ธรรมะอัศจรรย์ ณ ถ้ำสาริกา
วัดถ้ำสาริกา อ.เมือง จ.นครนายก
ตามรอยธรรมองค์หลวงปู่มั่น ตอนที่ 12
รูปจำลองขณะองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จะขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนเขาถ้ำสาริกา
ชาวบ้านที่พบท่านได้ขอร้องให้ท่านอย่าขึ้นไปพักบนนั้น เพราะมีพระขึ้นไปอยู่แล้วมรณภาพถึง 6 รูป
ด้วยความมุ่งมั่นไม่เกรงกลัวต่อความตาย ท่านเห็นใจในความเป็นห่วงของชาวบ้าน
แต่ท่านเด็ดเดี่ยวที่จะขึ้นไปบำเพ็ญเพียรตามความปรารถนา
(รูป AI ป้อนข้อมูลโดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
ภายหลังจากปี พ.ศ. 2454 ที่องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จาริกกลับจากพม่า แล้วจำพรรษาที่ถ้ำผาบิ้ง จ.เลย ออกพรรษาแล้ว ได้กลับมาที่วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี และพำนักร่วมกับองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์ของท่านอีกครั้ง

ด้านหน้าวัดถ้ำสาริกา อ.เมือง จ.นครนายก ในปัจจุบัน
(รูปโดย Admin)
ประมาณปี พ.ศ. 2455 ท่านได้จาริกเพียงรูปเดียวมาบำเพ็ญทางภาคกลางอีกครั้ง โดยผ่านมาทาง ถ้ำไผ่ขวาง เขาพระงาม จ.ลพบุรี และเดินทางมาสิ้นสุดอยู่ที่ ถ้ำสาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เบื้องต้นชาวบ้านได้ทัดทานไม่อยากให้ท่านมาพักที่ถ้ำสาริกา เนื่องจากเคยมีพระมาพักแล้วมรณภาพติดต่อกันหลายรูป ด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่หวั่นเกรงต่อความตาย ท่านได้ตัดสินใจที่จะพักบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำสาริกา ต่อมาท่านได้พิจารณาพบว่าพระที่มรณภาพก่อนหน้านี้ประพฤติตนไม่เหมาะสม โดยกล่าวกันว่าท่านได้รับ "ธรรมะอัศจรรย์" ณ ถ้ำสาริกา แห่งนี้ จนเป็นเหตุให้ท่านเริ่มที่จะออกเผยแผ่ธรรมะรับศิษยานุศิษย์ต่อไป

ถ้ำสาริกาในตำแหน่งที่กล่าวกันว่า องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตได้มานั่งบำเพ็ญเพียร
ปัจจุบันอยู่ในวัดถ้ำสาริกา อ.เมือง จ.นครนายก ในปัจจุบัน
(รูปโดย Admin)
โดยมีลำดับเหตุการณ์ตามบันทึก ดังนี้
1) ชาวบ้านเกรงกลัว เนื่องจากมีพระเคยมาพักที่ถ้ำสาริกาแล้วมรณภาพหลายรูป
เมื่อท่านได้เดินทางมาถึงบริเวณหมู่บ้านใกล้กับถ้ำสาริกา ท่านได้ถามชาวบ้านในบริเวณนั้น ถึงถ้ำที่เหมาะสมกับการพักในบริเวณป่าเขาใกล้กันนั้น ชาวบ้านได้แนะนำ ถ้ำสาริกา พร้อมเล่าว่า ก่อนหน้าเคยมีพระมาพักแล้วมรณภาพติดต่อกันหลายรูป
"อย่าเข้าไปเลยหลวงพ่อ เพราะพระที่เข้าไป ในถ้ำนี้มรณภาพไปแล้วถึง 6 องค์ ขอให้อยู่กับพวกผมที่บ้านนี้เถิด อย่าเข้าไปเลย"
องค์หลวงปู่มั่นได้ยืนยันหนักแน่น "เออ โยมขอให้อาตมาเป็นองค์ที่ 7 ก็แล้วกัน" (ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ 2541 หน้าที่ 154)

รูปจำลองเหตุการณ์ขณะองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
รู้สึกถึงภาวะอาพาธถ่ายท้องอย่างหนักขณะมาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ ถ้ำสาริกา
