล้ว

นี่เองผู้เขียนเห็นว่าการทำศพที่มีประโยชน์เพราะการประชุมเช่นนี้ นานนักจะมีการประชุมกันขึ้นได้ เพราะแต่ละองค์นั้นมิใช่อยู่ที่เดียวกัน ต่างองค์ต่างก็ไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ และเป็นถิ่นทุรกันดารในถ้ำภูเขาเป็นส่วนมาก การที่จะติดต่อพบกันได้จึงลำบากมาก ครั้งนี้ถือเอาศพของพระอาจารย์เสาร์ฯ เป็นเหตุได้มาประชุม อันเป็นมหาสันนิบาต นับว่าเป็นบุญตาของผู้พบเห็นจริง ๆ (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

โบราณสถาน หอไตร ณ วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

(รูปโดย Admin)

3.2 องค์หลวงปู่มั่น แสดงธรรม ณ วัดบูรพา

บรรยากาศตอนหนึ่ง ผู้ที่เขียนต้องจดจำและซาบซึ้งในใจ คือในวันนั้นเป็นรายการแสดงธรรม โดยพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ณ ศาลาวัดบูรพา เมื่อพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ได้ทราบข่าว ได้พากันมาประชุมในวันนั้นพอสมควร ผิดคาดที่ผู้เขียนคิดว่า ชาวเมืองอุบลคงจะหลามไหลมาฟังธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่นฯ ส่วนพระภิกษุสามเณรนั้นก็อยู่ประจำอยู่แล้ว จึงมากไปด้วยพระเณรที่ตั้งใจฟังธรรม

พระธรรมเทศนาแสดงผ่านไมโครโฟนเครื่องขยายเสียง เสียงพระธรรมเทศนาจึงดังไปทั่วบริเวณวัด ทุก ๆ คนที่อยู่ในบริเวณนี้ถ้าตั้งใจฟังก็ได้ยินหมด การแสดงธรรมเทศนาในวันนี้ ใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง นานพอดูทีเดียว

การแสดงธรรมเทศนาในวันนี้ส่วนใหญ่เป็นการแสดงธรรม การปฏิบัติกรรมฐานโดยตรง และปรมัตถนัย เพราะพอเริ่มต้น ท่านก็แสดงว่า

ธรรมนั้นอย่าพึงเข้าใจว่าอยู่ที่ไหน อยู่ในตัวของเรานี้เอง ที่ว่าอยู่ในคัมภีร์ใบลานนั้นไม่ใช่ เพราะนั่นเพียงใบไม้เขาเอามาจารึก ว่าอยู่ในวัดก็ไม่ใช่ นั่นคือที่อยู่ของหมู่สงฆ์ ว่าอยู่บนอากาศ ป่าไม้ก็ไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นอยู่ที่ไหน ? ก็อยู่ในตัวของคนเรานี้เอง รูปธรรม นามธรรมอยู่ไหนเล่า ? นั่นแหละคือธรรม ในตัวของเรานี้มีหมด พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ ก็อยู่ในตัวของเรา พระธรรม 84,000 พระธรรมขันธ์ ก็อยู่ในตัวของเรา จึงเมื่อใครต้องการปฏิบัติพระพุทธศาสนา ก็มาปฏิบัติในตัวเรา ท่านได้กล่าวคาถาว่า อคฺคํฐนํมนุสฺเสสุ มคฺคํสตฺต วิสุทฺธิยา มนุษย์เป็นผู้ประเสริฐ สามารถทำให้แจ้งได้ซึ่งมรรคผลนิพพาน

จากนั้นท่านก็อธิบายถึง ผู้ปฏิบัติที่หลงอยู่ในสมถะ คือหลงอยู่ในฌาน ท่านว่า สมาธิหัวตอ หมายความว่า มันไม่งอกเงยขึ้น เพราะมัวหลงแต่ความสุข โดยมากไม่รู้หนทางที่แน่นอน จึงถือเอาความสุขของฌานเป็นใหญ่เพราะสบายดี แต่ไม่พ้นทุกข์

และท่านก็อธิบายว่า การดำเนินมหาสติปัฏฐาน มี กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นต้น พิจารณาถึงอนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ ให้เห็นจริงขึ้นภายในจิตนั้น จิตนั้นก็จะดำเนินเข้าสู่อริยสัจจ์ เข้าสู่องค์มรรคในที่สุด

ผู้เขียนได้ฟังแล้วจับใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้ผ่านการฟังธรรมเทศนาแบบนี้มาตลอดพรรษาที่แล้ว ที่ได้มาพบและจำพรรษาอยู่กับท่าน แต่ข้าพเจ้าสังเกตดูผู้ฟังบางท่านชักงง ๆ อย่างไรไม่ทราบ คงจะไม่ใคร่จะเข้าใจเท่าไร เป็นอันว่าธรรมเทศนาผ่านไป 2 กัณฑ์ตั้งแต่ท่านได้เยี่ยมเข้ามาจังหวัดอุบลฯ และถือได้ว่าเป็นการมาครั้งสุดท้ายของท่านอาจารย์มั่นฯ

