ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ร่วมเดินไปยังสถานที่ที่เกี่ยวเนื่อง กับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมเรื่องราวความสำคัญ ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาฝากตัว เป็นสานุศิษย์ถักทอสู่ "กองทัพธรรมพระกรรมฐาน" โดยเว็บมาสเตอร์ www.luangpumun.org และสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากรายการ แฟนพันธุ์แท้ 2018

เมนูหลัก ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น คลิ๊ก

เศรษฐกิจสัมพันธ์บ้านห้วยแคน
วัดห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่
55

 

บริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งเสนาสนะสมัยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ณ บ้านห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร (รูปโดย
Admin ปี พ.ศ. 2547)

          ภายหลังออกพรรษาปลายปี พ.ศ. 2487 องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เดินทางออกจากเสนาสนะป่าบ้านโคก (ปัจจุบัน คือ วัดป่าวิสุทธิธรรม) มาพำนักยังเสนาสนะป่าบ้านห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร เป็นเวลาสามเดือน บ้านห้วยแคนนี้หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้รับบัญชาจากองค์หลวงปู่มั่น ให้ไปอบรมชาวบ้านห้วยแคน จากที่มีความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น กับทั้งเป็นบ้านป่ายังไม่สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้ จนมีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนามั่นคงและสามารถหาอยู่หากินได้

ทำให้เห็นว่านอกจากองค์หลวงปู่มั่น จะสอนในด้านศีลธรรมแล้ว ท่านเน้นในด้านเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย ต่อจากนั้นชาวบ้านหนองผือนาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้เดินทางมานิมนต์องค์หลวงปู่มั่น ให้ไปโปรดชาวบ้านหนองผือบ้าง ท่านจึงได้ออกจากบ้านห้วยแคน จำพรรษาที่บ้านหนองผือเป็นเวลา ห้าปีสุดท้ายขององค์หลวงปู่มั่น เรื่องราวที่บ้านห้วยแคน เรียบเรียงจากบันทึก 2 แหล่งข้อมูล คือ อัตชีวประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร และรำลึกวันวาน โดย หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ โดยมีลำดับเหตุการณ์ ดังนี้

1. หลวงพ่อวิริยังค์ รับบัญชามาแก้ไขบ้านห้วยแคน

          ในช่วงปี พ.ศ. 2485-2487 เป็นเวลา 3 ปีที่องค์หลวงปู่มั่น จำพรรษาที่บ้านโคกกับบ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ในช่วงเวลานั้นท่านได้กล่าวกับหลวงพ่อวิริยังค์ ถึงชาวบ้านที่อยู่อาศัยรอบๆ ในบริเวณนี้ ยังไม่มั่นคงในรัตนตรัย ยังมีความเชื่อถือในสิ่งที่มองไม่เห็นกระทำให้เกิดความทุกข์ยาก มีหยั่งทราบในวิถีขององค์หลวงปู่มั่น ท่านจะบัญชาให้หลวงพ่อวิริยังค์ เดินทางไปหมู่บ้านแห่งนั้น หาอุบายในการสอนแก้ไขความเห็นผิด ให้เชื่อถือในคุณพระรัตนตรัยและศีลห้า จนชาวบ้านหลุดพ้นจากความไม่สบายกาย ไม่สบายใจนั้นไปได้ แต่ก็มิได้ให้สร้างเสนาสนะที่พักสงฆ์ให้ เพราะหลวงพ่อวิริยังค์ยังเห็นว่าเป็นภาระของท่าน เมื่อท่านไปอบรมชาวบ้านจนบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ท่านก็กลับมาพำนักในสำนักองค์หลวงปู่มั่นเช่นเดิม

          จนวันหนึ่งองค์หลวงปู่มั่น ได้บัญชาให้หลวงพ่อวิริยังค์มาแก้ไขชาวบ้านบ้านห้วยแคน บ้านนี้เป็นชาติพันธุ์หนึ่งของกลุ่มลาวเรียกว่า "โซ่ง" ในตอนนั้นบ้านนี้ถูกกล่าวขานว่า เป็นบ้านที่สกปรก ยากจน ยอมรับนับถือผี ถ้าหากแก้ไขได้แล้ว องค์หลวงปู่มั่นจะไปพักเพื่อฉลองศรัทธาชาวบ้าน (อัตชีวประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

