ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ร่วมเดินไปยังสถานที่ที่เกี่ยวเนื่อง กับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมเรื่องราวความสำคัญ ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาฝากตัว เป็นสานุศิษย์ถักทอสู่ "กองทัพธรรมพระกรรมฐาน" โดยเว็บมาสเตอร์ www.luangpumun.org และสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากรายการ แฟนพันธุ์แท้ 2018

เมนูหลัก ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น คลิ๊ก

จำพรรษาเสนาสนะป่าบ้านโคก ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2487
วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
ตามรอยธรรมองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 54

รูปจำลองบรรยากาศในอดีต ของศาลาโรงธรรม วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก
อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จำพรรษา พ.ศ.
2487
(AI โดย Admin)

ในปี พ.ศ. 2487 พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ศิษย์ผู้มีความกตัญญูอย่างสูงต่อบ้านเกิดและครูอาจารย์ ได้นิมนต์องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาจำพรรษาเพื่อโปรดชาวบ้านและอบรมสั่งสอนสานุศิษย์อีกครั้ง ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร หลังจากที่องค์หลวงปู่มั่น ได้เคยมาจำพรรษาในปี พ.ศ. 2485 แต่พระอาจารย์กงมาได้ย้ายเสนาสนะใหม่ให้ห่างไกลจากพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านยิ่งขึ้น ทำให้มีความสงบมากกว่าบริเวณเสนาสนะเดิม ณ สถานที่แห่งนี้ คือ จุดกำเนิดของวัดป่าวิสุทธิธรรม ที่ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมีลำดับเรื่องราวดังต่อไปนี้


รูปจำลองบรรยากาศในอดีต ของกุฏิองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จำพรรษา พ.ศ. 2487
เสนาสนะป่าบ้านโคก ซึ่งปัจจุบัน คือ วัดป่าวิสุทธิธรรม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
(AI โดย Admin)

 

1. ลำดับเหตุการณ์องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จำพรรษา ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก พ.ศ. 2487

1.1 พระอาจารย์กงมา ย้ายเสนาสนะ นิมนต์องค์หลวงปู่มั่น เมตตาจำพรรษาเป็นครั้งที่ 2

          ภายหลังจากองค์หลวงปู่มั่น ได้มาจำพรรษา ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก ในครั้งที่ 1 พรรษากาล พ.ศ. 2485 หลังออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่น ได้ไปพำนักยังบ้านนามน ซึ่งพระอาจารย์กงมา มิได้ติดตามหลวงปู่มั่นไปด้วย แต่มุ่งที่จะบุกเบิกบ้านเกิดให้เป็นดินแดนธรรม โดยหาพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะเป็นเสนาสนะที่สงบวิเวกกว่าบริเวณเดิม (ซึ่งปัจจุบันบริเวณที่เป็นเสนาสนะเดิม คือ ที่ว่าการอำเภอโคกศรีสุพรรณ) เมื่อหาสถานที่ใหม่และย้ายเสนาสนะแล้ว จึงได้นิมนต์องค์หลวงปู่มั่นมาจำพรรษาอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2487 ในปัจจุบัน คือ วัดป่าวิสุทธิธรรม ซึ่งห่างไกลจากหมู่บ้านในระยะพอดีบิณฑบาต ร่มรื่นด้วยป่าไม้หนาทึบ เหมาะแก่การอบรมหมู่คณะที่มีจำนวนมากขึ้น โดยหลวงพ่อวิริยังค์ ได้บันทึกรายละเอียดไว้ ดังนี้

"... พระอาจารยกงมา จิรปุญฺโญ พระอาจารย์องค์แรกของผู้เขียน ท่านได้พยายามที่จะให้พระอาจารย์มั่น ฯ กลับมาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านอีกสักครั้ง และแล้วความปรารถนาก็ได้สมดังความตั้งใจของท่านพระอาจารย์กงมา โดยที่พระอาจารย์มั่น ฯ ท่านได้ตัดสินใจกลับมาจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกเป็นครั้งที่ 2

ในย่านนี้เป็นหมู่บ้านเหมือนกับบ้านป่า เพราะคมนาคมยังไม่ดี ไปไหนก็ต้องเดินเท้า ด้วยเหตุนี้ ที่ว่างเปล่าเป็นป่าละเมาะที่ไม่มีผู้ใดจับจองจึงมีอยู่มาก ป่าไม้เหล่านี้ก็มีเป็นต้นว่า ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ยาง ไม้ตะบาก ไม้ตะแบก เป็นต้น สูงบ้าง ต่ำบ้างเป็นร่มเงาได้ดี เหมาะแก่การสร้างวัดในทางปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งหาที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านจนเกินไป พออาศัยบิณฑบาตยังชีพของสงฆ์ เป็นสถานที่สงบสงัดดี จึงเป็นการง่ายมากที่จะสร้างเสนาสนะป่าพออาศัยทำความเพียร ซึ่งสถานที่เสนาสนะป่าเหล่านี้เองได้กลับกลายเป็นวัดที่แท้จริงเป็นจำนวนมาก เพราะหากไม่ขออนุญาตตั้งวัด ก็จะกลายเป็นสำนักสงฆ์เถื่อน แม้ท่านพระอาจารย์ทั้งหลายที่คงแก่ธรรม ก็จำเป็นต้องขออนุญาตให้เป็นวัดทั้งที่ท่านก็ไม่ปรารถนา วัดที่เกิดขึ้นจากเสนาสนะป่านี้มั่นคงถาวร บางแห่งมีอาคารไม้สัก วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ ดีกว่าวัดในบ้านในเมือง

ฉะนั้นการอยู่จำพรรษาที่เสนาสนะบ้านโคกครั้งที่ 2 นี้ เป็นที่ทราบของท่านพระเถรานุเถระที่ใฝ่การปฏิบัติธรรมกว้างขวางยิ่งขึ้น จึงได้มีพระอาจารย์จำนวนมากที่แปลกหน้าผู้เขียนไม่เคยเห็นได้มารวมตัวกัน จึงเป็นโอกาสที่ท่านพระอาจารย์มั่นฯ จะได้แสดงข้อวัตรปฏิบัติตื้นลึกหนาบางของความเสื่อมความเจริญ นับว่าเป็นบุญหูบุญตาของผู้เขียนมากมายเหลือประมาณ เพราะการที่พระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายมาพบกันนั้นยากมาก เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก ต้องเดินทางด้วยเท้าเป็นส่วนใหญ่

และก็เป็นที่พอใจแก่ท่านพระอาจารย์มั่นฯ เพราะท่านต้องการจะพบกับคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย เพื่อจะได้แนะนำการปฏิบัติจิตขั้นสูงเพราะขั้นธรรมดาทุก ๆ ท่านก็ทราบมาก่อนแล้ว และการดำเนินการปกครอง เนื่องหมู่คณะได้มีมากขึ้นปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมาเป็นธรรมดา แต่เพราะความรอบคอบของท่านพระอาจารย์มั่นฯ คณะปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่นฯ จึงเป็นที่ยอมรับและนับถือ เชื่อมั่นกันเป็นเวลานานตราบจนปัจจุบัน ..." (ประวัติหลวงปู่มั่น โดย หลวงพ่อวิริยังค์)


หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ผู้มีนิวาสสถานบ้านเกิดอยู่ที่บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
เมื่อได้ทราบว่าองค์หลวงปู่มั่น ได้มาพำนักยังบ้านเกิด
จึงเกิดศรัทธาแรงกล้าที่จะให้สำนักแห่งนี้เป็นที่อบรมประชาชนต่อไป
(รูปจากฐานข้อมูล
Admin)

 

1.2 พระภิกษุที่จำพรรษาด้วย

จากบันทึกประวัติ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ได้กล่าวไว้ ดังนี้

"... เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมาได้ไปนิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาพำนักที่วัดป่าวิสุทธิธรรม และจำพรรษาที่นี่ในปี พ.ศ. 2487 โดยมีพระเณรรูปอื่นๆ ที่อยู่ร่วมจำพรรษากับท่านด้วย ได้แก่ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ, พระอาจารย์มนู, พระอาจารย์หลอด ปโมทิโต, พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร, พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม, พระอาจารย์ทองคำ ญาโณภาโส (พระอาจารย์ทองคำ จารุวณฺโณ), พระอาจารย์คำดี (น้องชายพระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร), พระอาจารย์บุญ, เณรดี และเณรจันได ฯลฯ โดยในปีนี้ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ไม่ได้อยู่ร่วมจำพรรษาด้วย ..." (ประวัติหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม)