ข้าพเจ้ายังแปลกใจหนักหนาว่า ทำไมชาวจังหวัดอุบลฯในครั้งนั้น จึงไม่มีความกระตือรือร้น ในอันที่จะเข้ามานมัสการไต่ถามอรรถธรรม หรือข้อปฏิบัติในทางด้านจิตใจกับท่านอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตเถร เพราะทุกหนทุกแห่งที่ท่านไป ผู้คนจะหลามไหลไปนมัสการ ทำบุญท่านต่างๆ ตลอดถึงขอฟังธรรมเทศนา และทุก ๆ คนก็ได้รับการโปรดปรานธรรมเทศนา หรือสัมโมทนียกถาพอใจไปตามๆ กัน (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ท่านได้เข้าสนทนาธรรมกับองค์หลวงปู่มั่น
เป็นการเฉพาะในพิธีถวายเพลิงสรีรสังขารหลวงปู่เสาร์
(รูปจาก เพจวัดปทุมวนาราม)

3.3 พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) พบองค์หลวงปู่มั่น

ในขณะนี้การกำหนดพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์ก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ พระเถระผู้ใหญ่ ทุกฝ่ายก็ได้หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น

พระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง เป็นเจ้าอาวาสวัดสระปทุมกรุงเทพมหานคร เป็นนักปฏิบัติในอดีต ร่วมกับท่านอาจารย์มั่นฯ ธุดงค์ร่วมกัน แต่ถูกแต่งตั้งเป็นสมภารวัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ) เลยหยุดการธุดงค์แต่นั้น ท่านผู้นั้นคือ เจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู) เป็นอุปัชฌาย์ของผู้เขียนเอง

ท่านเจ้าคุณองค์นี้เมื่อมาถึง ได้ขอสิทธิพิเศษเข้าไปในห้อง แล้วไม่มีใครเข้าไปด้วย ได้สนทนากับพระอาจารย์มั่นฯ เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ทำเอาผู้เขียนชักจะสงสัย ท่านได้สนทนาเรื่องอะไรกัน ถึงได้นานอย่างนี้

ข้าพเจ้าเกิดความสนใจขึ้นภายหลังจึงได้ถามท่านอาจารย์มั่นฯ ว่า ท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์พูดเรื่องอะไรกับท่านอาจารย์ ได้รับคำบอกเล่าว่า ท่านได้ถามเรื่องการปฏิบัติทางใจ แม้ท่านจะไม่ได้ออกธุดงค์ อยู่ที่กรุงเทพฯ วัดสระปทุม ท่านก็บำเพ็ญกัมมัฏฐานอยู่ทุก ๆ วัน การปฏิบัติจิตนั้นก็ได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ ที่ได้ถามกันอยู่นานนั้นคือการเคลียร์ถึงการปฏิบัติที่ผ่านมา ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร การปฏิบัติจิตได้เป็นทางที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นอันผู้เขียนหมดความสงสัย (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

นอกจากนั้น ในประวัติ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้เล่าถึงเมื่อภายหลังเสร็จพิธีแล้ว พระปัญญาพิศาลเถร ได้เดินทางกลับวัดปทุมวนาราม ได้เล่าถึงงานพิธีนี้และโอวาทขององค์หลวงปู่มั่น ให้หลวงพ่อพุธฟัง ดังนี้

...เจ้าคุณปัญญาพิศาลเถรกับหลวงปู่เสาร์นี่ท่านให้คำมั่นสัญญากัน ถ้าใครตายก่อนให้ไปทำศพ หลวงปู่เสาร์ตายก่อนจึงทำที่วัดบูรพาฯ

และอีกอย่างหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2486 ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพลงแล้วก็ได้ทำฌาปนกิจคือถวายพระเพลิงเผาศพท่านอาจารย์เสาร์

 ในงานนั้นท่านอาจารย์มั่นก็ไปร่วมในงานด้วยในฐานะที่ท่านก็เป็นอันเตวาสิกของท่านอาจารย์เสาร์ ซึ่งอยู่ในระดับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ในขณะที่ท่านแสดงธรรม ท่านอาจารย์มั่นแสดงธรรมว่า

"เมื่อสมัยท่านอาจารย์เสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นครูบาอาจารย์อบรมสั่งสอนเรา บัดนี้ท่านอาจารย์เสาร์ได้มรณภาพไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่เราพระอาจารย์มั่นจะเป็นอาจารย์อบรมสั่งสอนหมู่ในสายนี้ต่อไป ดังนั้น ท่านผู้ใดสมัครใจเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่นต้องปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น ถ้าใครไม่สมัครใจหรือปฏิบัติตามไม่ได้ อย่ามายุ่งกับท่านอาจารย์มั่นเป็นอันขาด ทีนี้ถ้าเราคืออาจารย์มั่นตายไปแล้ว ก็ยังเหลือแต่ท่านสิงห์นั่นแหละ พอจะเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนหมู่ได้"

ท่านเทศน์ไว้อย่างนี้จำไว้นะ ไม่ทราบว่าสหธรรมิกซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นจะจำได้หรือเปล่า ถ้าหากจำได้ก็ขออภัยด้วย ถ้าหากจำไม่ได้ก็ลองเอาไปคิดเป็นการบ้านดูซิว่า ปฏิปทาของท่านอาจารย์มั่น ท่านปฏิบัติอย่างไร แล้วเราควรจะดำเนินตามแนวทางของท่านอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น

ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่า สมัยที่ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์เสาร์ยังอยู่ บางสิ่งบางอย่างที่เราอนุโลมตามความต้องการของชาวโลกแทบจะไม่ปรากฏ แม้แต่การทำบุญมหาชาติ การจัดงานวัดมีมหรสพต่าง ๆ เราไม่เคยมี มาสมัยปัจจุบันนี้ครูบาอาจารย์ก็เป็นนักธุรกิจไปกันเสียไม่ได้หยุด จากเหนือไปใต้ จากใต้ไปเหนือ ไปเที่ยวโปรดญาติโยม แต่ไม่แน่ใจนักว่าไปเที่ยวให้ญาติโยมโปรดหรือไปโปรดญาติโยมกันแน่ก็ไม่ทราบ อันนี้ก็คือของฝากให้ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ได้นำไปพิจารณาเป็นการบ้าน (ฐานิยติเถรวัตถุ, 2543:99)

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระเถระผู้ใหญ่องค์หนึ่ง ก็ได้มาประชุมและประชุมพิเศษคือมาร่วมฉันกับพระอาจารย์มั่นฯ ที่กุฏิทุกวัน นอกจากนั้นยังได้วิสาสะกับท่านอาจารย์มั่นฯ อย่างใกล้ชิด

ในระยะนี้พระอาจารย์ฝั้น อยู่วัดป่าศรัทธารามในจังหวัดนครราชสีมา ได้จากพระอาจารย์มั่นฯ ไปเป็นเวลานานแล้ว เมื่อได้มาพบกับท่านอาจารย์มั่นฯ ก็ทำให้ท่านได้สากัจฉาธรรมอันเป็นส่วนแห่งการปฏิบัติเป็นพิเศษ ผู้เขียนเข้าใจว่าท่านต้องมีการแนะนำที่พิเศษจริงๆ เพราะหลังจากงานศพนี้แล้วท่านอาจารย์ฝั้นก็ได้จากจังหวัดนครราชสีมา มาอยู่กับท่านอาจารย์มั่นฯ ที่จังหวัดสกลนคร โดยทิ้งจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งท่านก็อยู่เป็นเวลาร่วม 20 ปี

ในขณะนั้น พระอาจารย์ใหญ่ๆ หรือพระเถระผู้ใหญ่ของผ่ายกัมมัฏฐาน อันนับเนื่องด้วยความเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่นฯ ต่างก็ได้ทยอยกันเข้ามาอยู่ให้ใกล้กับท่านอาจารย์มั่นฯ เป็นส่วนมาก ทั้งนี้ก็เป็นความประสงค์ของพระอาจารย์มั่นฯ เหมือนกันเพราะท่านต้องการจะปรับปรุงข้อปฏิบัติปฏิปทาหลายประการ เนื่องจากท่านได้จากศิษย์ทางภาคอีสาน ไปอยู่ภาคเหนือเป็นเวลา 12 ปี

ในงานพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์ คราวนี้จึงเป็นการประชุมศิษย์ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ของพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่นฯ และเป็นโอกาสอันสำคัญของท่านทั้งหลายที่จะได้ฟังธรรมเทศนาอันเป็นที่วิจิตรลึกซึ้งของพระอาจารย์มั่นฯ ด้วย (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

หลวงพ่อวิริยังค์ กับอุโบสถเก่า วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
สถานที่ที่ท่านได้มีโอกาสสวดพระปาฏิโมกข์ ในถวายเพลิงสรีรสังขารหลวงปู่เสาร์
(รูปจาก วัดธรรมมงคล)

 

3.4 วันอุโบสถประกาศเจตนารมณ์กองทัพธรรม

วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ พระเถรานุเถระมาในงานประชุมกันเพื่อทำอุโบสถสังฆกรรม วันนั้นประชุมกันเต็มโบสถ์ ผู้เขียนไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนมาก ทำให้คิดว่าลูกศิษย์พระอาจารย์เสาร์-พระอาจารย์มั่นฯ มีมาก แต่ละท่านทรงคุณวุฒิน่าเกรงขาม ก็พอดีท่านอาจารย์มั่นฯ ได้สั่งให้ผู้เขียนสวดปาฏิโมกข์ในวันนี้ ผู้เขียนไม่ขัดข้อง เพราะการสวดปาฏิโมกข์ผู้เขียนถือว่าเป็นกุศลอันประเสริฐ ตั้งใจท่องปาฏิโมกข์ตั้งแต่บวชเป็นสามเณรปีแรก และได้ไปฝึกวิธีสวดกับพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล น้องชายพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ขณะนั้นท่านอยู่ที่วัดป่าทรงคุณ จังหวัดปราจีนบุรี

ผู้เขียนรับบัญชาสวดปาฏิโมกข์ในวันนั้นก็รู้สึกครั่นคร้ามไม่น้อยเลย เพราะแต่ละองค์ที่ประชุมใหญ่โตกันทั้งนั้น แต่การสวดของผู้เขียนก็เป็นไปตามปรกติและสวดได้ดีเป็นพิเศษ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ติดขัดเลย มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่ถูกทักขึ้น

เมื่อจบปาฏิโมกข์ เป็นโอกาสที่จะได้ฟังโอวาทของพระเถระผู้เป็นหัวหน้า นี้เป็นธรรมเนียมของคณะกรรมฐาน ครั้งนี้พระอาจารย์มั่นฯ เป็นพระเถระผู้เป็นหัวหน้าและพระเถรานุเถระเหล่านั้นก็ตั้งใจอยู่แล้วว่า ต้องการจะฟังโอวาทจากท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร


รูปจำลองเหตุการณ์องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ให้โอวาทภายหลังการทำอุโบสถสังฆกรรรมพระปาฏิโมกข์ ในช่วงงานถวายเพลิงสรีรสังขาร
องค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี พ.ศ.
2486
(AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)

