ธรรมวิเวก ณ ถ้ำผาบิ้ง
วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย
ตามรอยธรรมหลวงปู่มั่น ตอนที่ 9
รูปจำลองเมื่อครั้งองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาวิเวกปฏิบัติธรรม
ที่ถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย ในขณะนั้นยังคงเป็นป่า ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ
(รูป AI ป้อนคำสั่งโดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
ในช่วงปี พ.ศ. 2454 องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ไปจำพรรษาที่พม่า เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้เดินทางกลับประเทศไทย ไปส่งสหธรรมิกผู้ร่วมจำพรรษาที่พม่าด้วยกัน ซึ่งต่อมาคือ พระธรรมปาโมกข์ (บุญมั่น มนฺตาสโย) ที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ภูเขาบริเวณวัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย
(รูป โดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
องค์หลวงปู่มั่น ท่านได้เดินทางโดดเดี่ยวเพียงรูปเดียว มาปฏิบัติธรรมและจำพรรษา ที่ ถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งเป็นเป็นสถานที่ที่องค์หลวงปู่มั่นค้นพบและจำพรรษาเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อท่านเริ่มรับศิษยานุศิษย์แล้ว ท่านได้ปลีกตัวมาจำพรรษาที่ถ้ำผาบิ้งอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2461 ในภายหลัง ถ้ำผาบิ้งแห่งนี้มีศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เข้ามาดูแลและได้พัฒนาเป็นปูชนียสถานที่มั่นคงถาวรจนถึงปัจจุบันโดยยกสถานะเป็นวัดในพระพุทธศาสนา คือ วัดถ้ำผาบิ้งอ.วังสะพุง จ.เลย

วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย ในปัจจุบัน
(รูป โดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
โดยเหตุการณ์ตามบันทึก ดังนี้
1. การจำพรรษาถ้ำผาบิ้ง ครั้งแรก ภายหลังกลับจากพม่า
จากบันทึกประวัติองค์หลวงปู่มั่นฯ โดย หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้กล่าวถึงการจำพรรษา ณ ถ้ำผาบิ้ง ที่อยู่ในช่วงต่อจากการจาริกประเทศพม่าและลาว และก่อนที่จะไปบำเพ็ญยังถ้ำสาริกา จ.นครนายก พร้อมทั้งบรรยากาศพื้นที่ในจังหวัดเลย ไว้ดังนี้
"ท่านว่าก่อนท่านจะขึ้นไปบำเพ็ญอยู่ที่ถ้ำสาริกาเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก ท่านเที่ยวจาริกไปทางประเทศพม่าก่อน แล้วกลับมาผ่านจังหวัดเชียงใหม่ ลงไปทางหลวงพระบาง ประเทศลาว บำเพ็ญสมณธรรมอยู่แถบนั้นนานพอสมควร แล้วไปจังหวัดเลย และจำพรรษาที่บ้านโคก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับถ้ำผาปู่ในเขตจังหวัดเลย 1 พรรษา และไปจำพรรษาที่ถ้ำผาบิ้ง 1 พรรษาในเขตจังหวัดเดียวกัน ที่ที่ท่านจำพรรษาเหล่านี้มีแต่ป่าแต่เขา และเต็มไปด้วยสัตว์ชนิดต่างๆ เพราะหมู่บ้านและผู้คนมีน้อยในสมัยนั้น เดินทางไปตั้งวันก็ไม่เจอหมู่บ้าน ถ้าเกิดไปหลงทางเข้าต้องแย่และนอนกลางป่า ซึ่งเป็นที่ชุกชุมของสัตว์นานาชนิด มีเสือ เป็นต้น" (ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ 2547 หน้า 72)