โอกาสในพรรษานี้เอง ที่ได้ฟังเรื่องราวในอดีต จากองค์หลวงปู่มั่นนอกจากนั้น ยังมีศิษย์อีกหลายท่านที่ได้เข้ามาในสำนัก เป็นโอกาสในการสนทนารับฟังเรื่องราว โดยหลวงพ่อวิริยังค์ ได้บันทึกไว้ ดังนี้

"... จากนี้ไปเป็นการที่ผู้เขียนได้ประสบความเป็นไปต่าง ๆ ของพระอาจารย์มั่นฯ ด้วยตนเอง หลังจากได้รับคำบอกเล่าจากท่านและสานุศิษย์ของท่าน และได้เขียนไปตามที่ทราบมาก็นับว่าพอจะให้ความรู้และความเข้าใจตามความเป็นจริงแก่ท่านผู้สนใจในประวัติความเป็นมาของพระอาจารย์มั่นฯพอสมควรฯ

จะอย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้เขียนกำลังนั่งตำหมากและรินน้ำชาถวายท่าน พร้อมกับได้ฟังเรื่องของเชียงใหม่จนจุใจ ก็นับว่าเป็นกุศลจิตที่ได้มาพบท่านผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากการเล่าความเป็นมาหรือประวัติของท่านเองนั้น โดยมากท่านก็ไม่ใคร่จะเล่าให้ใครฟังเท่าไรนัก ท่านแสดงธรรมอันลึกซึ้งนั้นมากกว่า แต่การที่ท่านจะเล่าถึงความเป็นไปต่าง ๆ ของท่านนั้นก็ต่อเมื่อถูกรบเร้าจากลูกศิษย์ ผู้ต้องการจะทราบความเป็นมาของท่านบ้างเท่านั้น ..." (ประวัติหลวงปู่มั่น โดย หลวงพ่อวิริยังค์)


หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ได้จำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ในปี พ.ศ. 2487
ภายหลังท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าวิสุทธิธรรม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
(รูปจาก ภิเนษกรมณ์)

1.3 ออกพรรษาเดินทางไปบ้านหนองผือ

เมื่อออกพรรษาและรับกฐินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปลายปี พ.ศ. 2487 นั้นเอง ชาวบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้มากราบอาราธนาองค์หลวงปู่มั่นไปจำพรรษา ซึ่งจะเป็น 5 ปีสุดท้ายในช่วงปัจฉิมวัยของท่าน จากประวัติของ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ได้กล่าวไว้ ดังนี้

 ... เมื่อออกพรรษารับกฐินแล้ว ปลายปี พ.ศ. 2487 คณะศรัทธาญาติโยมบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้เดินทางมานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นให้ไปจำพรรษาโปรดชาวบ้านหนองผือบ้าง ท่านพระอาจารย์มั่นพิจารณาแล้วจึงรับนิมนต์ และได้เดินธุดงค์ไปทีหลัง โดยมีหลวงปู่ตามไปส่ง

หลวงปู่เล่าว่า ท่านสะพายทั้งบาตรบริขารของตนเองและของท่านพระอาจารย์มั่นด้วย พะรุงพรังเหมือนอย่างไทครัว (คนอพยพ) แต่ท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่ได้ดุหลวงปู่แต่อย่างใด

ท่านพระอาจารย์มั่นเดินถือไม้เท้านำไปก่อน หลวงปู่เดินตามหลัง เดินขึ้นภูพานทางบ้านห้วยแคน แล้วเดินธุดงค์บนภูพาน ไปจนถึงบ้านหนองผือ หลวงปู่พัก 2-3 วันแล้วเดินทางกลับมาอยู่ที่บ้านโคกกับพระอาจารย์กงมา ไม่ได้ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นอีก แต่ในปีถัด ๆ มา เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์กงมา จะพาหลวงปู่กับผ้าขาวนำงบน้ำอ้อยก้อนใหญ่ ๆ ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่นเสมอ ..." (ประวัติหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม)

1.4 ก่อนจะถึงบ้านหนองผือได้เมตตาแวะบ้านห้วยแคน

          ทว่า ก่อนที่องค์หลวงปู่มั่น จะเดินทางถึงบ้านหนองผือ ท่านได้แวะพำนักยังบ้านห้วยแคน ที่หลวงพ่อวิริยังค์ ได้ไปปรับปรุงความเป็นอยู่ของชาวบ้านไว้ โดยมีรายละเอียดตามบันทึกของหลวงพ่อวิริยังค์ ดังนี้

          "... ในขณะที่ท่านอยู่ เสนาสนะป่าบ้านโคก-นามน เป็นเวลา 3 ปีแล้ว ท่านก็ได้ปรารถนาที่จะย้ายไปอยู่ที่บ้านหนองผือ ต นาใน อ พรรณานิคม ซึ่งเป็นการเตรียมงานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านจะไปคราวนี้ เพราะขณะนี้มีพระอาจารย์ใหญ่ ๆ ที่เป็นศิษย์ของท่านได้มารวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อข่าวการเคลื่อนย้ายแพร่ออกไป ทุก ๆ ท่านก็รีบเข้าประชุมเพื่อจะได้ติดตามท่านไป

การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางโดยเท้าอีกครั้งหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ซึ่งเป็นการเดินธุดงค์ครั้งสุดท้าย แต่เป็นความกรุณาอย่างยิ่งของท่านแก่ผู้เขียนในการณ์ครั้งนี้อีกครั้งหนึ่ง คือ ท่านได้ไปแวะพักที่บ้านห้วยแคน อยู่ระยะหนึ่งเดือนกว่า ๆ บ้านนี้เป็นบ้านของพวกโซ่ง อยู่ตามชายเขาภูพาน ผู้เขียนได้ไปอยู่กับพวกเขาหลายเดือนโดยแนะนำธรรมต่าง ๆ จนเขาเกิดความเลื่อมใสมาก

ขณะที่ท่านพักอยู่ที่ป่าใกล้บ้านแห่งนี้ ผู้เขียนได้พักอยู่กับท่านและพระอื่น ๆ สอง-สามรูปทำให้ชาวบ้านแถวนั้นยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ชาวบ้านเหล่านั้นได้รับรสพระธรรมจากผู้เขียนที่ได้ไปวางรากฐานการปฏิบัติไว้ก่อนแล้ว ..." (ประวัติหลวงปู่มั่น โดย หลวงพ่อวิริยังค์)

 

2. การอบรมศิษย์ ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก พ.ศ. 2487

          จากบันทึกครูบาอาจารย์ที่ได้มาจำพรรษา กับทั้งที่มีโอกาสได้มาศึกษาธรรมะขององค์หลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้


หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม
(รูปจาก คุณภิเนษกรมณ์)

2.1 หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม:

ในพรรษานี้ เป็นพรรษาที่ 2 ของหลวงปู่อุ่น อีกทั้งยังได้จำพรรษาร่วมกับองค์หลวงปู่มั่น ทำให้ท่านเพียรพยายามภาวนาจนได้รับผลครั้งแรก ตามที่ท่านได้กล่าวไว้ ดังนี้

"... พรรษาที่ 2 นี้ หลวงปู่พยายามนั่งสมาธิ เดินจงกรมอย่างยิ่ง เพราะท่านยังไม่เคยประสบผลจากการภาวนาเลย วันหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่ในกลดใต้ต้นค้อในวัดนั้น เดิมเวลานั่งภาวนาจะมีความเจ็บปวดแข้งขามาก มาวันนั้นท่านอธิษฐานลงไปว่าจะเจ็บก็ให้มันเจ็บไป ท่านปล่อยวางได้แล้ว ปรากฏว่าจิตสงบรวมปึ๊บลงเป็นสมาธิ สงบ สว่าง น้ำตาไหลออกมาจนท่านพระอาจารย์กงมาเดินผ่านมา จิตจึงถอนออก ท่านว่านี้เป็นครั้งแรกที่ท่านภาวนาแล้วจิตสงบ ปัจจุบันจึงก่ออิฐไว้ใต้ต้นค้อเป็นอนุสรณ์สถาน ..." (ประวัติหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม)