 

เป็นอันสมใจแก่พระเถรานุเถระทั้งปวงในวันนั้น พระอาจารย์มั่นฯ ได้ให้โอวาทเป็นใจความว่า ข้อปฏิบัติจะให้การปฏิบัติก้าวหน้านั้น ต้องเป็นไปทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกนั้น คือความวิเวก หาที่วิเวกปราศจากสิ่งรบกวนต่าง ๆ ที่อยู่ในป่า ถ้ำเป็นต้น อย่าไปโฆษณาหาให้คนมาพบหรือวุ่นวายให้มาก อย่าเอาความวิเวกเป็นการอวดอ้าง เมื่อจะอยู่วิเวกอย่าหาเครื่องกังวล เช่นการก่อสร้างอะไรต่าง ๆ ให้คนหลั่งไหลเข้ามา อย่าอยู่เป็นที่ เพราะการอยู่เป็นที่ทำความกังวล

การปฏิบัติภายนอกก็คือ ข้อปฏิบัติได้แก่ธุดงค์ ธุดงค์เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสที่พระพุทธองค์แสดงไว้ 13 ข้อ เลือกถือเอาที่เหมาะแก่อัธยาศัย เช่นการฉันในบาตร การฉันหนเดียว การบิณฑบาต การถือผ้าเฉพาะสามผืน การอยู่ป่า การอยู่โคนต้นไม้ การเยี่ยมป่าช้า เป็นต้น เหล่านี้ชื่อว่าเป็นข้อปฏิบัติภายนอกที่จะต้องทำ เพราะเป็นอุปกรณ์เพื่อให้เกิดการขัดเกลากิเลส และถ้าหากไม่ทำ ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความล่าช้า หรือเกิดความสงบได้ยาก ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้การปฏิบัติทางใจเจริญงอกงาม

ภายในนั้นได้แก่ การดำเนินจิต ต้องดำเนินทั้งสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ความสงบของใจ โดยการฝึกตามอัธยาศัย ทำจิตให้ปราศจากอารมณ์ มีความตั้งมั่นอยู่ได้ มีสติเป็นเครื่องควบคุมอยู่ มีความเยือกเย็นสบาย นั่งนานก็ไม่เหนื่อย การฝึกที่เป็นเช่นนี้เรียกว่าสมถกัมมัฏฐาน พึงเข้าใจว่าสมถะนี้ ถ้าผู้ใดมาติดอยู่จะทำให้เกิดความงมงายได้ เช่น พวกฤๅษีชีไพรสมัยครั้งพุทธกาล มัวแต่หลงอยู่ในฌาน เป็นรูปฌาน อรูปฌาน เข้าใจว่าตนได้บรรลุพระนิพพานแต่หาได้บรรลุไม่ เพราะเพียงแค่สมถะเท่านั้นจะบรรลุไม่ได้

ในตอนนี้พระอาจารย์มั่นฯ ท่านได้ย้ำถึงวิปัสสนาอย่างหนักหน่วง ท่านได้แสดงต่อไปว่า การพิจารณาตามความเป็นจริง คือการไม่อยู่นิ่งของใจ ที่ได้รับการอบรมจนแข็งแกร่งด้วยสมถะแล้ว ยกจิตขึ้นพิจารณา ตามอย่างของท่านปัญจวัคคีย์ คือ พิจารณารูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ อันเป็นนามรูป ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน จนเกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย สามารถดำเนินจิตเข้าสู่อริยสัจจธรรมจนรู้แจ้งเห็นจริงได้

นับเป็นการแสดงธรรมให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณรที่ทำปาฏิโมกข์เสร็จในวันนั้น ให้เกิดความเข้าใจอะไรหลายอย่าง ซึ่งผู้เขียนได้บันทึกไว้แต่เพียงเนื้อความเล็กน้อยเท่านั้น สังเกตเห็นพระเถรานุเถระที่ประชุมกันพออกพอใจเป็นอย่างยิ่ง

ความกตัญญูกตเวที ย่อมแสดงออกซึ่งน้ำใจของสัตบุรุษ มาแล้วทุกยุคทุกสมัย พระอาจารย์มั่นฯ แม้ท่านจะได้ธุดงค์ฝ่าป่าดงพงพี บำเพ็ญตบะธรรมมาแล้วอย่างหนักจนเกิดผลทางใจ แนะนำศิษยานุศิษย์อย่างกว้างขวางและได้รับผลอย่างสูงแล้ว ท่านก็ยังได้พยายามเดินทางไปเพื่อจะถวายพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์ ผู้เป็นพระอาจารย์ของท่าน แม้การเดินทางครั้งนี้จะลำบากสักเพียงใด ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างอันดีแก่พวกเรา ซึ่งบางท่านอาจคิดว่างานศพไม่สำคัญ เพราะงานศพนั้นเป็นการแสดงถึงกตัญญูกตเวทีได้อย่างดี (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

อุโบสถเก่า วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(รูปจาก หนังสือภาพประวัติ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร)

3.5 หลวงปู่แว่น ธนปาโล กราบองค์หลวงปู่มั่นครั้งแรก

          ในพรรษาที่ 12 ของหลวงปู่แว่น ธนปาโล นั้น พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ได้ชวนหลวงปู่ไปกราบนมัสการศพ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ ที่วัดบูรพาราม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี หลวงปู่แว่นได้มีโอกาสกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ซึ่งท่านมีความเลื่อมใสศรัทธาอยู่แล้ว เมื่อได้กราบไหว้องค์จริงและเห็นจริยาวัตรอันงดงาม ก็ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดจิตสุดใจ จึงได้กราบปวารณาขอถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้น