ท้องนาบริเวณบ้านห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
(รูปโดย
Admin ปี พ.ศ. 2547)

2. ปูพื้นฐานศรัทธาและแก้ไขความเป็นอยู่บ้านห้วยแคน

          เมื่อหลวงพ่อวิริยังค์ ได้เดินทางไปถึงบ้านห้วยแคนแล้ว ท่านสังเกตเห็นความเป็นไปต่างๆ ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นเหตุทำให้เศรษฐกิจชุมชนย่ำแย่ โดยท่านได้สร้างความเชื่อมั่นในตัวท่านให้กับชาวบ้านก่อน โดยท่านไปพำนักในบริเวณที่ชาวบ้านเกรงกลัวในผีที่สุด แต่ท่านก็สามารถอยู่อาศัยได้เป็นปกติ โดยท่านออกอุบายบอกชาวบ้านว่า ท่านได้ควบคุมเหล่าผีร้ายไว้แล้วซึ่งชาวบ้านก็เชื่อท่าน ท่านจึงเริ่มนำความเชื่อถือนั้นให้เป็นประโยชน์ หากไม่เชื่อไม่กระทำตามที่ท่านได้ชี้แนะ สิ่งที่มองไม่เห็นที่ท่านควบคุมอยู่นั้น อาจจะไปทำร้ายได้สิ่งที่ท่านได้แก้ไขชาวบ้าน ได้แก่

1. บ้านเรือนสกปรกไม่ถูกสุขลักษณะ ท่านได้ให้ชาวบ้านทำความบ้านเรือนให้เรียบร้อย

2. พวกผู้ชายเล่นการพนัน ผู้หญิงไปหาของป่ามาทำขี้ไต้ไปแลกข้าว ท่านให้ชาวบ้านเลิกเล่นการพนัน ทำให้ชาวบ้านเอาเครื่องมือที่ใช้เล่นการพนันไปเผาไฟหมด

3. ชาวมีโรคคุดทะราดเรื้อรังไม่รู้ทางรักษา ท่านได้ทำน้ำมนต์เพื่อรักษาทางจิตใจแล้วจึงนำยาที่ท่านได้มาจากสาธารณสุขให้ไปรับประทานต่อที่บ้าน เมื่อได้ยาตามอัตราที่ถูกกับโรคแล้วชาวบ้านก็หายจากโรค

4. มีความเชื่อว่าพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเกษตรถูกผีหวงเอาไว้ จนไม่รู้จักทำการเกษตร ท่านให้ชาวบ้านไปร่วมกันบุกเบิกพื้นที่ สอนให้ปลูกอ้อย และแปรรูปอ้อยมาเป็นอ้อยงบ เมื่อจำหน่ายได้เงินและไม่มีการพนัน เศรษฐกิจชุมชนก็เริ่มดีขึ้น

5. ชาวบ้านไม่รู้หนังสือ เพราะไม่มีโรงเรียน ท่านให้ชาวบ้านมาร่วมกันสร้างอาคารเรียน แล้วท่านไปติดต่อศึกษาธิการหาครูมาสอน จึงตั้งโรงเรียนได้

6. ชาวบ้านไม่ทำนา เพราะไม่รู้จักการกักเก็บน้ำ ท่านได้พาชาวบ้านทำฝายน้ำล้น ขุดคลองส่งน้ำไปยังทำเลที่ปลูกข้าวได้ เมื่อได้ผลแล้วก็มีข้าวบริโภคในชุมชน ไม่ต้องไปหาของป่าไปแลกข้าวหมู่บ้านอื่นอีก

          เมื่อภารกิจต่างๆ ในการแก้ไขชาวบ้านห้วยแคนได้สำเร็จแล้ว บ้านห้วยแคนแห่งนี้จะเป็นหมุดหมายหนึ่งในประวัติองค์หลวงปู่มั่นต่อไป (อัตชีวประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)