สภาพเดิมของแท่นก่ออิฐบริเวณใต้ต้นค้อ ภายในบริเวณวัดป่าวิสุทธิธรรม
ที่หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ภาวนาจิตสงบเป็นครั้งแรก

ขณะจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในปี พ.ศ. 2487
(รูปจาก กัลยาณวิสุทธิ์ พ.ศ. 2538)

หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม นั่งบนแท่นก่ออิฐบริเวณที่ท่านก่อขึ้นบริเวณใต้ต้นค้อ
ซึ่งท่านสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เป็นสถานที่ที่ท่านภาวนาจิตสงบเป็นครั้งแรก

ขณะจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในปี พ.ศ. 2487
(รูปจาก คุณภิเนษกรมณ์)


หลวงปู่หลอด ปโมทิโต ได้มีโอกาสจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
เป็นครั้งแรก ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก พ.ศ.
2487

2.2 หลวงปู่หลอด ปโมทิโต

ท่านได้ศึกษาธรรมและมีโอกาสได้จำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก เป็นครั้งแรก โดยมีรายละเอียด ตามบันทึกในหนังสือ บูรพาจารย์ ดังนี้

2.2.1 เข้ากราบองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

... ในปี พ.ศ. 2486 หลวงปู่หลอดจำพรรษาอยู่ที่ป่าช้าบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี หลังออกพรรษามีเพื่อนสมณะ ซึ่งเป็นชาวบ้านเชียง ได้มาชวนไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านเล่าว่า

"อาตมาก็คิดหน้าคิดหลังล่ะ ใครทำผิดอะไร ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านทักท้วง และก็กลัวไม่กล้าไป คิดไปคิดมา ผิดก็ผิด ถูกก็ถูก ให้ท่านทักท้วงว่าไม่ดี ไม่ถูกต้องพระธรรมวินัย จะสึกก็สึกไปเลย ดีกว่าจะไปกินข้าวชาวบ้านเขา ไปหาท่านผิดพระวินัยตรงไหนอาบัติหนัก หรืออาบัติเบา จะได้สำรวมระวังแก้ไขต่อไป"

ก็เดินจากอุดร สมัยนั้นออกจากวัดบ้านดงเย็น เดินทางมุ่งหน้าไปทางอำเภอสว่างแดนดิน สงครามอินโดจีนกำลังจะหยุด จากอำเภอสว่างแดนดิน ต่อรถยนต์ไปถึงสกลนครเที่ยงคืน ไปพักวัดป่าสุทธาวาสคืนหรือสองคืน พอได้กำลัง แล้วเดินทางต่อไปยังวัดป่าบ้านโคก ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอยู่บ้านโคก แต่ก่อนก็อยู่วัดป่าสุทธาวาสเหมือนกัน เขานิมนต์ให้ไปจำพรรษาอยู่วัดป่าบ้านโคก (ปัจจุบันคือ วัดป่าวิสุทธิธรรม อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) พอดีท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ (ซึ่งท่านเป็นชาวบ้านโคก ได้ไปประกาศศาสนาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี) ท่านเป็นผู้รับผิดชอบด้านการจัดเสนาสนะ ที่พักที่วัดป่าบ้านโคก

พอเกือบสองทุ่ม พระภิกษุสามเณรทุกรูปก็ไปรวมกันที่กุฏิท่านพระอาจารย์มั่น เพื่อรับฟังการอบรมประจำวัน ขณะนั้นอาตมารู้สึกตื่นเต้นระทึกใจมาก เมื่อพระทุกรูปพร้อมกันแล้ว หัวหน้าคณะต่าง ๆ ก็รายงานตัวแทนลูกคณะ ต่อท่านพระอาจารย์มั่น หลังจากนั้นก็ถึงขั้นที่ฟังการอบรมสาระ หรือใจความที่ท่านพระอาจารย์มั่น นำมาแสดงคืนนั้นคือ ช่วงแรก ท่านเล่าประวัติของท่านเองโดยย่อ

จากนั้นท่านก็อธิบายพุทธพจน์ที่ว่า... "เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต สิ่งทั้งหลายล้วนมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตก็ตรัสบอกเหตุของสิ่งเหล่านั้นไว้"

โดยใจความของพระพุทธพจน์ข้อนี้ ก็คือ ถ้าหมายถึง ที่ตัวคนเราแล้ว เหตุทั้งหลายของคนเราก็ล้วนมาจากใจ ใจจึงเป็นมหาเหตุ ถ้าใจดี ใจสูง ใจประเสริฐ การทำ การพูด ก็พลอยดี และประเสริฐไปด้วย ดังนั้นจึงควรดูแลอบรมใจให้ดี เพื่อให้ใจเป็นเหตุแห่งพฤติกรรมที่ดี ถ้าปล่อยปละละเลยจิตใจ ชาตินี้ทั้งชาติก็สิ้นหวัง เอาดีอะไรไม่ได้เลย เพราะใจมีแต่จะไหลไปในทางที่ต่ำ ชีวิตก็มีแต่จะเสียหายเดือดร้อน ผู้ที่ปฏิบัติธรรม หรือผู้ที่รักตนทั้งหลาย ถ้าอยากให้ชีวิตก้าวหน้าแล้ว จงคอยดูแลจิตใจของตนให้ดี

หลังจากประชุมเสร็จ หลวงปู่หลอดก็ได้เข้าไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมกับได้กราบเรียนท่านถึงจุดประสงค์ที่มา ซึ่งท่านก็ได้สอบถามข่าวคราวว่า

"เป็นอย่างไรบ้าง การออกไปวิเวก จิตใจเป็นอย่างไรบ้างดีไหม? มีอุปสรรคอะไรไหม? เป็นพระก็มีความลำบาก อย่างนี้ พระพุทธองค์ท่านยิ่งลำบากกว่าหลายเท่า" (จาก บูรพาจารย์)

2.2.2 อาพาธใช้ภาวนาเป็นโอสถ

ในพรรษานี้เอง ตามบันทึกประวัติหลวงปู่อุ่น ได้กล่าวไว้ว่า หลวงปู่หลอดได้เกิดอาการอาพาธ โดยองค์หลวงปู่มั่น เน้นย้ำให้ใช้ ธรรมโอสถ ภาวนารักษา ดังนี้

"... พรรษานี้ ท่านพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต เกิดไข้ป่ากำเริบ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านไม่ให้กินยา ท่านให้ภาวนารักษาตัว ท่านเทศน์ว่าอย่าไปยึดถือ ที่สุดท่านพระอาจารย์หลอดก็หายได้ด้วยกำลังของการเจริญภาวนา กุฏิที่พระอาจารย์หลอดพำนักจำพรรษาตั้งอยู่ใกล้กับเมรุวัดในปัจจุบัน (ขณะนี้กุฏินั้นได้ผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว) ..." (ประวัติหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม)

จากบันทึกอาจาริยธรรมหลวงปู่หลอด ได้กล่าวไว้ดังนี้

"... ระหว่างพรรษานี้ หลวงปู่หลอดเล่าว่า "อาตมาเกิดเป็นไข้มาลาเรียกำเริบ ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ให้ฉันยา ท่านให้ภาวนารักษาตัว ท่านเทศน์ว่า "อย่าไปยึดติด" ที่สุดอาตมาก็หายได้ด้วยกำลังของการภาวนา"

ส่วนญาติโยมชาวบ้านโคกนั้น หลวงปู่หลอดกล่าวว่า "ในวันพระก็มีญาติโยมเข้าไปวัด แต่ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ค่อยเทศน์ ถึงแม้จะเทศน์ชาวบ้านก็ไม่รู้ นอกจากให้ระลึก "พุทโธ" ท่านย้ำแต่พระ สอนแต่พระ โยมเอาไว้ก่อน เพราะพระนี้เป็นหลักของพระพุทธศาสนา ท่านสอน จริง ๆ จัง ๆ เลยล่ะ ..." (จาก บูรพาจารย์)