หลวงปู่ได้รับความเมตตากรุณาจากท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยการที่ท่านรินน้ำร้อนแล้วยื่นให้หลวงปู่ฉัน โดยใช้ถ้วยของท่านพระอาจารย์มั่นนั่นเอง ด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ หลวงปู่รู้สึกว่าเป็นการไม่สมควรที่จะใช้ถ้วยน้ำร้อนใบเดียวกันท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงลังเลอิดเอื้อน ถือถ้วยน้ำร้อนไว้เฉยๆ พร้อมทั้งมองหาถ้วยใบอื่นมาเปลี่ยน ท่านพระอาจารย์มั่นเห็นอาการลังเลของศิษย์ จึงกล่าวกำชับให้ฉันอีกและให้ฉันให้หมด หลวงปู่จึงจำเป็นต้องฉัน เพราะไม่อยากขัดความเมตตาจากครูบาอาจารย์

ต่อจากนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเทศน์เชิงเปรียบเทียบให้หลวงปู่แว่นฟังว่า

"มีชายคนหนึ่งชำนาญในการตกเบ็ด เอากบน้อยไปเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อตกปลา เมื่อหย่อนเบ็ดลงในน้ำ กบก็ตีน้ำอยู่ไปมา ปลาเห็นเข้าก็ฮุบกบเป็นอาหาร ยังคงเหลือหนังกบติดอยู่กับเบ็ด ชายคนนั้นจึงนำเอาสิ่งที่พบเห็นไปเป็นอุบายเจริญภาวนา จนเห็นร่างกายตนชัดเจน"

 

ท่านพระอาจารย์มั่นย้ำต่อไปว่า "การดูตัวเองจนเห็นชัด ดีกว่าไปพิจารณาคนอื่น เห็นคนอื่นมีแต่น่าตำหนิทั้งหมด สู้ดูตัวเองไมได้เน๊าะ"

พอท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์เสร็จ ท่านก็ลุกขึ้นเดินลงจากกุฏิไปท่าน้ำเพื่อลงเรือข้ามฟาก หลวงปู่เดินตามไปพร้อมกับกำหนดดูอิริยาบถท่านพระอาจารย์มั่นไปด้วย และคิดในใจว่า "ท่านพระอาจารย์มั่นช่างมีจิตใจที่มั่นคงสมชื่อจริงๆ" เมื่อไปถึงท่าน้ำ ท่านพูดว่า "ท่านลงเรือลำนี้ ผมจะลงลำนั้น" คือชี้ให้ลงเรือคนละลำกัน

หลวงปู่ยืนนิ่งอยู่ เพราะตั้งใจจะขอลงเรือลำเดียวกันกับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านได้พูดย้ำคำพูดเดิมอีกถึง 2 ครั้ง หลวงปู่จึงลงเรือคนละลำกับท่านพระอาจารย์มั่น พระเณรที่ติดตามมาต่างก็ลงเรือจนเต็มทั้งสองลำแล้วข้ามฝั่งไป จากอุบายธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์สอนหลวงปู่นั้น แสดงว่าท่านกำหนดรู้ถึงการปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่เมื่อครั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี (คือหลวงปู่ได้พิจารณาซากศพก่อนเผา เกิดนิมิตศพโยมเป็นร่างกายของหลวงปู่ขึ้นมาแทน จนปรากฏเห็นไตรลักษณ์ชัดเจน ซึ่งท่านพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก จนรู้สึกถึงความจริงในอัตภาพร่างกายคนเราได้) หลวงปู่จึงได้นำไปเป็นอุบายในการกำหนดพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกายเป็นอารมณ์ตามจริตของหลวงปู่เอง

การนำอุบายจากท่านพระอาจารย์มั่นไปกำหนดการภาวนา นับว่าเป็นประโยชน์มหาศาลแก่หลวงปู่ โดยถือเป็นทางดำเนินที่เข้ามรรคผลได้อย่างดียิ่ง การปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่ในระยะต่อมาได้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว กำลังสติ กำลังปัญญา มีความแจ่มใสมากขึ้นโดยลำดับ จนสามารถเอาตัวรอดได้ สมความตั้งใจของท่านที่มุ่งปฏิบัติชอบตามครูบาอาจารย์ เจริญรอยตามเยี่ยงพระอริยสาวกทั้งหลาย

ในงานศพ ท่านพระอาจารย์เสาร์ มีหลายสิ่งที่หลวงปู่รู้สึกประทับใจในวิธีการของท่านพระอาจารย์มั่น และนำมาเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังบ่อยๆ มีอยู่คืนหนึ่ง พวกชาวบ้านได้พากันหามเสื่อไปจนถึงกุฏิที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่

ท่านพระอาจารย์มั่นถามว่า "จะเอาไปทำอะไร" ชาวบ้านตอบว่า จะเอาไปปูนั่งเพื่อฝึกหัดร้องสรภัญญะ เพื่อจะไปร้องแข่งในงานศพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นได้เรียกประชุมสงฆ์

เมื่อคณะสงฆ์มาพร้อมจึงพูดขึ้นว่า "สรภัญญะนี้ ท่านพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ท่านไม่ได้สอน ผมก็ไม่ได้สอน ใครเป็นผู้สอนหือ ?"