จากบันทึกประวัติองค์หลวงปู่มั่น โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้กล่าวว่า องค์หลวงปู่มั่น ได้เดินทางมาเพียงรูปเดียว เพื่อแสวงหาความวิเวก แต่ยังไม่ได้รับผลการปฏิบัติในทางปัญญามากนัก โดยท่านระมัดระวังไม่ให้ชาวบ้านแถวนั้นเห็นท่านเป็นพระผู้วิเศษอยู่ในถ้ำ ท่านได้ปฏิบัติตนให้เป็นปกติ เพื่อไม่ให้ญาติโยมในพื้นที่ได้มารบกวนท่านมากนัก ภายหลังจากที่ท่านปฏิบัติธรรมที่ถ้ำผาบิ้งพอสมควรแล้ว ท่านก็ได้กลับไปวัดเลียบ จ.อุบลราชธานี
"ในครั้งแรกของการมาที่ถ้ำนี้ หลังจากตรากตรำมาจากประเทศพม่าแล้ว ก็รู้สึกว่าได้รับความสงบมากพอสมควร การอยู่ที่ถ้ำผาบิ้งแต่องค์เดียว จึงเป็นการทำความเพียรที่ได้ผลมาก แต่ก็ยังไม่ได้ปัญญา หรือเป็นที่แน่ใจอย่างไรเลย เพราะท่านอาจารย์มั่น ฯ ท่านเป็นผู้ที่รักความจริง สิ่งปลอมแปลงหรือสิ่งหลอกลวงท่านไม่ชอบ"
"แม้ท่านจะมาอยู่ที่ถ้ำผาบิ้งนี้นาน แต่ท่านก็พยายามหลบหลีกผู้คนที่จะมาเห็นตัวท่านว่าวิเศษ...ท่านเล่าว่า"
"เรายังต้องเอาร่มจีนกางแล้วเอาผ้ามุ้งมาย้อมกลัก ทำอย่างนี้ต้องการจะไม่ให้เขามาหาของขลัง เพราะเขาจะได้เข้าใจว่า เราไม่ใช่พระธุดงค์"
"ณ ที่ถ้ำผาบิ้งนี้ท่านบอกว่า ยังไม่สามารถจะแก้ความสงสัยของการปฏิบัติได้ แม้ว่าจะคิดการดำเนินการปฏิบัติอย่างทุรกันดารแสนที่จะตรากตรำแล้ว สงบก็ถึงที่สุดแล้ว วิเวกก็ถึงที่สุดแล้ว นั่งสมาธิก็ถึงที่สุดแล้ว เขาป่าก็ถึงที่สุดแล้ว เขาถ้ำไหนที่ใดก็ถึงที่สุดแล้ว ในที่สุดท่านก็เดินทางกลับมายังวัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานีอีก เพื่อมาพบกับท่านอาจารย์เสาร์ จากนั้นเมื่อท่านพักอยู่ที่วัดเลียบ ท่านก็พยายามทำความเพียรอย่างเต็มกำลัง เพราะวัดเลียบในสมัยนั้นสงบสงัด ไม่พลุกพล่านเหมือนในปัจจุบันนี้" ( ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ 2541 หน้าที่ 146-148)
ภายในถ้ำผาบิ้ง วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย
(รูป โดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
2. จำพรรษาถ้ำผาบิ้ง ปี 2461
เมื่อท่านเริ่มรับศิษยานุศิษย์เพื่อสอนธรรมปฏิบัติแล้ว ท่านได้ปลีกตัวเพียงรูปเดียว มาจำพรรษาที่ถ้ำผาบิ้งอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2461 ในพรรษานี้ท่านได้ทบทวนผลของการสอน
"เมื่อได้ใคร่ครวญทั้งความนึกคิดอันเป็นภายนอก และพิจารณาตามญาณอันเป็นภายใน ท่านก็พอใจในผลงานเหล่านั้นว่าเป็นประโยชน์มาก สมควรที่จะยอมเสียสละในการแนะนำสั่งสอนพุทธบริษัทต่อไป" (ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ 2541 หน้าที่ 193)
ประการสำคัญ ท่านได้พิจารณาว่า เหตุใดเป็นข้อติดขัดสำหรับผู้ออกปฏิบัติ เพราะติดอยู่ในโลกียฌานหรือตามวิปัสสนูปกิเลส และต้องถือพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ
"...ในปีนั้นท่านได้พิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ อันที่จักนำไปเพื่อความเจริญในการปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่แน่นอนแก่บรรดาศิษย์ทั้งหลาย พร้อมกันนั้นท่านได้ทำตัวของท่านให้เป็นตัวอย่างอีกด้วย ทั้งการที่แก้ไขความประพฤติเพื่อให้เป็นการเหมาะสมจากมารยาทที่ต่ำไปหาที่สูง อันนี้ก็ต้องทดสอบในธรรมวินัยให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องด้วย..."