(รูป AI ป้อนข้อมูลโดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
เมื่อท่านพักได้ 1-2 วันภายหลังจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารแล้ว จึงพบว่าท่านได้ประสบกับภาวะอาพาธถ่ายท้องอย่างหนัก ทำให้ท่านต้องบำเพ็ญเพียรสู้กับอาการอาพาธ
"… พอท่านทำความเข้าใจกับตนเองอย่างแน่ใจและมั่นใจแล้ว ก็หยุดจากฉันยาในเวลานั้นทันที และเริ่มทำสมาธิภาวนา เพื่อเป็นโอสถบำบัดบรรเทาจิตใจและธาตุขันธ์ต่อไปอย่างหนักแน่น ทอดความอาลัยเสียดายในชีวิตธาตุขันธ์ ปล่อยให้เป็นไปตามคติธรรมดา ทำหน้าที่ห้ำหั่นจิตดวงไม่เคยตาย แต่มีความตายประจำนิสัยลงไปอย่างเต็มกำลังสติปัญญาศรัทธาความเพียรที่เคยอบรมมา โดยมิได้สนใจคำนึงต่อโรคที่กำลังกำเริบอยู่ภายใน ว่าจะหายหรือจะตายไปขณะใดในเวลานั้น หยั่งสติปัญญาลงในทุกขเวทนา แยกแยะส่วนต่าง ๆ ของธาตุขันธ์ออกพิจารณาด้วยปัญญาไม่ลดละ คือ ยกทั้งส่วนรูปกาย ทั้งส่วนเวทนา คือ ทุกข์ภายใน ทั้งส่วนสัญญา ที่หมายกายส่วนต่าง ๆ ว่าเป็นทุกข์ ทั้งส่วนสังขารตัวปรุงแต่งว่าส่วนนี้เป็นทุกข์ ส่วนนั้นเป็นทุกข์ ขึ้นสู่เป้าหมายแห่งการพิจารณาของสติปัญญาผู้ดำเนินงาน …"

รูปจำลองเหตุการณ์ขณะองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เมื่อท่านรู้สึกถึงภาวะอาพาธถ่ายท้องอย่างหนัก
ท่านได้มาบำเพ็ญเพียรที่หน้าผาอย่างเด็ดเดี่ยว หากจะถึงแก่มรณภาพ ก็ให้ตกเหวไป
ไม่ต้องให้ชาวบ้านเป็นกังวล บริเวณดังกล่าวคาดว่า คือตำแหน่งถ้ำสาริกาในปัจจุบัน
ที่ในอดีตข้างหน้าถ้ำจะเป็นเหว ในปัจจุบันมีการสร้างอาคารคลุมต่อออกมาด้านหน้า
จึงไม่เห็นสภาพความเป็นเหวแล้วในทุกวันนี้
(รูป AI ป้อนข้อมูลโดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
"… ทำการขุดค้นคลี่คลายอย่างไม่หยุดยั้ง แต่เวลาพลบค่ำถึงเที่ยงคืน (24.00 น.) จึงลงเอยกันได้ จิตมีกำลังขึ้นมาอย่างประจักษ์ สามารถคลี่คลายธาตุขันธ์จนรู้แจ้งตลอดทั่วถึงทุกขเวทนาที่กำลังกำเริบขึ้นอย่างเต็มที่จากโรคในท้อง โรคก็ระงับดับลงอย่างสนิท จิตรวมลงถึงที่ในขณะนั้น …" (ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547 หน้า 44)

รูปจำลองเหตุการณ์ขณะองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ถูกบุรุษลึกลับทำร้าย ไล่ท่านให้ออกไปจากที่นี่
แต่สุดท้ายด้วยความมั่นคงแห่งสติของท่าน ทำให้บุรุษลึกลับนั้น
ได้แปลงกายเป็นเทพบุตรมาสนทนาธรรม และนิมนต์ให้ท่านอยู่ที่ถ้ำสาริกา ต่อไปอีกนานๆ
(รูป AI ป้อนข้อมูลโดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
2) ผจญกับบุรุษลึกลับ
ต่อจากนั้น ได้มีบุรุษลึกลับ มาในลักษณะยักษ์ตนใหญ่ เข้ามาโต้ตอบจะทำร้ายท่าน แต่ด้วยสติและธรรมะที่ท่านได้สั่งสอน ทำให้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้