 

ความจริงท่านพระอาจารย์มั่นท่านก็รู้ว่าใครเป็นคนสอน แต่ท่านไม่ออกชื่อ ทั้งๆ ที่ผู้สอนก็นั่งอยู่ใกล้ๆ (คงจะหมายถึงหลวงปู่แว่นเองก็ได้ เพราะท่านเคยเป็นครูสอนสรภัญญะในพรรษาที่ ๖ เมื่อครั้งไปพำนักจำพรรษาที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา) ตั้งแต่คืนนั้นไม่มีใครกล้าฝึกร้องสรภัญญะอีกเลย แต่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปปฏิบัติสมาธิภาวนา ต่างคนต่างปฏิบัติ ดูจิตดูใจของตนเอง (จากประวัติ หลวงแว่น ธนปาโล)

 

3.6 ความเป็นอยู่ของพระที่มาในงานองค์หลวงปู่เสาร์

ข้าพเจ้าได้อยู่อุปัฏฐากท่านอาจารย์มั่นฯ ที่งานพระราชทานเพลิงศพของพระอาจารย์เสาร์ ครั้งนี้ได้พบกับพระเถรานุเถระเป็นจำนวนมาก และท่านเหล่านั้นก็ได้แสดงออกซึ่งความอดทนอย่างยิ่ง ในการมาร่วมงานคราวนี้ เพราะในงานไม่มีการต้อนรับ หรือการเลี้ยงดูพิเศษอันใด ทุกๆ องค์ที่มา ช่วยตนเองทั้งนั้น ทั้งการฉันและที่อยู่ ต่างก็เข้าหาโคนต้นไม้ตามมีตามได้ ข้าพเจ้าได้ตระเวนดูทั่วไป ท่านใช้เชิงบาตรเป็นหมอนหนุนศีรษะ ใช้ผ้าอาบน้ำฝนปูนอน ภาชนะใส่น้ำของท่านมีกระติกที่ทำเองติดตัวมาทุกท่าน กลดเป็นกุฏิ ท่านได้กางกลดมีมุ้งในตัว เมื่อถึงคราวจะต้องช่วยงาน ท่านก็จะออกจากกลดมาที่ทำงาน เมื่อถึงคราวสวด-เทศน์ เป็นต้นทุก ๆ องค์ก็ทราบดีว่าจะทำอะไร ท่านก็ออกมาตามกำหนดการที่ไม่ต้องมีตัวหนังสือ

ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงงานที่เป็นกันเองเช่นนี้ ก็อัศจรรย์ใจอยู่มาก พระเถรานุเถระเหล่านี้มาด้วยศรัทธา ไม่ต้องนิมนต์ ถือว่าเป็นงานอาจารย์ของตนก็มาด้วยความจงรักภักดี โดยเหตุนี้ทางเจ้าภาพหรือผู้จัดงานจึงไม่มีการหนักใจอยู่เลย เพราะไม่ต้องลงทุน ค่าพาหนะของพระ ค่าเลี้ยงดู และค่าถวายปัจจัยสี่ ซึ่งถ้าหากงานใหญ่ ๆ มีพระจำนวนถึง 4-500 อย่างนี้ จะต้องมีการใช้จ่ายหลายหมื่นบาท แต่งานนี้ไม่ต้องใช้จ่ายเลย จึงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชนผู้บำเพ็ญกุศลอุทิศแก่ผู้ที่ล่วงลับ เพราะบางรายมีถึงคนตายขายคนเป็น แต่บางรายกลับเอาคนตายขายกิน ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น พระผู้ตายมีชื่อเสียง คนนับถือมาก ก็ใช้ศพนั้นเป็นนากินกันอยู่ไม่รู้จบ ดู ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าอเนจอนาถใจ ตายแล้วก็ยังจะมาทำอะไรต่อมิอะไรอีก จนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นเช่นนั้น

หลวงพ่อวิริยังค์ นำสานุศิษย์ออกวิเวกในป่า (รูปจาก สถาบันพลังจิตตานุภาพ)

3.7 แนวทางการธุดงคกรรมฐานที่ถูกต้อง

อยู่มาวันหนึ่ง มีพระอาจารย์องค์หนึ่งเข้ามาถามถึงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการเดินธุดงค์ว่า จะปฏิบัติด้วยวิธีใดจึงจะเป็นการถูกต้อง พระอาจารย์องค์นั้นได้เน้นว่า ผมเห็นพระธุดงค์ที่ไปปักกลดตามที่ชุมนุมชน หรือธุดงค์ไปไหว้พระเจดีย์พระพุทธบาท บางกลดถึงกับเขียนประกาศติดไว้ที่มุ้งกลดว่า มีของดีใครต้องการให้มารับ

พระอาจารย์มั่นฯ ได้ให้คำตอบและอธิบายเรื่องนี้ให้พระองค์นั้นฟังอย่างแจ่มแจ้ง โดยใจความว่า การธุดงค์นั้นมุ่งหมายเพื่อถ่ายถอนกิเลส กำจัดกิเลส การที่ออกธุดงค์โดยการโฆษณาหรือประกาศโฆษณาว่าจะออกไปทางโน้นทางนี้ โดยต้องการว่าจะให้คนไปหามาก ๆ นั้นไม่ชื่อว่าเป็นการถูกต้อง