กุฏิเก่าภายในบริเวณวัดบ้านห้วยแคน
อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร (รูปโดย
Admin ปี พ.ศ. 2547)

3. องค์หลวงปู่มั่นมาโปรดชาวบ้านห้วยแคน

          เมื่อเศรษฐกิจของชาวบ้านดีขึ้น ชาวบ้านมีศรัทธาได้ขอโอกาสสร้างเสนาสนะเท่าที่จะทำได้ถวาย หลวงพ่อวิริยังค์ได้เริ่มสอนศีลธรรม ทั้งศีล 5 และศีลอุโบสถ การนั่งสมาธิภาวนา การดูแลพระสงฆ์ ที่นี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างวัดแห่งแรกของหลวงพ่อวิริยังค์ด้วย

เมื่อมีความพร้อมแล้ว หลังจากออกพรรษาและพ้นกฐินกาลปลายปี พ.ศ. 2487 องค์หลวงปู่มั่น ได้เดินทางจากเสนาสนะป่าบ้านโคก มาพำนักยังเสนาสนะป่าบ้านห้วยแคนฉลองศรัทธาชาวบ้านเป็นเวลาประมาณ 3-4 เดือน หลวงพ่อวิริยังค์ได้เล่าถึงความเป็นมาของบ้านห้วยแคน ซึ่งองค์หลวงปู่มั่นได้ชมเชยไว้ว่า

"วิริยังค์ทำดี เข้าใจทำ มีความคิด เเม้จะช่วยฐานะครอบครัวก็เป็นทางที่ถูก" พระอาจารย์มั่นฯ ได้พูดเท้าความถึงเมื่อครั้งที่ท่านอยู่เชียงใหม่ว่า

"พวกบาทหลวงได้ไปช่วยชาวเขาทุกๆ อย่าง เพราะเหตุให้คนเข้าศาสนาเขา ส่วนพวกเรามัวแต่คิดว่ายังไงๆ เกิดมาทุกคนก็เป็นพุทธศาสนิกชน เลยไม่ช่วยเศรษฐกิจของชาวบ้าน ไม่ทำประโยชน์ให้ชาวบ้าน  กินแต่ผลของบรรพบุรุษที่ตั้งพระพุทธศาสนามา ไม่ช้าหรอก ผลของบรรพบุรุษมันก็จะหมดเข้าสักวันหนึ่ง ถึงเวลานั้นจะมาทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามันก็ไม่ทันกาลแล้ว"

"ต่อจากนี้ไปเราควรจะหาพระภิกษุสามเณรผู้ทรงคุณวุฒิรอบรู้ทั้งส่วนธรรมและรอบรู้ทั้งส่วนโลก เรายังยืดพระพุทธศาสนาต่อไปอีกนาน"

พระอาจารย์มั่นฯ ได้พูดต่อไปว่า

"เมื่อคราวเราป่วยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นก็หมอเป็นคริสตังนี่เองที่ช่วยเราไว้ เราก็ยังไม่ลืมบุญคุณของเขาจนบัดนี้ นี่วิริยังค์เธอจงพยายามเถิด การกระทำครั้งนี้เท่ากับเป็นการพัฒนาบ้านเมือง และพระพุทธศาสนาไปพร้อมกัน มันเป็นเช่นกับนักปราชญ์ในอดีตที่ได้ทำมา" (อัตชีวประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

          ลักษณะการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและศีลธรรมแบบนี้ ได้ปรากฏเป็นคำเฉพาะขององค์หลวงปู่มั่นที่เรียกว่า "เศรษฐกิจสัมพันธ์" ตามที่หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ ได้บันทึกไว้ ดังนี้

          ... ท่านพระอาจารย์กล่าวเตือนศิษย์เสมอว่า จะสอนศีลธรรมแก่ชาวบ้าน ต้องสอนให้อิ่มปากอิ่มท้องเสียก่อน จึงค่อยสอนศีลธรรมทีหลัง สรุปได้ว่าเศรษฐกิจสัมพันธ์และพลานามัยแบบท่านพระอาจารย์มั่น ดูจะสัมพันธ์ผูกพันต่อเนื่องเป็นวงจร ระหว่าง พระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม ... (รำลึกวันวาน)