2.2.3 โอวาทธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

...หลวงปู่หลอด ได้เล่าถึงการได้รับฟังโอวาทธรรม จากท่านพระอาจารย์มั่น ว่า "อาตมาเข้าไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ในปี พ.ศ. 2487 นั้น แต่ก่อนยังฟังเทศน์ไม่รู้เรื่อง อายตนะยังไม่รู้ ราคะ โทสะ โมหะ ยังไม่รู้เรื่องเลย มืดแปดด้าน การศึกษาน้อย ต้องศึกษาก่อน ภาวนาก็ยังไม่เป็น บวชมาตั้ง 8 ปีแล้ว มันก็จริงนะสิ แต่อาศัยความอดทน ยังไม่รู้อายตนะ อายตนะ แปลว่า เครื่องต่อ ตาเห็นรูปมันก็ต่อแล้ว ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ภายใน 6 ภายนอก 6 รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ กายคู่กับสัมผัส ใจคู่กับอารมณ์ อารมณ์อะไรก็ดี ราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งในตอนที่อาตมาไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ยังพิจารณาธรรมได้ไม่แตกฉาน เพิ่งเรียนรู้ และเริ่มเข้าใจในเรื่องธรรมะ และความสงบ

ท่านสอนอยู่ 3 เรื่อง หลัก ๆ คือ เรื่อง อายตนะ การพิจารณากาย และ อานาปานสติ ท่านให้พิจารณาอานาปานสติกัมมัฏฐานเป็นหลักใหญ่ เพราะพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อานาปานสติ เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค หนทางนี้หนทางเดียวคือ ทางกายนี้ เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ก็วนไปวนมา สับไปสับมาอยู่ในนี้ตลอด เพราะเป็นของเก่า ตาก็ของเก่า หูก็ของเก่า จมูกก็ของเก่า ลิ้นก็ของเก่า กายก็ของเก่า ใจก็ของเก่า ดูไปดูมา ฟังไปฟังมาทุกวัน ตั้งแต่มีรูปเกิดมา ใช้หกอย่างตลอดเลย

ท่านเทศน์ ย้ำหนักเลย เกี่ยวกับอายตนะ ในหนังสือว่า ไม้ชะงก หกพันง่า กะปอมก่า ขึ้นมื้อละฮ้อย ก็อายตนะ 6 กะปอมถ้ามันออกทุกมื้อ ๆ กะปอมนั้นคือ ของปลอม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ของปลอม

นอกจากนั้น ท่านสอนให้พิจารณากายให้มาก เวลามีปัญหาท่านก็อธิบาย พิจารณากาย ทำให้มาก ๆ ตั้งสติให้มาก ๆ เดี๋ยวมันรู้เอง ท่านว่าอย่างนั้น เกสา – ผม โลมา-ขน นะขา-เล็บ ทันตา-ฟัน ตะโจ-หนัง จะทำลายกิเลสตัณหา ก็เพราะพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่ธรรมดานะ มันไม่ยอมให้พิจารณาหรอก ไอ้กิเลสมันไม่ยอม พอพิจารณากายมันผลักออกเลยไปเรื่องอื่นโน้น สติมันก็ขาดสิ ปรุงไปแต่เรื่องนั้นเรื่องนี้ พิจารณากายมันไม่ยอม ตั้งใจพิจารณากาย ความตั้งใจสู้มันไม่ได้ สู้กิเลสไม่ได้ มันเก่งกว่า เกสา-ผม โลมา-ขน นะขา-เล็บ ทันตา-ฟัน ตะโจ-หนัง

ดึงลมหายใจเข้า-ออกพุทโธ กิเลสมันเล่นงานก่อนแล้ว หาเรื่องมาแล้วอารมณ์เก่า ๆ น่ะ พวกเราต้องศึกษาทุกอย่าง ต้องศึกษาไม่ศึกษาไม่รู้ นี้เป็นหลักความจริง อย่างอายตนะ ถ้าไม่มีใครสอนก็ไม่รู้ อายตนะ คืออะไร อย่างศีล 5 ขา 2 แขน 2 หัว 1 ก็ 5 แล้วจากท้องแม่เลย จะเป็นศีลต้องเว้นวิรัติเจตนาเป็นเครื่องเว้นเหมือน ๆ กับอายตนะ 6 ในโลกเหมือนกันหมด ราคะ โทสะ ก็เหมือนกัน ฝรั่งมังค่าก็เหมือนกัน อวิชชาเป็นคนตบแต่งให้ ท่านพระอาจารย์มั่นสอนเรื่องธรรมะให้ภาวนาลูกเดียว เดินจงกรม ถูกนิสัย อะไรก็เอา ถูกพุทโธก็เอา ถูกลมหายใจก็เอา แต่อย่าให้ขาดสติ ขาดสติไม่ได้

หลวงปู่หลอดเล่าว่า ในครั้งที่ไปพบท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านได้รับอุบายธรรมต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ทำให้สติปัญญาสว่างไสวขึ้นมาก

"อาตมาไม่ได้กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นมากนัก จะถามนิพพานเราก็ไม่ถึงอีก ท่านพูดมาก็ไม่รู้เรื่องอีก" ท่านบอกว่า "ปฏิบัติให้มากก็แล้วกัน จิตยังไม่สงบ ความสงบเรายังไม่มี พิจารณาอสุภะยังไม่เป็น"

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเทศน์ทุกคืน เกี่ยวกับกัมมัฏฐาน 5 ว่า

"อสุภะเป็นศัตรูกับราคะ" บางองค์มีนิสัยเร็ว ภาวนาได้ง่าย บางองค์ก็เล่าถวายท่านพระอาจารย์มั่นฟัง เกิดแสงอย่างนั้น เกิดแสงอย่างนี้ อาตมาไม่เป็น ท่านพระอาจารย์มั่นถามอาตมา "เป็นไหม? ท่านหลอด" หลวงปู่หลอดกราบเรียนถวาย "ยังไม่มีอะไรเลยขอรับ แจ้งก็ไม่แจ้ง สว่างก็ไม่สว่าง เย็นก็ไม่เย็น ร้อนก็ไม่ร้อน" ท่านพระอาจารย์มั่นบอกว่า "กัมมัฏฐานหัวตอ"

ท่านพระอาจารย์มั่น เทศนาต่อไปว่า พระพุทธเจ้าและพระสาวกอรหันต์ของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่เสด็จปรินิพพานผ่านไปแล้ว จนประมาณกาลไม่ได้ก็ดี หรือประมาณกาลได้ก็ดี พระองค์กับสาวกท่านที่เสด็จผ่านไปไม่กี่พันปีก็ดี ล้วนอุบัติขึ้น เป็นพระพุทธเจ้า และเป็นพระอรหันต์ จากกัมมัฏฐานทั้งหลาย มีกัมมัฏฐาน 5 เป็นต้น ไม่มีแม้พระองค์เดียวที่ผ่านการตรัสรู้ธรรม โดยมิได้ผ่านกัมมัฏฐานเลย ต้องมีกัมมัฏฐานเป็นเครื่องซักฟอก เป็นเครื่องถ่ายถอนความคิด ความเห็น ความเป็นต่าง ๆ อันเป็นพื้นเพของจิต ที่มีเชื้อวัฏฏะจมอยู่ภายในให้กระจายหายสูญไปโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นกัมมัฏฐานจึงเป็นธรรมพิเศษในวงพระศาสนาตลอดมา และตลอดไป ท่านที่สมัครใจเป็นพระธุดงคกัมมัฏฐาน จำต้องเป็นผู้มีความอดทนต่อสิ่งขัดขวางต้านทานต่าง ๆ ที่เคย ฝังกาย ฝังใจจนเป็นนิสัยมานาน

ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรอยู่เสมอถึงเรื่องกัมมัฏฐาน 5 และธุดงค์ 13 เพราะท่านถือว่ามีความสำคัญมาก จะเรียกว่าเป็นเส้นชีวิตของพระธุดงคกัมมัฏฐานก็ได้ ใครที่เข้าไปรับการฝึกฝนอบรมกับท่าน ท่านจะต้องสอน "กัมมัฏฐาน" และ "ธุดงควัตร" เสมอ ถ้าเป็นหน้าแล้งท่านมักจะสอนให้ไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้เสมอ "ผู้ปฏิบัติต้องเป็นคน กล้าหาญ อดทนคือ ทนต่อแดด ต่อฝน ทนต่อความหิวโหย ทนต่อความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งทางกาย วาจา ใจ" ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวอบรมเป็นประจำทุกวัน จนถึงเที่ยงคืนจึงเลิก