ธุดงค์ก็แปลว่า คุมเครื่องกำจัดความอยาก มีการฉันหนเดียว ฉันในบาตรไม่มีภาชนะอื่น การบิณฑบาต การอยู่โคนต้นไม้ การอยู่ในป่า การปฏิบัติอย่างนี้ชื่อว่าเป็นธุดงค์ เช่น การฉันหนเดียว เป็นการตัดความอยากที่จะต้องการฉันอย่างโน้นอย่างนี้ เมื่อฉันแล้วก็แล้วกันในวันนั้น ตัดการกังวลทั้งปวง หรือเช่นการฉันในบาตร ก็ไม่ต้องคิดถึงรสชาติ หรือต้องหาภาชนะให้เป็นการกังวล ที่จะคิดว่าจะแบ่งกับข้าว และข้าวไว้ต่างกัน เพื่อหารสชาติแปลก ๆ ต่าง ๆ รวมอันหมดในบาตร เป็นการขจัดความอยากอย่างหนึ่ง หรือเช่นการไปอยู่ในป่าที่ไกลจากบ้านพอควร หรือในถ้ำภูเขานี้ ก็เป็นการหาสถานที่บำเพ็ญกัมมัฏฐาน แสวงหาความสงบเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม

การแสวงหาแหล่งที่เป็นป่า ภูเขา-ถ้ำนี้ต้องหาสถานที่เป็นสัปปายะ เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณกิจ สมณธรรมจริง อย่าไปหาถ้ำภูเขาที่ประชาชนไปกันมาก เป็นการผิด และไม่เป็นการดำเนินธุดงค์ หรือจะไปแสวงหาแหล่งที่เป็นภูเขา ถ้ำ ที่เป็นแหล่งเหมาะแก่การที่ประชาชนจะไปให้มาก และอยู่นาน ๆ จนประชาชนรู้จักแล้วก็จัดการก่อสร้างถาวรวัตถุให้เป็นที่จูงใจนักท่องเที่ยว มิหนำซ้ำยังมีการชักชวนประชาชนให้มาดูมาชม เขาไม่มาก็ไปหาเขา เขามาก็ต้อนรับด้วยวิธีการต่าง ๆ จนประชาชนติดใจ ชักชวนกันมา พระธุดงค์เหล่านั้นกลับดีใจว่าประชาชนขึ้นตัวมากไม่พยายามที่จะคิดหนีหรือไปหาวิเวกทางอื่นอีก บางแห่งทำสถานที่โอ่อ่ายิ่งกว่าในบ้านในเมืองเขาเสียอีกอย่างนี้

เมื่อพระอาจารย์มั่นฯ ได้พรรณนาถึงความเป็นเช่นนี้เกี่ยวกับการธุดงค์ ท่านจึงให้หลีกจากความเป็นดังกล่าวเสีย เมื่ออยู่นานจะเป็นการเคยชิน แล้วก็พยายามหาหนทางไปทางอื่น เมื่อรู้ว่ามีคนมามากก็รีบหลีกเลี่ยงไปเสีย การธุดงค์จึงจะถูก และเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสได้จริง เมื่อจะอยู่ที่ใดอันเป็นแหล่งของการวิเวกสงบสงัดแล้ว ก็พึงอยู่ที่นั้นแล้วบำเพ็ญประโยชน์แก่ตน ยิ่งสงบเท่าใดยิ่งดี ยิ่งปราศจากผู้คนเท่าไรยิ่งดี ยิ่งอยู่ในดงสัตว์ร้ายเท่าไรยิ่งดี และพยายามอย่าอยู่แห่งเดียว เปลี่ยนที่อยู่เสมอ ๆ เพื่อแก้ความเคยชินต่อสถานที่

ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านเตือนหนักเตือนหนาว่า อย่าเอาการอยู่ป่า อยู่บนภูเขา อยู่ในถ้ำ เป็นเครื่องมือโฆษณาเป็นอันขาด เพราะการทำเช่นนั้น เป็นการทำให้คนแตกตื่น เพราะคนชอบแตกตื่นกันอยู่แล้ว พอเห็นของแปลกเข้า ก็เลยแตกตื่นกันใหญ่ หากทำเช่นนั้นถือว่าเป็นการปลอมแปลงการถือธุดงค์ จะไม่ได้รับผลจากการรักษาปฏิบัติธุดงค์ตามความมุ่งหมาย

รูปจำลองลักษณะเมรุถวายเพลิงสรีระสังขาองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
เป็นเมรุผ้าขาวเรียบง่าย มีฐานเมรุทำเป็นภูเขาจำลอง ที่สร้างจากโครงไม้ใผ่
ติดกระดาษหุ้มทับลงสี ตามซอกประดับด้วยต้นไม้ใบไม้เสมือนธรรมชาติ
ก่อสร้างโดย พระอาจารย์ดี ฉนฺโน พ.ศ.
2486
(AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)

 

3.8 การดำเนินการในฝ่ายสงฆ์

          จากบันทึกตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้บันทึกไว้ดังนี้

          "... ใกล้ถึงวันงานเผาศพ ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ศิษย์อาวุโสผู้มีดีทางศิลปะ และงานก่อสร้าง ได้เป็นแม่งานจัดเตรียมสถานที่สร้างเมรุ โดยกำหนดเอาลานว่างตรงหน้าศาลาใหญ่ที่ตั้งศพเป็นที่จัดสร้างเมรุ โดยฝีมือพระฝ่ายอรัญวาสี โดยทำเป็นรูปภูเขาจำลองใช้ไม้ไผ่สานเป็นโครงร่าง ปิดกระดาษหุ้มทับ แล้วทาสีให้เหมือนจริง ประดับตามซอกชั้นแซมด้วยต้นไม้ใบหญ้าได้สมจริง จนมีผู้ไปนั่งยืนพิง เกือบเสียหายไปแล้วก็มี (นี่เป็นคำบอกเล่าของคุณยายสีฟอง คำพิพาก ที่ได้ไปร่วมงานฌาปนกิจครั้งสำคัญนี้ด้วย)

         ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ศิษย์ผู้มีอาวุโสกว่าพระอาจารย์ดี เป็นผู้จัดเตรียมการงานในครั้งนี้แทนท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์ผู้มีอาวุโสมากที่สุดที่ได้เดินทางจากบ้านโคก สกลนคร มาเป็นประมุข ประธานก่อนวันเผาราว 3 วัน และอยู่อีก 1 วัน หลังวันงานจึงได้เดินทางกลับสกลนคร..." (พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ, 2565:227-228)

          หลวงพ่อโชติ อาภคฺโค ได้จบบันทึกของท่านด้วยบรรยากาศการจัดงานเผาศพของ หลวงปู่เสาร์ ดังนี้

"... ปี พ.ศ. 2486 ได้ทำพิธีฌาปนกิจศพท่าน โดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เป็นประธานในงาน พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และพระเถรานุเถระผู้ศิษย์ ร่วมกันจัดการฌาปนกิจศพท่านโดยพร้อมเพรียง ทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร เป็นการเชิดชูเกียรติประวัติของพระป่าผู้ใฝ่ธรรมปฏิบัติธุดงคกรรมฐาน ตามแบบโบราณาจารย์แต่ปางก่อนเคยสอนสืบ ๆ มา นับเนื่องเป็นพระบูรพาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบควรแก่การยกย่องนับถือ เป็นปูชนียบุคคลโดยแท้ ..."

สำหรับการถวายเพลิงจริง จัดขึ้นในเวลาเที่ยงคืน จากบันทึกตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้บันทึกไว้ดังนี้

"... วันเผานั้น เผาตอนเที่ยงคืน สัปเหร่อทำการถอดกระดูก พระเณรลูกศิษย์ทั้งหลายช่วยกันขัดล้างกระดูก แล้วห่อด้วยผ้าขาวใส่หีบศพประชุมเพลิงด้วยไม้จันทน์ รุ่งขึ้นท่านพระอาจารย์สิงห์ เป็นผู้จัดแบ่งอัฐิพระอาจารย์ไปยังวัดต่าง ๆ ที่เห็นสมควร ที่เหลือได้มอบให้วัดบูรพาฯ เก็บรักษา ..." (พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ, 2565:227-228)

ยังมีเรื่องราวที่ หลวงปู่แว่น ธนปาโล ได้จดจำบอกเล่าไว้ ในวาระสุดท้าย ซึ่งน่าจะเป็นคติ แสดงถึงความเคารพในองค์หลวงปู่เสาร์ ขององค์หลวงปู่มั่น ที่ท่านจะไม่แสวงหาลาภสักการะอาจดูเล็กน้อยจากครูบาอาจารย์ของท่าน แม้เพียงผ้าบังสุกุล ดังนี้

... เกี่ยวกับข้อปฏิบัติของท่านพระอาจารย์มั่นอีกเรื่องหนึ่ง ในงานศพท่านพระอาจารย์เสาร์ คือเขานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นไปชักบังสุกุลศพท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่นเดินไปที่ศพท่านพระอาจารย์เสาร์ กราบลง แล้วเดินกลับ ไม่ยอมชักบังสุกุล ... (ประวัติ หลวงปู่แว่น ธนปาโล)

พระเถระที่ไปร่วมในงานถวายเพลิงสรีรสังขารหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
องค์นั่งกลางจับเข่า คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)
กล่าวกันว่า ท่านได้สนทนากันในงานพิธีนี้
(รูปจาก ตามรอยธุดงควัตร หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล)

3.9 พระมหาเถระพบกันครั้งประวัติศาสตร์

ในกาลครั้งนั้นเอง ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) กับองค์หลวงปู่มั่น ได้มีโอกาสพบกัน กล่าวกันว่าการพบกันครั้งนี้ เป็นช่วงภายหลังจากที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เริ่มปฏิบัติพระกัมมัฏฐานจากการถวายคำแนะนำโดยสานุศิษย์ในองค์หลวงปู่มั่น จนท่านปฏิบัติจนเห็นผลแล้ว ช่วยให้ท่านคลายความสงสัยในคุณธรรมของพระกรรมฐานสายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น โดยหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้กล่าวถึงการพบกันครั้งนั้น ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ถึงกับกล่าวกับองค์หลวงปู่มั่นว่า

"เออ! ท่านมั่น เราขอขมาโทษเธอ เราเห็นโทษแล้ว แต่ก่อนเราก็บ้ายศ" (พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร, 2550 : 132)

 

รายการอ้างอิง

  1. ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
  2. ตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล โดย พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ พ.ศ. 2556
  3. ฐานิยตฺเถรวตฺถุ โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2543
  4. ท่านพ่อลี ธมฺธโร พระอริยเจ้าผู้มีกำลังจิตแก่กล้า โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2550
  5. ประวัติ หลวงปู่แว่น ธนปาโล โดย รศ.ดร.ปฐม-ภัทรา นิคมานนท์

 

แสดงความเห็น  >>คลิ๊กที่นี่<<

< ตอนก่อนหน้า : ตอนต่อไป >