Admin ลงพื้นที่สัมภาษณ์ คุณตาเจริญ ดาสุภี ชาวบ้านห้วยแคน
ขณะที่ให้สัมภาษณ์อายุ 67 ปี ในช่วงที่องค์หลวงปู่มั่น มาวิเวกที่บ้านห้วยแคน
คุณตาอายุ 6-7 ขวบ ยังจำความได้ และได้มีโอกาสใกล้ชิดหลวงพ่อวิริยังค์
(รูปโดย Admin ปี พ.ศ. 2547)

4. ความเป็นอยู่ที่บ้านห้วยแคน

          ในขณะที่องค์หลวงปู่มั่นพำนักอยู่ที่บ้านห้วยแคนนั้น หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ ได้รับอนุญาตให้ติดตามถวายอุปัฏฐาก และมีตาปะขาวชื่อแดงอีก 1 คน โดยมีสานุศิษย์ที่อยู่โดยรอบได้แวะเวียนมากราบนมัสการถวายภัตตาหาร และช่วยเหลือในกิจบางประการ เรื่องราวที่หลวงตาทองคำ ได้บันทึกไว้ในรำลึกวันวาน ดังนี้

          ... ความเป็นอยู่ก็สะดวกสบายตามอัตภาพ แม้ชาวบ้านยากจน แต่เขาก็ไม่ให้ท่านพระอาจารย์ (หลวงปู่มั่น) ยากจนด้วย จึงมีเหลือฉันทุกวัน มิหนำโยมที่ไปถวายบิณฑบาต ขาไปเต็มกระติบ ขากลับก็ยังเหลือเต็มกระติบ เพราะหมู่บ้านใกล้เคียงได้ข่าว ก็มาใส่บาตรบ้าง บ้านนั้นบ้าง บ้านนี้บ้าง มีอาจารย์วิริยังค์ อาจารย์เนตร อาจารย์มนู นำมาบ้าง

บางวันมีกิจกรรมบูรณะ หรือซักสบงจีวร ท่านเหล่านั้นก็ช่วยกันทำให้เสร็จก่อนจึงกลับ หากเป็นวันลงอุโบสถ พระลูกศิษย์ที่พำนักในที่ต่างๆ จะมารวมกัน รูปที่อยู่ไกลหน่อยก็มาพักแรม นำญาติโยมหาบเสบียงมาพักแรม ทำอาหารบิณฑบาตถวายด้วยเสมอมา จึงไม่มีอุปสรรคใดๆ ในการเจริญสมณธรรม... (รำลึกวันวาน)

รูปจำลองบรรยากาศโรงไฟ ที่สร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อบำบัดอาการอาพาธ
ขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งขณะนั้นมีอากาศหนาวเย็น

โดยมี หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ เป็นพระคิลานุปัฏฐาก
ณ วัดบ้านห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร (AI โดย Admin)

5. บำบัดอาพาธด้วยธรรมโอสถ

          เนื่องจากในระยะที่องค์หลวงปู่มั่นมาพักที่บ้านห้วยแคน เป็นช่วงฤดูหนาว อีกทั้งบ้านห้วยแคนในอดีตอยู่ในพื้นที่ป่า หนึ่งเดือนผ่านไปอากาศหนาวจัด จนองค์หลวงปู่มั่นอาพาธ ท่านได้ใช้ความเพียร "ธรรมโอสถ" อาพาธจึงทุเลาลง ในบันทึกของหลวงตาทองคำมีรายละเอียด ดังนี้

... หนึ่งเดือนผ่านไป อากาศเริ่มหนาวจัด ท่านพระอาจารย์ปรารภจะทำซุ้มไฟ ผู้เล่าบิณฑบาตได้ มาฉันกับท่านแล้ว ช่วยกันทำกับชาวบ้าน วันสองวันก็เสร็จ