"... สุดท้ายแห่งการสนทนาธรรม ท่านว่าบุรุษลึกลับมีความเคารพเลื่อมใสในธรรมเป็นอย่างยิ่งและปฏิญาณตนถึงพระไตรสรณคมน์ กล่าวอ้างท่านพระอาจารย์เป็นสรณะและเป็นองค์พยานด้วย พร้อมทั้งให้ความอารักขาแก่ท่านเป็นอย่างดี และขอนิมนต์ท่านพักอยู่ที่นี่ให้นาน ๆ ถ้าตามใจเขาแล้วไม่อยากให้ท่านจากไปสู่ที่อื่นตลอดอายุของท่าน เขาจะเป็นผู้คอยดูแลรักษาท่านทุกอิริยาบถ ไม่ให้มีอะไรมาเบียดเบียนหรือรังแกท่านได้เลย …" (ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547 หน้าที่ 49)
"... นับแต่ขณะจิตท่านสงบลงและระงับโรคจนหายสนิทไม่ปรากฏเลยประมาณเที่ยงคืน กับที่รุกขเทพมาเกี่ยวข้องและสนทนาธรรมกันจนถึงเวลาจากไป และจิตถอนขึ้นมาก็ประมาณ 04.00 นาฬิกา คือ 10 ทุ่ม โรคที่กำลังกำเริบในขณะที่นั่งทำสมาธิภาวนา พอจิตถอนขึ้นมาปรากฏว่าหายไปโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องอาศัยยาอื่นใดรักษาอีกต่อไป โรคหายได้เด็ดขาดด้วยธรรมโอสถทางภาวนาล้วน ๆ จึงเป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากสำหรับท่านในคืนวันนั้น พอจิตถอนขึ้นมาแล้ว ท่านทำความเพียรต่อไปมิได้หลับนอนตลอดรุ่ง เมื่อออกจากที่ภาวนาแล้วร่างกายก็ไม่มีการอ่อนเพลีย แต่กลับกระปรี้กระเปร่าขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย …"
"… คืนวันนั้นท่านได้เห็นความอัศจรรย์หลายอย่าง คือเห็นอานุภาพแห่งธรรมที่สามารถยังเทวดาให้หายพยศและเกิดความเลื่อมใสหนึ่ง จิตรวมสงบลงเป็นเวลาหลายชั่วโมง และเห็นความอัศจรรย์ในขณะที่จิตสงบอยู่ตัวอย่างมีความสุขหนึ่ง โรคที่เคยกำเริบอยู่เสมอจนควรเรียกได้ว่าโรคประเภทเรื้อรังได้หายไปโดยสิ้นเชิงหนึ่ง จิตได้หลักยึดเป็นที่พอใจ หายสงสัยในสิ่งที่เคยเป็นมาหลายชนิดหนึ่ง อาหารที่ฉันลงไปในตอนเช้า แต่วันหลังกลับทำการย่อยตามปกติหนึ่ง ความรู้แปลก ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนได้ปรากฏขึ้นมากมาย ทั้งประเภทถอดถอนและประเภทประดับความรู้พิเศษตามวิสัยวาสนาหนึ่ง …" (ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547 หน้าที่ 49)

รูปจำลองเหตุการณ์ขณะองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโตท่าน ได้พิจารณาเห็นว่า
ท่านเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ที่ ถ้ำสาริกา นี้มาหลายภพชาติ
ทำให้ท่านได้ปัญญาเห็นความทุกข์ในโลก
(รูป AI ป้อนข้อมูลโดย แฟนพันธุ์แท้ศิษย์หลวงปู่มั่น)
3) นิมิตเห็นเป็นสุนัข
ขณะที่บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ถ้ำสาริกา ปรากฏนิมิตว่าเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่อยู่ ท่านได้กำหนดพิจารณาจึงทราบว่า ท่านได้เกิดเป็นลูกสุนัขอยู่ในบริเวณถ้ำสาริกาในหลายภพชาติ ท่านได้พิจารณาถึงเหตุที่เป็นเช่นนี้ ซึ่งเกี่ยวพันกับความก้าวหน้าในทางปฏิบัติของท่านด้วย จนพบว่าเป็นเหตุมาจากการปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ
"ท่านจึงตัดสินใจที่จะไม่ต้องการพุทธภูมิอีกต่อไป เพราะเหตุที่มาสังเวชตนที่ตกเป็นทาสของกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดเป็นสุนัขเสียนับภพนับชาติไม่ถ้วน" (ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ 2541 หน้าที่ 155.)