หลวงปู่หลอดจำพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านโคก ตลอดพรรษา ปี พ.ศ.2487 หลังออกพรรษาแล้วได้กราบลาท่านพระอาจารย์มั่น ออกเดินธุดงค์วิเวกบนเทือกเขาภูพาน พร้อมกับหลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส เพราะธรรมเนียมปฏิบัติกัมมัฏฐาน กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น หลังจากอยู่อบรมธรรมกับองค์ท่านแล้ว ก็ต้องปลีกวิเวกออกธุดงค์เพื่อฝึกฝนตนเองในป่าในเขา ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวอบรมก่อนไปว่า

"ไม่เคยมีใครบรรลุธรรม ด้วยการอยู่ไป กินไป นอนไปตามใจชอบ โดยไม่มีการฝึกจิตทรมานใจ"

ใครจะไปวิเวกก็ไปได้ ให้พระองค์อื่นได้เข้ามา ออกพรรษาแล้วพระจะมามากมายเหลือเกิน พระรุ่นเก่าเอาไว้ 3 องค์ก็พอ" (จาก บูรพาจารย์)


หลวงปู่แว่น ธนปาโล และหลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ

2.3 หลวงปู่แว่น ธนปาโล และหลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ

          ทั้งสองท่านเป็นชาวบ้านบัว อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร หลวงปู่แว่นท่านมีศักดิ์เป็นญาติผู้ใหญ่ของหลวงปู่หลวง อีกทั้งหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ซึ่งเป็นเครือญาติบ้านเดียวกัน สำหรับหลวงปู่แว่น ได้กราบองค์หลวงปู่มั่นครั้งแรก ในงานถวายเพลิงสรีรสังขารองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานี

ภายหลังหลวงปู่แว่นได้กลับบ้านเกิดมาที่สกลนคร และได้มาศึกษาธรรมะกับองค์หลวงปู่มั่นอีก ซึ่งตามประวัติหลวงปู่แว่นไม่ได้ระบุสถานที่แน่ชัดว่าเป็นสถานที่ใดที่หลวงปู่แว่นได้กราบเรียนธรรมะกับองค์หลวงปู่มั่นในครั้งนี้ หากนำข้อมูลจากประวัติหลวงปู่หลวง ที่ได้พบกับองค์หลวงปู่มั่นครั้งแรก ในขณะที่มาเยี่ยมหลวงปู่แว่น ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก จึงคาดว่าหลวงปู่แว่นได้มาเรียนธรรมะกับองค์หลวงปู่มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านโคกแห่งนี้ จึงขอบันทึกเรื่องราวนี้ในลำดับถัดไป

2.3.1 หลวงปู่แว่นมาขอนิสัยองค์หลวงปู่มั่น

          ... เมื่อออกพรรษาที่ 13 แล้ว หลวงปู่ออกเดินทางจากวัดโนนนิเวศน์ ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ธุดงค์ไปยังจังหวัดสกลนครบ้านเกิด แล้วเข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น พอท่านเห็นก็ถามขึ้นว่า "ท่านแว่น ท่านภาวนาอย่างไร"

หลวงปู่กราบนมัสการว่า "กระผมพิจารณาดูกายจนกระทั่งจิตพลิกเห็นความสว่างไสวแล้วเข้าสู่ตัวรู้นั้น"

ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้อธิบายอีกครั้งว่า "การที่ท่านแว่นพิจารณากายจนจิตพลิกไปสู่ความรู้ แล้วก็เข้าไปอยู่ในความรู้นั้น จะเป็นการทำให้ท่านติดอยู่ในความสุขอยู่อย่างนั้น ครั้นออกจากความรู้เข้ามาในกาย มันก็ทุกข์ ๆ สุข ๆ อยู่อย่างนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด"

หลวงปู่กราบเรียนถามท่านพระอาจารย์มั่นว่า "หลวงปู่ ทำอย่างไรจึงได้คุณงามความดี"

ท่านพระอาจารย์มั่นตอบว่า "แต่ก่อนผมก็ยังเดือดร้อนอยู่ ภาวนาปักจิตลงในกายทั้งวันทั้งคืนไม่ถอน มันจึงระเบิดออกให้เห็น ตั้งแต่นั้นความรู้เกิดขึ้นไม่รู้จักหมด"

 

หลังจากได้รับอุบายธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นในครั้งนั้นแล้ว หลวงปู่รู้สึกอิ่มเอิบในความเมตตาจากท่านพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างมาก มีกำลังใจในการค้นหาสัจธรรมด้วยใจเด็ดเดี่ยวยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดเพื่อรับการฝึกอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่นให้มากขึ้น จึงกราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่นว่า

"กระผมจะขอนิสัย" (หมายความว่า ขออยู่รับใช้ใกล้ชิดเพื่อให้ครูบาอาจารย์ช่วยแนะนำอบรมบ่มนิสัยให้)

ท่านพระอาจารย์มั่นตอบว่า "ท่านแว่นพรรษา 13 ก็พ้นนิสัยแล้ว"

หลวงปู่จึงกราบเรียนถวาย "พรรษาตามพระวินัยผมก็รู้จัก แต่ผมไม่ต้องการ ผมต้องการนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่ในโลกนี้อีก"

ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้นิสัย แล้วหลวงปู่ก็เร่งความเพียรมากขึ้น เมื่อมีสิ่งใดติดขัด ก็เข้าเรียนถามท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องข้อนั้น ๆ การปฏิบัติบังเกิดผลดี จิตปลอดโปร่ง มีกำลังสมาธิเพิ่มขึ้น ล่วงมาจนใกล้จะเข้าพรรษา หลวงปู่จึงกราบลาท่านพระอาจารย์มั่น เดินทางไปจำพรรษาที่อำเภอพรรณานิคม... (จาก ประวัติหลวงปู่แว่น ธนปาโล)

หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ
(รูปจาก
Online)

2.3.2 หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ

ในเวลานั้นหลวงปู่หลวง ท่านยังคงเป็นพระที่เน้นในทางคันถธุระ มีภาระในงานปกครองคณะสงฆ์ เมื่อมีโอกาสได้ฟังโอวาทองค์หลวงปู่มั่น จนน้อมเข้าสู่วิถีแห่งการภาวนา และได้แปรญัตติเป็นพระในฝ่ายธรรมยุตในที่สุด โดยมีรายละเอียดตามประวัติของหลวงปู่หลวง ดังนี้

... ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2487 ขณะที่เดินทางไปกราบนมัสการ พระธาตุพนม ได้ผ่านไปทางจังหวัดสกลนคร ก็ได้แวะไปกราบเยี่ยม หลวงปู่แว่น ธนปาโล ซึ่งขณะนั้นท่านพักอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก อ.เมือง (ปัจจุบันอยู่ในเขต อ.โคกศรีสุพรรณ) จ.สกลนคร ในฐานะที่หลวงปู่แว่นท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เมื่อหลวงปู่แว่นทราบว่าหลวงปู่หลวงมีความสนใจในการปฏิบัติกรรมฐาน

อาจเป็นด้วยเคยมีบารมีธรรมเกื้อกูลกันมา ท่านจึงได้ชักชวนให้เข้าไปกราบ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น ซึ่งในขณะนั้นท่านได้อยู่จำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกนั้นพอดี

เมื่อได้เข้าพบและมีโอกาสได้รับฟังการอบรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งขณะนั้นท่านได้ชราภาพมากแล้ว แต่ก็ยังคงแสดงธรรมได้อย่างพิสดารจับใจเป็นยิ่งนัก ใครได้ฟังก็รู้สึกซาบซึ้งใจในข้ออรรถข้อธรรมที่ท่านแสดง ซึ่งแต่ละคำแต่ละประโยคล้วนมีข้อคิดลึกซึ้งและมีคำอธิบายได้แจ่มแจ้ง ช่วยให้เกิดความตื่นตัวและรักที่จะปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นไปอีก

ช่วงระหว่างที่ท่านแสดงธรรม ทุกคนที่นั่งฟังต่างนิ่งสงบแทบไม่ไหวติง ต่างอยู่ในอาการถึงพร้อมด้วยสติที่จะน้อมรับนำพาธรรมะที่ท่านบรรยายมา ให้เข้าสู่จิตใจและปฏิบัติตามโดยมิย่อท้อ แม้พวกสามเณรในที่นั้นยังต้องแอบฟังด้วยใจจดจ่อด้วยไม่มีพื้นที่พอที่จะขึ้นไปฟังบนกุฏิที่แสดงธรรมของท่านได้ เพราะแต่ละคืน แต่ละคราวที่ท่านแสดงธรรมจะมีบรรดาพระเถรานุเถระที่เป็นศิษย์ในสายปฏิบัตินั่งฟังอยู่เต็มไปหมด

ในอุบายธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้เทศน์อบรมในวันนั้น มีอุบายช่วงหนึ่งที่หลวงปู่หลวงได้จดจำนำมาพิจารณาเป็นพิเศษ จนเป็นข้อคิดสะกิดเตือนใจมาจนทุกวันนี้ มิลืมเลือน คือท่านได้เทศน์ว่า

"ไปกราบแต่ธาตุพนม มันหลงธาตุ ธาตุโต (ตัวเรา) บ่ไหว้ ไปไหว้แต่ธาตุเพิ้น (คนอื่น) บ่มีหยัง มีแต่ก้อนอิฐ มันหลงธาตุ ปานคนโง่ง่าว ไปค้าขายแต่บ้านอื่น คนฉลาดมีปัญญา ค้าขายอยู่บ้านเจ้าของ ผู้เฒ่าหลงลืม มัดผ้าขาวม้าอยู่บนหัวแล้วไปหาที่อื่น แล่นเหาะแล่นหอบ (วิ่ง) ไปมาจนเหงื่อออก จึงฮู้ว่าอยู่บนหัว"

หลวงปู่หลวงได้ฟังดังนั้นแล้วก็นำมาพิจารณา จึงรู้จริงเข้าใจแจ่มแจ้งว่า "ธรรมทั้งหมดมารวมอยู่ในกายนี้"

เมื่อได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นท่านแสดงธรรมจบแล้ว หลวงปู่หลวงก็ได้คลายหายสงสัยว่า ทำไมพระนักปฏิบัติจึงไม่ต้องการแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญอีก

หลังจากได้ไปกราบนมัสการและฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร แล้ว หลวงปู่หลวงก็ได้กลับมาที่วัดศรีรัตนาราม เพื่ออยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม แต่ได้พยายามทำความเพียรในการปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลและสามารถเข้าถึงธรรมอย่างเร็วที่สุดเท่าที่สติปัญญาจำพึงมีพึงทำ โดยมีกิจวัตรข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ กลางวันก็จะไปปฏิบัติหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบในตำแหน่งเจ้าอาวาสที่วัดศรีรัตนาราม เขียนบัญชีพระเณรและเอกสารต่าง ๆ จนมือปวดมือแข็งด้านไปหมด ส่วนตอนกลางคืนก็จะกลับไปปฏิบัติธรรมเร่งความเพียรภาวนาตามลำพัง

แต่งานด้านการศึกษาเล่าเรียนก็ใช่ว่าจะทิ้งเสียทีเดียว คงหมั่นเพียรท่องจำศึกษาด้านนักธรรมควบคู่กันไปด้วยกับงานด้านการปกครองดูแลคณะสงฆ์ เรียกได้ว่าท่านคงหมั่นหาความรู้เข้าใส่ตัวอยู่เสมอ พร้อมทั้งความเพียรปฏิบัติภาวนาไปด้วย จนมีความก้าวหน้าทั้งสองด้านยิ่งขึ้นไป (จากประวัติ หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ)

รูปจำลองเหตุการณ์ องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต แสดงธรรมบนกุฏิในช่วงเวลาค่ำ
ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
(
AI โดย Admin)

2.4 หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ จากบันทึกวันวาน

2.4.1 ท่านพระอาจารย์โปรดโยมมารดา

พ.ศ.2487 ผู้เล่ามีอายุ 21 ปี ได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน วิสาขะแล้ว ท่านพระอาจารย์ปรารภจะไปจำพรรษาที่บ้านโคก (คือวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร - ภิเนษกรมณ์) พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ ได้สร้างกุฏิคอยอยู่แล้ว การเดินทางไม่มีปัญหา เพราะระยะทางใกล้กิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น ผู้เล่าโชคดี ท่านอนุญาตให้ติดตามมาด้วย

เหลือเวลาอีก 20 วันจะเข้าพรรษา ผู้เล่าได้รับข่าวร้าย มีพระมาบอกว่า มารดาเสียชีวิต จำลาท่านฯ กลับบ้านเกิด (ที่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ - ภิเนษกรมณ์) เพื่อความระลึกถึงพระคุณมารดา ไม่มีสมบัติอะไร มีแต่บริขาร ไม่ได้คิดอะไร เมื่อพบบิดาและได้ดูหลุมศพมารดาก็พอ กลับถึงบ้านพัก มีกระท่อมพอได้อยู่อาศัย กลางวันไปป่าช้า เยี่ยมหลุมฝังศพมารดา อุทิศบุญบวชให้ เพราะไม่มีวัตถุอื่นจะถวายแก่พระสงฆ์

จวนจะเข้าพรรษา ก่อนเดินทางกลับ บิดาได้มอบผ้าขาวให้ เป็นผ้าทอด้วยมือของแม่เอง แม่เสียชีวิตด้วยอาการคล้ายไข้ไทฟอยด์อย่างแรง เพียง 4 วันก็เสียชีวิต ผ้าขาวผืนนี้ ก่อนแม่เสียชีวิต 1 วัน ได้สั่งไว้ว่า

"หากเป็นอะไรไป ให้นำผ้าขาวนี้ไปถวายท่านพระอาจารย์มั่นด้วย พระลูกชายก็อยู่นั่น"

 

ผู้เล่าได้นำผ้าขาวนั้นไปถวายท่านพระอาจารย์ ทำผ้าอาบน้ำฝนได้ 2 ผืน ท่านฯ สงเคราะห์รับผืนหนึ่ง สงเคราะห์ผู้เล่าผืนหนึ่ง ผู้เล่าเป็นผู้ตัดเย็บย้อมเสร็จ

วันอธิษฐานพรรษาผ่านไปประมาณ 10 วันเห็นจะได้ ผู้เล่านอนพักกลางวัน ฝันเห็นมารดา มาปรากฏเต็มร่าง แต่ดูท่านยังสาว บอกว่า

"ลูกเอย แม่ได้เสียชีวิตไปจากเจ้าแล้ว จะไม่ได้พบกันอีกชาตินี้ ชาติหน้าพบกันใหม่"

ดูท่านเป็นสาวสวยมีเสื้อผ้าอาภรณ์หลากสี  ในฝันนั้น คิดว่าแม่เราน่ารัก อยากเป็นเด็กดูดนมอีก คิดแค่นั้น ก็ตื่นขึ้น ทั้งสะอื้นทั้งน้ำตาทั่งเทออกมา ได้ยินถึงพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต (ปัจจุบันท่านอยู่ที่วัดสิริกมลาวาส ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ) ท่านเลยมาถาม ก็บอกไปตามเรื่อง พอได้เวลาไปทำข้อวัตร ก็ล้างหน้าอดกลั้น เหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น

วันที่สอง ไม่ฝันแต่ร้องไห้เหมือนเดิม โธ่เอ๋ย...ความรักของแม่กับลูกนี้ เป็นความโศกที่เต็มไปด้วยความคิดถึง ผสมความสดชื่น จากเมตตากรุณาของพระคุณแม่ พอได้เวลาไปทำข้อวัตร

ท่านพระอาจารย์ถามว่า "ทองคำ ร้องไห้คิดถึงแม่หรือ"

เท่านั้นละปีติซาบซ่านไปทั้งตัว

ท่านว่า "ไม่มีอะไรตายดอก ธาตุสี่เขาแยกกัน เขาอยู่ด้วยกันมานานแล้ว จิตก็ไม่ตาย แม่คุณเลื่อมใส รับศีลและสรณคมน์จากครูบาอาจารย์เสาร์ เขาไปสู่สุคติแล้ว"

สาธุ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกได้จริงๆ

เลยสิ้นความสงสัยมาแต่วันนั้น และความโศกก็หายไปตั้งแต่วันนั้น

2.4.2 อานุภาพแห่งฌาน

วันหนึ่งฝนตกฟ้าผ่าต้นพลวงใหญ่ (ไม้กุง) ย่ำลงมาตั้งแต่ยอดตลอดรากแก้ว ราบเรียบไปเลย ต้นพลวงใหญ่นั้นอยู่ใกล้ๆ ศาลา แต่ฝนซาบ้างแล้ว ขณะนั้นสามเณรจันดัยกำลังถือกาน้ำร้อนจะไปกุฏิท่านพระอาจารย์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร ไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้สึกว่าฟ้าผ่า ผู้เล่าเตรียมลงจากกุฏิไปเห็นเข้า จึงรู้ว่าฟ้าผ่า พระเณรในวัดประมาณ 10 รูป ไม่มีใครได้ยินเสียง ส่วนท่านพระอาจารย์กำลังทำสมาธิ ท่านก็บอกว่าไม่ได้ยินเสียง