... ประมาณเริ่มเดือนยี่ ท่านเริ่มไม่สบาย มีอาการคอตั้ง เอียงซ้ายขวายาก โรคนี้คล้ายเป็นโรคประจำ แต่ไม่เป็นบ่อย มาสกลนครหลายปีก็เพิ่งจะเป็นครั้งนี้ ก็เช่นเคย ท่านบ่นถึงพระมหาทองสุก ผู้เล่าเลยให้โยมไปนิมนต์ท่าน ซึ่งท่านพักอยู่วัดป่าบ้านห้วยหีบ และยังมีท่านอาจารย์สอ สุมงฺคโล ด้วย ซึ่งท่านอยู่บ้านนามน ท่านทั้งสองก็เดินทางมาวันนั้นเลย

พอมาถึง ทั้งชาวบ้านและผ้าขาวแดง ระดมกันหายา มีเปลือกแดง เปลือกดู่ ใบเป๊า ใบพลับพลึง (ใบหัวว่านชนอีสาน) ใบการบูร (ใบหนาดโคกอีสาน) มาสับมาโขลกละเอียดดีแล้ว ตั้งหม้อห่อยาวางบนปากหม้อ ร้อนแล้วเอาผ้ารองวางประคบบนบ่า ไหล่บ้าง หลังบ้าง หน้าอกบ้าง บนศีรษะบ้าง

6 วันผ่านไป ท่านก็ยังออกบิณฑบาตทุกวัน ผู้เล่านอนพักที่ซุ้มไฟกับท่าน ตั้งแต่เริ่มไม่สบาย

พอรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 7 ท่านตื่นเวลา 03.00 น. เป็นปกติ ปลุกผู้เล่าลุกขึ้นสุมไฟ เพราะไฟอ่อนแสงแล้ว ท่านล้างหน้า ครองผ้า สวดมนต์ แล้วก็นั่งสมาธิต่อ จะต้มยาถวายเหมือนทุกวัน ท่านไม่เอา ผู้เล่า(หลวงตาทองคำ) ก็ไหว้พระนั่งภาวนา จะนอนก็อายท่าน ตลอด 6 วันที่ผ่านมา มีเวลานอนไม่พอ นั่งสัปหงกตลอดรุ่ง หลับๆ ตื่นๆ พอสว่างจัดบริขารออกบิณฑบาต พระพยาบาลที่มาพักค้างด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องบิณฑบาต เพราะพระที่อยู่ในรัศมีใกล้ จะพาญาติโยมมาอังคาส (ดูแลการถวายภัตตาหาร) เต็มที่

รูปจำลองบรรยากาศโรงไฟ ที่สร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อบำบัดอาการอาพาธ
ขององค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งขณะนั้นมีอากาศหนาวเย็น

และมีสานุศิษย์มากราบเยี่ยม องค์ท่านได้เมตตาแสดงธรรมด้วย
ขณะนั้นมี พระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต พระอาจารย์สอ สุมงฺคโล
หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ (ผู้บันทึกเรื่องราวนี้) เป็นต้น
ณ วัดบ้านห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร (AI โดย Admin)

ตกตอนเย็นหลังจากเดินจงกรมแล้ว ท่านเข้าซุ้มไฟ ผู้เล่าเข้าไปก่อน เตรียมปูเสื่อสำหรับหมู่คณะ พอได้เวลาจะต้มยา ท่านว่าไม่ต้อง ค่อยยังชั่วแล้ว

ต่อจากนั้นท่านก็เริ่มอธิบายธรรมะ ยกเป็นภาษาบาลีแรกว่า "อฏฺฐ เตรส" แล้วท่านถามท่านสอ (ท่านอาจารย์สอ สุมงฺคโล ต่อมาท่านมรณภาพที่วัดป่าบ้านหนองผือ)

"แปลว่าอะไร"

ท่านสอว่า"กระผมไม่รู้ภาษาบาลี"

"หือ"ท่านมหาทองสุก เข้าให้แล้ว

ท่านมหาก็อ้ำๆ อึ้งๆ ด้วยความเกรงว่าจะเป็นการอวดฉลาด

"แปลให้ฟังก่อนนา ท่านมหาเรียนมาแล้ว กลัวทำไม"