ทางเดินขึ้นเขาภายใน วัดถ้ำสาริกา อ.เมือง จ.นครนายก ในปัจจุบัน
(รูปโดย Admin)
4) พิจารณาจิตพบผู้รู้ ผู้เห็น ผู้ไม่ตาย และสงสารหมู่คณะเริ่มสั่งสอนศิษยานุศิษย์
การพิจารณาธรรมที่ถ้ำสาริกาแห่งนี้ ได้ทำให้องค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มีความมั่นใจในธรรมและสงสารหมู่คณะทำให้เริ่มออกสั่งสอนศิษยานุศิษย์
"... ขณะนั้นปรากฏว่าโลกนี้เตียนราบประดุจหน้ากลองชัย เรียบเอาจริง ๆ ท่านได้ย้ำให้ข้าพเจ้าฟัง แต่การราบเรียบเหมือนหน้ากลองชัย คือการอยู่ในสภาพอันเดียวกัน ได้แก่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน แต่การปรากฏขึ้นในจิตนั้น เป็นเช่นนั้นเพราะว่าไม่มีอะไรมาข้องอยู่กับใจ ในจิตนั้นเป็นเช่นนั้น เพราะท่านพูดกับข้าพเจ้าต่อไปว่า นี้เป็นการที่ได้หนทางเป็นครั้งแรก ในใจของเราให้หายสงสัยว่า จะเป็นอะไรต่อไป แน่ชัดในใจโดยปราศจากการกังขา …"
"… ในที่นี้จึงรวมไว้ซึ่ง อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 เป็นที่รวมกำลังทั้งหมด เท่ากับเป็นการรวมกองทัพธรรมใหญ่ พร้อมที่จะขยี้ข้าศึก คือ กิเลส ให้ย่อยยับลงไป ในเมื่อการรวมกำลังนี้สมบูรณ์เต็มที่แต่ละครั้ง เพราะความที่ได้ขยี้ข้าศึกคือกิเลสนี้เอง จึงเกิดเป็นวิสุทธิ 7 ประการ ครั้นเมื่อเป็นดังนี้บริบูรณ์แล้ว คำว่าชั้นนั้นชั้นนี้ก็ไม่ต้องกล่าวถึง เพราะเหตุได้ตัดเสียแล้วซึ่งอุปาทาน" (ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ 2541 หน้าที่ 162)
"… ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าเป็นการภายในว่า ท่านได้บรรลุอนาคามีธรรมในถ้ำนั้น แต่ผู้เขียนก็เลยตัดสินใจนำมาลงเพื่อท่านผู้อ่านได้ติชมบ้าง หากเป็นการผิดพลาดประการใด ก็ขอได้ตำหนิผู้เขียนว่าเป็นผู้ไม่รอบคอบเสียเอง ท่านพักบำเพ็ญสมณธรรมด้วยความสงบเย็นใจอยู่ที่นั้นหลายเดือน ..."