เมื่อพระทยอยกันขึ้นไป ท่านฯ ได้ถามก่อนว่า "เห็นฟ้าผ่าไม้กุงไหม"

พระที่อยู่ทางอื่นก็ไม่เห็น ส่วนผู้เล่า พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ และพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต ได้เห็น

ท่านบอกว่า "ผ่าขณะสามเณรจันดัยเดินมาถึงพอดี"

แต่สามเณรบอกว่า ได้เห็นแต่ไม่ได้ยิน

ผู้เล่าคิดว่าด้วยอานุภาพแห่งฌานของท่าน เพราะช่วงนั้นท่านกำลังเข้าฌานอยู่ พวกเราจึงไม่ได้ยินแต่ชาวบ้านอยู่ในทุ่งนาห่างไกลออกไป กลับต้องหมอบราบติดดิน เพราะกลัวเสียงซึ่งดังมาก เขาเล่ากันว่า ราวกับผ่าอยู่ใกล้ๆ ทีเดียว

(หมายเหตุ-เรื่องนี้เมื่อเทียบเคียงจากประวัติในส่วนอื่นๆ ตลอดจนบุคคลผู้ร่วมเหตุการณ์ เข้าใจว่าน่าจะเกิดที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ประมาณ พ.ศ.2487 -ภิเนษกรมณ์)

3. ข้อวัตรปฏิบัติและโอวาทธรรมสำคัญ ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก

3.1 การเทศนาประจำวัน

ท่านเน้นการบิณฑบาต ฉันมื้อเดียว และการอบรมธรรมในช่วง ณ ระเบียงกุฏิ โดยเป็นธรรมเฉพาะตัว ที่ท่านจะตักเตือนทันที เพื่อฝึกสติศิษย์จาก บันทึกอาจริยธรรม หลวงปู่หลอด ปโมทิโต ใน บูรพาจารย์ ได้กล่าวถึงข้อวัตรต่างๆ ขององค์หลวงปู่มั่น ไว้ดังนี้

"...หลวงปู่หลอด ได้ทบทวนถึงข้อวัตรปฏิบัติ ในยุคที่ได้เข้าไปรับการอบรมกับท่าน พระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านโคก ว่า "ท่านพระอาจารย์มั่น อบรมพระภิกษุสามเณร ประมาณสองทุ่ม จนถึงเที่ยงคืนทุกวัน วันไหนอาพาธ ท่านก็เว้นไป ข้อวัตรของท่าน คือ ถือธุดงควัตรฉันหนเดียว ฉันในบาตรตลอด บิณฑบาตไม่ขาด นอกจากอาพาธไปไม่ได้ จากนั้นล้างบาตรเสร็จ ไปถึงกุฏิก็เที่ยงวัน ท่านก็ไปพักผ่อนบ่ายสามโมงก็ออกมา บ่ายห้าโมงสรงน้ำ สองทุ่ม ขึ้นไปฟังเทศน์อบรมพระเณร มีหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ (ในปีนั้นท่านจำพรรษาอยู่วัดป่าบ้านนามน แต่มาฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์มั่นทุกคืน)

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งหลวงปู่กงมา เป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้กับภิกษุสามเณรที่ไปหา และเป็นผู้ดูแลจัดวาระ พระองค์ไหนควรปฏิบัติท่านพระอาจารย์ตอนเช้า บ่าย เย็น ท่านจัดวาระ บางทีท่านไม่สบายก็นวด ส่วนอาตมานั้นท่าน พระอาจารย์มั่นบอกว่า อาตมานี้ รูปธรรม นามธรรม คือไปนวดท่าน ท่านไม่สบายบอกว่า มืออาตมาร้อนเกินไป ให้องค์อื่นมานวด ให้ไปทำความสะอาดทางอื่น ทางด้านนอก ปัดกวาด เช็ดถู ทำความสะอาดศาลาเพื่อนำบาตรมาวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปฏิบัติอยู่อย่างนั้นในช่วงที่ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักอยู่วัดป่าบ้านโคก ในปี พ.ศ. 2487 นั้น..." (จาก บูรพาจารย์)

จากบันทึกประวัติ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม ได้กล่าวถึงการเทศน์สอน เพื่อให้เกิดความฮึกเหิมในธรรมขององค์หลวงปู่มั่น ไว้ดังนี้

ครั้งหนึ่ง ท่านได้ฟังท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ว่า

"พระของเรานี้ไม่มีความอดทน มันไม่ใช่บุรุษ"

หลวงปู่ได้ฟังแล้วจึงเกิดความมุ่งมั่นในการทำความเพียร ท่านคิดว่า "เราก็เป็นบุรุษ เป็นชายเต็มตัว วันนี้เราจะไม่นอน" จากนั้นก็นั่งสมาธิ ปรากฏว่าคืนนั้นจิตรวมถึง 3 ครั้ง เมื่อจิตถอนออกมาเป็นเวลาใกล้รุ่งเช้าแล้ว

หลวงปู่เล่าว่า ท่านพระอาจารย์มั่นญาณความรู้แจ่มชัดมาก พระเณรรูปไหนไม่สวดมนต์ไหว้พระ ไม่ขยันภาวนาท่านทราบหมด แม้ท่านจะอยู่ที่กุฏิ โรงครัว โรงน้ำร้อน เก็บสิ่งของเรียบร้อยหรือไม่ ท่านก็รู้หมดเช่นกัน หากสิ่งใดไม่ถูกต้องแล้ว ท่านจะกล่าวตักเตือน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเหตุให้หลวงปู่เกรงกลัวท่านพระอาจารย์มั่นมาก ต้องคอยระมัดระวังทั้งกายทั้งจิต ท่านจึงไม่เคยถูกท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ดุเอาหนักๆ หลวงปู่ว่า แค่ท่านส่งสายตามา เหมือนกับมีดเฉือนเข้าไปข้างใน

พอท่านถามว่า "เป็นอย่างไรนั่งภาวนา" แค่นี้มันบาดหัวใจอย่างที่สุด

ท่านพระอาจารย์มั่นเคยเทศน์ให้พระเณร รวมทั้งหลวงปู่ฟังว่า

"เป็นอย่างไรภาวนา มีแต่กินแล้วนอน ไม่อดทน ตอนเราอยู่ถ้ำสาริกา นครนายก ป่วยเป็นไข้ป่าเกือบมรณภาพ ฉันเข้าไปแล้วไม่ย่อย ออกมาเป็นเมล็ดเหมือนเดิม พระอื่นที่เคยไปอยู่ก่อนล้วนมรณภาพหมดทุกองค์ และยังมีนิมิตปีศาจถือกระบองใหญ่จะมาทุบตี เราจึงว่า เรามาเจริญสมณธรรม จะมาฆ่าก็ฆ่าเลย สุดท้ายปีศาจนั้นก็ยอมเข้ามากราบไหว้ เราทำมาไม่ใช่ทำเล่น ๆ ทำมาสละความตาย พวกท่านทำอย่างนี้กินแล้วก็นอน มันได้ผลอะไร ทำเล่น ๆ ไปเท่านั้น เสียเวลาเปล่า ๆ"

ความที่หลวงปู่กลัวพระอาจารย์มั่น จิตจึงมีกำลังใจในการภาวนา ทำให้การภาวนาก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ ฟังเทศน์ท่านเริ่มเข้าใจ หลวงปู่กล่าวว่า