"...เช่นกับตัวของเรานั้นเอง ได้อุตส่าห์เที่ยวไปแสวงหาอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิกระทั่งทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ แต่ครั้นจะมารู้จริงได้ก็คือการมาศึกษาปฏิบัติเอาโดยตนเอง ตามแนวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง แต่ว่าเท่าที่เราเองได้เข้าใจนั้นก็เพราะเราไปเห็นความจริงเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความจริงก็อยู่ใกล้นิดเดียว แต่ว่าการรู้ปฏิบัติเพื่อความรู้จริงนี้มันเป็นสิ่งที่แปลก เพราะเห็นว่าการทำจิตเป็นนามธรรม เมื่อเกิดความอัศจรรย์หรือความสบาย ก็ไปเข้าใจเสียว่าดีเสียแล้ว จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถจะรู้ยิ่งขึ้นได้ จึงไม่ควรตำหนิผู้ที่เขาพากันทำสมาธิแล้วหลงใหลไปตามโลกียฌานหรือตามวิปัสสนูปกิเลส เพราะเขาเหล่านั้นก็ได้รับความสงบความเย็นใจซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แต่ที่ควรตำหนิก็เพราะว่า เขาไม่พยายามหาโลกุตรธรรมนั่น แม้แต่เราในเบื้องแรก เราก็ได้พบโลกียฌาน ฌานมากมาย ซึ่งมันก็ทำให้เราต้องหลงใหลมันไปพักใหญ่ แต่เราพยายามที่จะแสวงหาให้ยิ่งขึ้น เราจึงไม่ติดอยู่เพียงแค่นั้น"
"...อันที่จริงฌานชั้นสูงนั้น ก็เป็นเบื้องต้นแห่งการดำเนินไปสู่ความหมดจิตจากกิเลส แต่เพราะความที่ดาบสนั้นไม่เข้าใจวิธีแห่งการอันจะพึงทำจิตเข้าลู่อริยสัจเท่านั้น ข้อนี้เป็นประการสำคัญนัก เพราะการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็เพราะเหตุนี้คือ อริยสัจจ์นี้ แต่ท่านได้พิจารณาคือไปอีกว่า การบำเพ็ญจิตต้องอาศัยปัญญาจึงจะรู้ถูกผิด และมิใช่จะเอาแต่ทำจิตอย่างเดียว ต้องมีสิ่งแวดล้อมภายนอกอีก อาทิเช่นธรรมวินัยทั้งอย่างหนักและอย่างเบา แม้ว่าจะพยายามทำจิตสักเท่าใดก็ตาม ถ้าประพฤติผิดพระวินัยน้อยใหญ่แล้วจะทำจึงย่อมไม่บังเกิดผล..."
โดยหลวงปู่มั่น ให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของศีล ทั้งอย่างหยาบและละเอียด โดยท่านได้กล่าวไว้เสมอว่า "ท่อนไม้ยางใหญ่ๆ มันเข้าตาคนไม่ได้หรอก ผงธุลีเล็กๆ ต่างหากมันเข้าตาคน" (ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ 2541 หน้าที่ 192-198)
นอกจากนั้น หลวงปู่มั่น ท่านยังได้พิจารณาความรู้ในธรรมของท่านอยู่ในระดับ "ปฏิสัมภิทานุสาสน์" ความว่า
"...ในราตรีหนึ่งระหว่างกาลเข้าพรรษา ขณะที่กำลังบำเพ็ญสมณธรรมอยู่เกิดความสงบเยือกเย็นมาก จนเกิดแสงสว่างพุ่งไปสู่พระอภิธรรมทั้ง 7 พระคัมภีร์ขึ้นมาแล้วได้กำหนดพิจารณาแยบคายค้นคว้าสามารถรู้ได้ทั้งอรรถและทั้งแปล อย่างคล่องแคล่ว ได้พิจารณาอย่างละเอียดตลอดคืนยันรุ่ง พอรุ่งเช้าออกจากสมาธิแล้ว ความรู้เหล่านั้นปรากฏว่าลบเลือนไปเสียเป็นส่วนมาก ยังจำได้เฉพาะที่สำคัญ พอรู้ความหมายเฉพาะเรื่องหนึ่งๆ เท่านั้น ท่านได้พิจารณาวาสนาบารมีของท่าน แล้วคำนึงถึงว่าเมื่อแจ่มแจ้งแล้วทำไมจึงลบเลือนไปเสีย ท่านได้ทราบในญาณของท่านว่า "ปฏิสัมภิทานุสาสน์ " ความรู้ที่จะพึงแตกฉานในพระธรรมวินัยนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะได้มีความแตกฉานเป็นปฏิสัมภิทาญาณก็หามิได้..." (ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ 2541 หน้าที่ 198)

พระพุทธรูปบริเวณหน้าถ้ำผาบิ้ง
วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย
(รูป โดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
3. ถ้ำผาบิ้งสถานที่อันเป็นมงคล
จากบันทึกของ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ได้กล่าวถึงความสำคัญของถ้ำผาบิ้ง ที่ครูบาอาจารย์ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ได้เคยมาจำพรรษา และเปิดเผยถึงความสำคัญของถ้ำผาบิ้งไว้ว่า เป็นที่มรณภาพของ พระอุบาลีเถระ พระอรหันตเจ้า ผู้วิสัชนาพระวินัยปิฎก เมื่อครั้งปฐมสังคายนา
"... ระหว่างที่ท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านทั้ง 2 เคยมาจำพรรษาถ้ำนี้ เฉพาะองค์....เห็นปาฏิหาริย์ของถ้ำนี้หลายอย่าง ตามที่เล่าให้อันเตวาสิกสานุศิษย์ทั่ว ว่าพระอุบาลีเถระท่านผู้ทรงพระวินัยปิฎกมานิพพาน ณ ที่นี้ ... " (เจดีย์พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร, 2547 หน้าที่ 159)
เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร
ณ วัดถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย
(รูป โดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น
อ้างอิง
1) ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547
2) ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ พ.ศ. 2541
3) หนังสือที่ระลึก เจดีย์พิพิธภัณฑ์ หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร พ.ศ. 2547
แสดงความเห็น >>คลิ๊กที่นี่<<