"… คืนวันหนึ่ง เกิดความเมตตาสงสารหมู่คณะขึ้นมาอย่างมากมายผิดสังเกตที่เคยเป็นมา สาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เนื่องมาจากท่านทำสมาธิภาวนาเกิดความอัศจรรย์หลายอย่างที่ไม่เคยคาดฝันว่าจะเป็นได้ในชีวิต แต่ก็ได้ปรากฏขึ้นมาอย่างประจักษ์ใจติด ๆ กันทุกคืน …"
"… เฉพาะคืนที่คิดถึงหมู่คณะนั้น รู้สึกเป็นคืนที่แปลกมาก คือจิตเป็นสมาธิที่ละเอียดสุขุมมากเป็นพิเศษ ความรู้ความเห็นทั้งภายในภายนอกเป็นพิเศษ ความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นกับใจเป็นพิเศษ ถึงกับน้ำตาร่วงไหลออกมาด้วยความเห็นโทษแห่งความโง่ของตนในอดีตที่ผ่านมา ความเห็นคุณของความเพียรที่ตะเกียกตะกายมาจนได้เห็นธรรมอัศจรรย์ขึ้นจำเพาะหน้า ความเห็นคุณของพระพุทธเจ้าผู้มีพระเมตตาประสิทธิ์ประสาทธรรมไว้พอเห็นร่องรอยได้ดำเนินตาม และรู้ความสลับซับซ้อนแห่งกรรมของตนและของผู้อื่น ตลอดสัตว์ทั้งหลาย ขึ้นมาอย่างประจักษ์ ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัย ตรงตามธรรมบทว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นของตน เป็นต้น อันเป็นบทธรรมที่รวมความสำคัญของศาสนาไว้แทบทั้งมวล …"
"… เกิดความสงสารหมู่คณะที่เคยอยู่ด้วยกันมามากขึ้น อยากให้ได้รู้ได้เห็นอย่างที่ตนรู้เห็นบ้าง ความคิดสงสารนี้เลยกลายเป็นสาเหตุให้ท่านจำต้องจากถ้ำอันเป็นอุดมมงคลนี้ ไปหาหมู่คณะทางภาคอีสานอีก ทั้ง ๆ ที่อาลัยอาวรณ์ไม่อยากไป …" (ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547 หน้าที่ 67-70)
ทางเดินขึ้นเขาภายใน วัดถ้ำสาริกา อ.เมือง จ.นครนายก ในปัจจุบัน
(รูปโดย Admin)
5) พิจารณาถึงพระที่มรณภาพ 6 รูป
ขณะที่ท่านยังภาวนาพิจารณาธรรมอยู่นั้น ปรากฏว่าเวลาผ่านไปเข้าสู่วันที่ 3 ที่ท่านไม่ได้ลงไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน จนชาวบ้านสงสัยว่า ท่านจะเป็นพระรูปที่ 7 ที่มรณภาพที่ถ้ำสาริกานี้ ปรากฏว่าในเช้าวันที่ 3 นั้นเองพบองค์หลวงปู่มั่นลงจากเขาไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ยังมิได้มรณภาพตามเสียงเล่าลือ ต่อมาองค์หลวงปู่มั่นได้พิจารณาถึงสาเหตุที่พระก่อนหน้านี้มรณภาพ เนื่องมาจากประพฤติผิดพระธรรมวินัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้
... แต่ที่ไหนได้ รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 3 นั้น ก็ปรากฏเห็นโฉมหน้าของท่านอาจารย์มั่นฯ กำลังออกมาบิณฑบาตโดยปกติแล้ว ทุกคนก็บังเกิดความเลื่อมใส ต่างก็ถามท่านว่า
"ท่านอาจารย์ครับ 3 วันที่แล้วมาทำไมจึงไม่มาบิณฑบาต"
ท่านอาจารย์ได้ตอบว่า
"ก็เราได้ต่อสู้กับความโง่ของตัวเองนั่นแหละโยม เห็นจิตสงบดีจึงไม่ได้มา"
แต่ชาวบ้านก็ยังไม่แน่ใจว่า ท่านจะอยู่ไปได้ตลอดหรือไม่
หลังจากท่านบิณฑบาตกลับไปที่ถ้ำแล้วนั้น จากนั้นอาการต่าง ๆ ก็ปกติดี อาหารทุกอย่างย่อยเป็นปกติ ร่างกายของท่านสมบูรณ์