"ถ้าเป็นเหมือนอย่างทุกวันนี้ท่านเทศน์อย่างไรจะเข้าใจหมด ยิ่งให้ท่านดุด่ายิ่งชอบ เกิดความแจ้งสว่างขึ้นมา เอาฆ้อนแปดปอนด์มาทุบหัวกิเลสลงไป ถ้ามันมีเหตุอะไร ก็พิจารณาดูว่ามันมาจากไหน ไม่สำรวมในศีล หรือเราพูดมากไป พิจารณาดูเหตุมัน มันก็หยุดไปเอง เดี๋ยวนี้มันไม่ดื้อแล้ว แต่ก่อนมันดื้อด้านไม่ฟังเรา จะมานั่งสมาธิ มันก็บอกว่าเดี๋ยวเป็นเหน็บชา เวลาเดินจงกรม มันก็กระซิบว่า เดินเร็วไม่ได้เดี๋ยวเสียเส้นเป็นเหน็บชา เดินไม่ได้ เดี๋ยวสึกออกไปไม่มีใครแต่งงานด้วย เวลานั่งสมาธิมันก็ว่า นี่ไม่ใช่สมัยบรรลุมรรคผล พอไปถามครูบาอาจารย์ ท่านบอกว่าไม่มีกาล ไม่มีเวลา เป็นอกาลิโก สมัยใดก็บรรลุธรรมได้"

หลวงปู่ปรารภให้ฟังตอนหนึ่งว่า

"พระปฏิบัติทุกวันนี้ ดูแล้วมันห่างไกลกันกับสมัยหลวงปู่มั่น พูดแล้วจะหาว่าตำหนิ มีแต่ทำเล่น ๆ สมัยครูบาอาจารย์ท่านเข้มงวดกวดขันกันจริง ๆ"

"... ตอนค่ำเวลาฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์มั่น จะขึ้นไปฟังบนกุฏิท่านเพราะพระเณรมีไม่มาก กุฏิท่านมีระเบียง ส่วนศาลาใช้ฉันภัตตาหาร และเทศน์อบรมในบางครั้ง ทั้งกุฏิและศาลาที่ท่านพระอาจารย์มั่นเคยใช้พำนัก ปัจจุบันวัดป่าวิสุทธิธรรมได้อนุรักษ์ไว้เป็นอนุสรณ์ ส่วนกุฏิที่หลวงปู่จำพรรษาสมัยนั้นได้ล้มลงเองเนื่องจากผุพังตามธรรมดา เมื่อปี พ.ศ. 2536 ที่ผ่านมา จึงได้ทำการสร้างกุฏิหลังใหม่ถวาย ณ บริเวณที่เป็นกุฏิเก่า สมัยที่หลวงปู่จำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งก็คือกุฏิที่ได้ทำการฉลองนี้ ..."(ประวัติหลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม)

แสดงกระทู้ - ประวัติและปฏิปทา
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้บันทึกถึงบรรยากาศในยุคบ้านโคกนามน
ที่องค์หลวงปู่มั่น เกี่ยวข้องกับฆราวาสน้อย ทำให้ท่านสอนพระเณรได้มีประสิทธิภาพ
(รูปจาก
Online)

3.2 การสั่งสอนโดยเฉพาะและที่เกี่ยวกับภพภูมิ

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้กล่าวถึงบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการสั่งสอนธรรมขององค์หลวงปู่มั่นทำให้การสั่งสอนพระเณรมีประสิทธิภาพ และเปรียบเทียบบรรยากาศความสงบกับภพภูมิ ไว้ดังนี้

"... ออกพรรษาแล้วท่านยังพักบำเพ็ญวิหารธรรมอยู่ที่นั้นเป็นเวลานาน พรรษาต่อมาจึงมาจำพรรษาที่บ้านโคกอีก แต่มิได้จำสำนักเดิมที่เคยจำมาแล้ว สำนักใหม่แห่งนี้ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ สร้างถวาย ท่านมาจำพรรษาที่สำนักป่าแห่งนี้ด้วยความผาสุกทั้งทางกายและทางใจ การประชุมอบรมพระเณรย่อมดำเนินไปตามที่เคยปฏิบัติมา

สรุปความในตอนนี้ท่านมาพักอยู่แถบบ้านห้วยแคน บ้านนาสีนวน บ้านโคก บ้านนามน ตำบลตองโขบ เขตอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 3 พรรษาติด ๆ กัน ในระยะที่พักอยู่แถบนี้ทั้งในและนอกพรรษา การติดต่อสั่งสอนพวกเทพฯ และชาวมนุษย์ท่านว่าท่านดำเนินไปโดยสม่ำเสมอ เฉพาะพวกเทพไม่ค่อยมีมากและไม่มาบ่อยนักเหมือนอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้คงเกี่ยวกับสถานที่มีความเงียบสงัดต่างกัน จะมีบ้างก็หน้าเทศกาลโดยมาก เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา กลางพรรษา และวันปวารณาออกพรรษาเท่านั้น วันนอกนั้นไม่ค่อยมีพวกเทพฯ มาเกี่ยวข้องเหมือนเวลาท่านพักอยู่ที่เชียงใหม่ ในพรรษาพระเณรไม่มีมากเพราะเสนาสนะมีจำกัด พอดีกับพระเณรที่อาศัยอยู่กับท่านโดยเฉพาะเท่านั้น

ส่วนพระเณรจากทิศต่าง ๆ ที่ไปรับการอบรมกับท่านตอนนอกพรรษานั้นมีไม่ขาด เข้า ๆ ออก ๆ สับเปลี่ยนกันเสมอมา ท่านอุตส่าห์เมตตาสั่งสอนด้วยความเอ็นดูสงสารอย่างสม่ำเสมอ

ไปอยู่หนองผือ ไปอยู่บ้านโคกนามน มีแต่ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วทั้งนั้น เพราะไม่มีประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ฟังนี้โถ ถึงใจ ๆ เราจึงได้เคยพูดออกมาเลย …" (จาก https://luangta.com/thamma-luangta/result/detail?id=4460)

3.3 ความพอดี

จากบันทึกประวัติองค์หลวงปู่มั่น โดยหลวงพ่อวิริยังค์ ได้บันทึกไว้ ดังนี้

... มีข้อหนึ่งที่ผู้เขียนฟังแล้วใส่ใจอยู่ตลอดคือ พระอาจารย์ท่านพูดว่า "อย่าทำให้โลดโผน หรือดังเกินไป อย่าทำให้คนขาดความเลื่อมใส เพราะไม่มีเสียง สิ่งที่จะมั่นคง คือ เป็นไปพอดี ๆ แต่หนักแน่น" (ประวัติหลวงปู่มั่น โดย หลวงพ่อวิริยังค์)

4. เสนาสนะป่าบ้านโคกในปัจจุบัน


กุฏิองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก วัดป่าวิสุทธิธรรม ในปัจจุบัน
(รูปโดย
Admin พ.ศ. 2548)

ศาลาโรงธรรมองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ณ เสนาสนะป่าบ้านโคก วัดป่าวิสุทธิธรรม ในปัจจุบัน
(รูปโดย
Admin พ.ศ. 2548)

          ภายหลังหลวงปู่มั่น ได้ไปจำพรรษาแห่งอื่นแล้ว พระอาจารย์กงมา ได้พบกับสถานที่ใกล้เคียงซึ่งปัจจุบัน คือ วัดดอยธรรมเจดีย์ ซึ่งท่านได้ไปวางรากฐานไว้มั่นคงจนถึงปัจจุบัน สำหรับเสนาสนะป่าบ้านโคก ได้รับการก่อตั้งให้เป็นศาสนสถานถูกต้องตามกฎหมายในชื่อ วัดป่าวิสุทธิธรรม ได้อนุรักษ์เสนาสนะขององค์หลวงปู่มั่น ได้แก่ ศาลาโรงธรรม และกุฏิ ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น

อ้างอิง

ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547

พระราชธรรมเจติยาจารย์ (วิริยังค์ สิรินฺธโร), ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร (ฉบับสมบูรณ์), สถาบันพลังจิตตานุภาพ : กรุงเทพฯ, 2541.

ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์ ประวัติหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน โดย คณะศิษยานุศิษย์ พ.ศ. 2554

ประวัติ หลวงปู่หลอด ปโมทิโต จาก บูรพาจารย์ พ.ศ. 2549

กัลยาณวิสุทธิ์ ประวัติ หลวงปู่อุ่น กลฺยาณธมฺโม Online เว็บไซต์ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21469

ประวัติ หลวงปู่แว่น ธนปาโล Online เว็บไซต์ลานธรรมจักร  http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24679

ประวัติ หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ Online เว็บไซต์ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=27238

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าข้าริ้วห่อทอง โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2547

แสดงความเห็น  >>คลิ๊กที่นี่<<

< ตอนก่อนหน้า : ตอนต่อไป >