ท่านมหาตอบ "อฏฺฐ แปลว่า 8 เตรส แปลว่า 13 ขอรับกระผม"

"ถูกต้อง สมเป็นมหาจริงๆ " ท่านว่า

ท่านอธิบายว่า "อาพาธคราวนี้ บำบัดด้วย มรรค 8 และธุดงค์ 13 เป็นมรรคสามัคคีกัน"

ต่อจากนั้นธรรมเทศนาใหญ่ก็เกิดขึ้น พระที่อยู่ในรัศมีใกล้ยังไม่กลับ ประมาณ 15 รูป ซุ้มไฟบรรจุเต็มที่จะนั่งได้ 20 รูป ท่านอธิบายมรรค 8 สัมพันธ์กับธุดงค์ 13 อย่างมีระบบ เป็นวงจรเหมือนลูกโซ่ ซึ่งผู้เล่าและพระในนั้นก็ไม่เคยฟัง 2 ชั่วโมงเต็ม พอเลิกต่างก็พูดกันว่า โชคดี เพราะไม่เคยฟัง

เดือน 3 ย่างเข้ามา ท่านพระอาจารย์ก็หายเป็นปกติ เพื่อนบรรพชิตต่างก็ทยอยกันกลับสำนักเดิม ทั้งนี้เพื่อท่านพระอาจารย์จะได้วิเวกจริงๆ คงมีผู้เล่าและผ้าขาวแดงเท่านั้น ก็สะดวกดี เพราะทั้งผู้เล่าและผ้าขาว ก็เป็นบุคคลสัปปายะของท่านอยู่ ซุ้มไฟยังไม่รื้อ อากาศยังหนาวอยู่ (รำลึกวันวาน)

(เรื่องนี้เข้าใจว่าเกิดขึ้นเมื่อ ท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่ที่บ้านโคกและบ้านนามนติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีแล้ว คือ พ.ศ. 2485-2487 เมื่อออกพรรษาแล้วปลายปี พ.ศ. 2487 ท่านจึงย้ายมาอยู่ที่วัดป่าบ้านห้วยแคน ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านโคกและบ้านนามน ไม่เกิน 10 ก.ม. และพักอยู่ที่นี่ติดต่อกันประมาณ  4 เดือน จึงเดินทางต่อไปยังวัดป่าบ้านหนองผือ – ภิเนษกรมณ์)

ศาลาวัดบ้านห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
สร้างขึ้นแทนศาลาสมัยองค์หลวงปู่มั่น ในบริเวณเดิม
(รูปโดย
Admin ปี พ.ศ.2547)

6. องค์หลวงปู่มั่นจากบ้านห้วยแคน

... วันหนึ่งประมาณสองทุ่มเศษๆ กำลังนั่งอยู่ในซุ้มไฟกับท่านพระอาจารย์ เสียงเครื่องบินกระหึ่มขึ้น บินผ่านหัวไป ท่านบอกให้ผู้เล่าพรางไฟ ผู้เล่าหาอะไรไม่ทันก็เอาจีวรคลุมโปง สองมือกางออกยืนคร่อมกองไฟไว้ จนกว่าเครื่องบินจะบินผ่านไป วนไปวนมา 2-3 ครั้ง ช่างนานเสียเหลือเกิน

ตื่นเช้าไปบิณฑบาต จึงรู้ว่ามีการจัดตั้งกองโจร ขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกไป เครื่องบินนำเอาอาวุธยุทธปัจจัยมาให้ฝึกพลพรรค การเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์จึงเกิดขึ้น เช่น เกณฑ์คนไปฝึกอาวุธ เกณฑ์เสบียง รู้กันอยู่ว่าปีนั้นฝนแล้ง ข้าวมีน้อย แต่ถูกเกณฑ์ไปให้พลพรรค แม่บ้านต้องหาขุดกลอยขุดมันกินแทนข้าว พระเณรก็ฉันอย่างนั้น ทุกข์แทบเลือดตากระเด็น แต่ผู้มีอำนาจและพลพรรคเหลือกินเหลือใช้ เพราะส่งมาจากต่างประเทศโดยเครื่องบิน สงครามคือ การเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหง บังคับขู่เข็ญ