ในตอนนี้ท่านได้พักผ่อนบำเพ็ญความเพียรตามปกติ และท่านก็หวนพิจารณาถึงพระที่มรณภาพไปแล้ว 6 รูป ว่าเป็นเพราะเหตุใด ก็ได้ทราบว่า ประพฤติเป็นศีลวิบัติโดยลักษณะต่าง ๆ กัน
รูปที่ 1 ได้มาอยู่ 2 เดือน 29 วันก็มรณภาพ องค์นี้ผิดวินัยข้อที่เก็บอาหารเป็นสันนิธิ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ในโภชนวรรค สิกขาบทที่ 7 เวลาไปบิณฑบาตแล้ว มีอาหารบางสิ่งที่ไม่บูดเสียแล้วเก็บไว้ฉันในวันต่อไป
รูปที่ 2 อยู่ได้ 3 เดือนกับ 10 วัน ก็มรณภาพ ส่วนองค์ที่ 2 นี้ ได้ตัดต้นไม้ในป่าด้วยตนเอง แล้วนำมาทำร้านเพื่อเป็นที่สำหรับนั่งและนอนนอกถ้ำ เพราะว่าจะนั่งนอนกับหินและดินก็ชุ่มชื้น นี่ก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ในสิกขาบทที่ 1 แห่งภูตคามวรรค
รูปที่ 3 อยู่ได้ 4 เดือนกับ 22 วันก็มรณภาพ องค์ที่ 3 นี้ได้ขุดดิน โดยที่แถวนั้นมีมันป่ามาก ก็ขุดเอามันมาไว้และต้มฉันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สมณะไม่ควรทำ และผิดวินัยตามพุทธบัญญัติข้อ 1 ของ ภูตคามวรรค และข้อที่ 10 ของมุสาวาทวรรค
รูปที่ 4 ได้มาพักอยู่ 5 เดือนกับ 20 วัน ก็มรณภาพที่ถ้ำนี้ ชาวบ้านได้นำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี องค์นี้ได้ทำผิดวินัยที่เก็บอาหารบิณฑบาตมาได้ แล้วเอาไว้ฉันต่อไป และได้ไปเก็บผลไม้ต่าง ๆ ในป่ามาเองซึ่งเป็นการผิดวินัยข้อ 8 ของโภชนวรรคปาจิตตีย์ และข้อที่ 1 ของภูตคามวรรคปาจิตตีย์
รูปที่ 5 อยู่ได้ 6 เดือนกับ 28 วันก็มรณภาพ องค์นี้ได้ไปเก็บผลไม้จากต้นไม้ เพราะในป่านั้นก็มีผลไม้ป่าต่าง ๆ เป็นต้นว่า ไม้เต็ง ไม้พอง ผลนมวัวเป็นต้น ท่านได้ไปเก็บเองจากต้นมาฉันเอง นี่เป็นอาบัติปาจิตตีย์ข้อที่ 1 ข้อภูตคามวรรคและข้อที่ 10 ของโภชนวรรค
รูปที่ 6 อยู่ได้ 7 เดือนกับ 12 วันแล้วก็ขอให้โยมพาไปส่งที่วัดเดิมของท่านที่ขอนแก่น เมื่อกลับไปอยู่วัดเดิมได้ 1 เดือน ท่านก็มรณภาพ องค์นี้ก็เก็บอาหารต่าง ๆ ที่เป็นสันนิธิ เป็นอาบัติโดยที่ได้ทำอยู่เป็นอาจิณ แล้วตัวท่านเองก็มิได้รู้ถึงสมุฏฐานแห่งการเป็นอาบัติ จึงต้องศีลวิบัติอันเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต และการจะเดินธุดงค์และอยู่ป่านั้น ข้อสำคัญต้องรักษาขนบธรรมเนียมพร้อมด้วยพระธรรมวินัยของพุทธบัญญัติอย่างเคร่งครัด จึงจะเป็นไปเพื่อความสะดวกสบายได้
กล่าวกันว่าท่านพำนักบำเพ็ญเพียรอยู่ถ้ำสาริกาเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นท่านได้มาพำนักยังถ้ำไผ่ขวาง จ.ลพบุรี และลงมาจำพรรษา ณ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2457
ข้อมูลอ้างอิง
1) ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร โดย หลวงปู่มหาบัว ญาณสมฺปนฺโณ พ.ศ. 2547
2) ประวัติหลวงปู่มั่นฉบับสมบูรณ์ โดย หลวงพ่อวิริยังค์ ฯ พ.ศ. 2541
แสดงความเห็น >>คลิ๊กที่นี่<<