เดือน 3 ผ่านไป ซุ้มไฟถูกรื้อถอน เพราะอากาศอบอุ่นขึ้นแล้ว พอเดือน 4 มีชาวบ้านหนองผือประมาณ 5 คน ได้ขึ้นมาที่ศาลาที่ท่านพักอยู่ กราบนมัสการแล้วยื่นจดหมายถวาย ท่านยื่นให้ผู้เล่าอ่านให้ฟัง

เนื้อความในจดหมาย ขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ไปพักที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านตอบรับทันที สั่งให้เตรียมข้าวของ

ชาวบ้านเขาบอก "ไม่ใช่ให้ท่านพระอาจารย์ไปวันนี้ จะกลับไปบอกพระอาจารย์หลุย (หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร) เสียก่อน แล้วท่านจะจัดคนมารับ พระอาจารย์หลุยสั่งอย่างนี้"

"เออ ดีเหมือนกัน เราก็ยังไม่ได้บอกหมู่ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เพ็ญ หมู่จะมาลงอุโบสถกัน บอกหมู่แล้วก็ให้โยมมาวันนั้น พักแรมหนึ่งคืน วันแรมค่ำหนึ่งเราก็ออกเดินทางกัน"

ผู้เล่าไม่เคยคิดเพิ่งรู้ว่าวิสัยสัตตบุรุษ ไม่ยอมละทิ้งหมู่เช่น ตอนที่ท่านอาพาธหนัก จะจากพรรณานิคมไปสกลนคร (พักวัดป่าสุทธาวาส) ยังพูดกับโยมที่มารับว่า

"หมู่ล่ะ จะไปกันอย่างไร"

คุณวิเศษ เชาวนสมิทธิ์ กราบเรียนว่า "ได้เตรียมรถรับส่งตลอด มีเท่าไหร่เอาไปให้หมด"

ท่านพระอาจารย์ว่า"ถ้าอย่างนั้นเอาพวกเราไป"

หลังทำอุโบสถแล้ว ท่านบอกว่า

"อีกไม่นานถิ่นนี้จะมีแต่ทหารเต็มไปหมด ใครจะอยู่ ใครจะไป ก็ตามใจ" ... (รำลึกวันวาน)

(ปี พ.ศ. 2487 ท่านพระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เมื่อออกพรรษาแล้ว ต้นปี พ.ศ. 2488 ได้ส่งโยมไปกราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่ได้เดินทางย้ายไปจำพรรษาที่อื่นอีกเลยตลอด 5 พรรษา จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2492 ท่านอาพาธหนัก จึงพากันหามท่านเดินทางไปพักที่วัดป่าบ้านภู่ (วัดกลางโนนภู่ในปัจจุบัน) ประมาณ 10 วัน แล้วนิมนต์เดินทางต่อโดยรถไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส และท่านก็ได้มรณภาพในคืนวันนั้นเอง  - ภิเนษกรมณ์)

7. เมตตาชาวบ้านห้วยแคน

... 4 เดือนให้หลังแห่งการอยู่บ้านห้วยแคน ท่านได้แนะนำชาวบ้านว่า ข้าวเกิดจากดิน ไถคราดแผ่นดิน หว่านลงบนดิน ปักดำลงบนดิน บุกเบิกชำระดินให้เตียนดี ไถดิน ดินแล้วดินเล่า ก็คนนี่แหละทำ บ้านอื่นเขาก็คน เราก็คนเหมือนกัน เขามีข้าวกิน เราอดข้าวกิน มันอะไรกัน ทำนองนี้แหละที่ท่านพระอาจารย์สั่งสอน

วันจากบ้านห้วยแคนสู่บ้านหนองผือ ผู้หญิงร้องไห้ ผู้ชายบางคน เช่น ผู้ใหญ่ฝันก็ร้องไห้ คร่ำครวญว่า

"เป็นเพราะพวกเรายากจน ท่านจึงไม่อยู่ด้วย"

ท่านก็ว่า "เราอยู่มาแล้ว 4 เดือน พวกท่านอดอยาก แต่พระก็ได้ฉันทุกวัน อยู่แผ่นดินเดียวกัน คิดถึงก็ไปเยี่ยมยามถามข่าวกันได้" ท่านว่า

สองปีผ่านไป ขบวนเกวียนลำเลียงข้าวเปลือก และข้าวสาร พร้อมวัตถุอันบุคคลพึงบริโภค ก็ลำเลียงจากบ้านห้วยแคนสู่วัดป่าบ้านหนองผือ ดินแดนท่านพระอาจารย์มั่น พักเกวียนไว้ริมทาง ใกล้หมู่บ้านริมทุ่ง ผูกล่ามวัวให้อาหารวัว หาฟืนหุงหาอาหารเลี้ยงดูกัน

เวลาเช้า ถวายบิณฑบาตท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมพระสงฆ์ ฟังเทศน์เสร็จแล้ว ถวายข้าวเปลือกหลายกระสอบและข้าวสาร อันเป็นผลผลิตจากน้ำมือชาวบ้าน

ท่านถาม "อะไรกันนี่"

เขาตอบ "พวกกระผมชาวบ้านห้วยแคน แต่ก่อนอดอยาก เดี๋ยวนี้ไม่อดแล้ว เพราะฟังเทศน์ท่าน พระอาจารย์ว่าให้เอาข้าวกล้าหว่านดำลงบนดิน บัดนี้พวกกระผมได้ทำลงบนดินได้ข้าวมาถวาย ตอบแทนบุญคุณท่านที่สอนพวกกระผม ให้ได้กินได้ใช้ ไม่ต้องเอาลึมกระบอง (ขี้ไต้มัดรวมกัน 10 อัน) ไปแลกบ้านอื่นอีกแล้ว"

พักอีกหนึ่งคืน ถวายทานเสร็จ ชาวบ้านห้วยแคนก็กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นยกขบวนเกวียนกลับ... (รำลึกวันวาน)

8. เสนาสนะป่าบ้านห้วยแคนในปัจจุบัน

          ภายหลังบ้านห้วยแคนได้อยู่ในความดูแลของคณะสงฆ์ท้องถิ่น ซึ่งหลวงพ่อวิริยังค์ ยังได้เมตตาส่งความช่วยเหลือโดยตลอด ก่อนหลวงพ่อวิริยังค์จะมรณภาพ ท่านยังได้เมตตาสร้างเสนาสนะต่างๆ ให้มั่นคง เป็นอนุสรณ์ของวัดแห่งแรกที่ท่านเป็นผู้เริ่มต้นสร้างรากฐานศรัทธา จนชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างเสนาสนะถวายตามกำลัง ที่ยังคงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

วัดบ้านห้วยแคน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ในปัจจุบัน
รูปจากเพจ พระวชิรวรคุณ (พระอาจารย์เสริมพร ธมฺมวโร)
Phraserm Dhammavaro ปี พ.ศ. 2562

แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น

อ้างอิง
ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547
พระราชธรรมเจติยาจารย์ (วิริยังค์ สิรินฺธโร), ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ (ฉบับสมบูรณ์), สถาบันพลังจิตตานุภาพ : กรุงเทพฯ, 2541.

อัตตชีวประวัติ พระเทพเจติยาจารย์ (วิริยังค์ สิรินฺธโร), 2552.
สุริยาส่องฟ้าจันทร์ศรีส่องธรรม เนื่องในฉลองมงคลอายุกาล 101 ปี พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺทธีโป) พ.ศ.2555.
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าข้าริ้วห่อทอง โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2547.
ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์ ประวัติหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน โดย คณะศิษยานุศิษย์ พ.ศ.2554.
ประวัติ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม Online เว็บไซต์ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21469

แสดงความเห็น  >>คลิ๊กที่นี่<<

< ตอนก่อนหน้า : ตอนต่อไป >