ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ร่วมเดินไปยังสถานที่ที่เกี่ยวเนื่อง กับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมเรื่องราวความสำคัญ ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาฝากตัว เป็นสานุศิษย์ถักทอสู่ "กองทัพธรรมพระกรรมฐาน" โดยเว็บมาสเตอร์ www.luangpumun.org และสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากรายการ แฟนพันธุ์แท้ 2018

เมนูหลัก ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น คลิ๊ก

ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 52
บนเส้นทางไปร่วมถวายเพลิงองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
ภาคที่ 3 บันทึกภาพประวัติศาสตร์

 

          ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีถวายเพลิงสรีรสังขารหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล คณะสงฆ์ได้ร่วมกันทำวัตรน้อมถวายคารวะแด่องค์หลวงปู่มั่น ซึ่งท่านได้ให้โอวาทให้ทุกท่านทำความเพียรไม่ให้ขาด ต่อจากนั้นท่านจึงได้เดินทางกลับจังหวัดสกลนคร โดยย้อนกลับตามทางเดิมที่ท่านมา ในโอกาสนี้ญาติโยมทาง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ได้ขอโอกาสถ่ายรูปท่านไว้ ในอิริยาบถยืนและนั่งในคราวเดียวกัน ก่อนจะเดินทางกลับไปยัง เสนาสนะป่าบ้านนามน โดยมีรายละเอียดตามลำดับ ดังนี้

รูปเหมือนบูรพาจารย์ ภายในอุโบสถเดิม วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
(รูปโดย
Admin)

3.10 เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้วคณะสงฆ์ขอทำวัตรองค์หลวงปู่มั่น

เมื่อพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ได้ผ่านไปด้วยดี เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกประการ หลังจากนั้น พระเถรานุเถระทั้งหมดก็จะมาร่วมประชุมกันเพื่อถวายสักการะแก่พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นพระผู้ใหญ่ และเป็นประธาน การถวายสักการะ คณะปฏิบัติถือว่าเป็นการทำวัตร เพราะนานแล้วไม่ได้พบกับท่านอาจารย์มั่นฯ เมื่อได้มีโอกาสมาพบเช่นนี้ จึงถือโอกาสทำวัตรท่านพร้อมกัน

จึงเป็นธรรมเนียมของพระกัมมัฏฐานสายนี้ คือเมื่อพบกับพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิเคารพนับถือแล้วจะต้องถวายสักการะ ในโอกาสที่ถวายสักการะพระเถระองค์นั้นก็จะถือโอกาสให้โอวาทเป็นทำนองตักเตือน เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมต่าง ๆ นับว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมดีมาก

แม้ขณะนี้ พระเถรานุเถระก็ได้มาทำวัตรท่านอาจารย์มั่นฯ กันอย่างพร้อมเพรียง ข้าพเจ้าได้เห็นภาพที่น่าเลื่อมใสจริง ๆ เพราะพระเถระที่มาประชุมกันนั้นส่วนมากเป็นพระผู้ใหญ่กันทั้งนั้น เป็นชั้นพระอาจารย์ ขณะนั้นผู้เขียนอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น เมื่อมาเห็นพระเถระชั้นคร่ำ ๆ และเป็นอาจารย์นักปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนดื่มด่ำในความลึกล้ำเลื่อมใสยิ่งขึ้น

ภาพเหตุการณ์ของวันนี้มันน่าจะบันทึกไว้ด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์หรือด้วยภาพนิ่ง หรือด้วยภาพวาดอย่างใดออย่างหนึ่งจริง ๆ แต่ภาพนี้ก็ปรากฏเป็นเพียงมโนภาพของผู้เขียนเท่านั้น เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงจะเป็นมโนภาพของผู้เขียนก็ยังดีอยู่ ที่ยังมีการถ่ายทอดออกมาจากใจ มาเขียนให้ผู้อ่านทั้งหลายมาช่วยกันวาดมโนภาพเอาเอง ก็อาจจะทำให้เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาได้บ้าง ผู้เขียนจึงขอบันทึกความจำนี้ลงมาเป็นหลักฐานไว้กับหนังสือฉบับนี้ เป็นคำเตือนขั้นสุดท้ายของพระอาจารย์มั่นฯ แก่บรรดาพระเถรานุเถระศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ที่มาร่วมประชุมหลังจากการพระราชทานเพลิงศพเป็นไปโดยความเรียบร้อยแล้ว และจะได้มีการอำลาจากกันไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งอาจจะได้พบกันยากนักเมื่อไม่มีเหตุ (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

รูปจำลองเหตุการณ์คณะสงฆ์ร่วมกันทำวัตรคารวะองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
หลังจากเสร็จสิ้นงานถวายเพลิงสรีรสังขารองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
ณ วัดบูรพา อ.เมือง จ.อุบลราชธานี พ.ศ.
2486
(AI ป้อนคำสั่งโดย Admin)

3.11 องค์หลวงปู่มั่นให้โอวาทต้องเพียรพิจารณา

ขณะที่ประชุมกราบลา ท่านได้เตือนว่า "ทุกรูปทุกองค์ อย่าพากันประมาทเลย จงพากันคิดว่าการมาทำศพนั้นคือการสอนตัวของเราเอง นำเอาศพเป็นสักขีพยานว่า ความตายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้"

ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านเสริมว่า

"ปัจจุบันบางคนพากันเข้าใจผิดว่า เวลาคนตาย นิมนต์พระมาสวดอภิธรรม มาติกา บังสุกุล เข้าใจผิดว่าสวดให้คนตาย บางคนก็ไปเคาะโลง บอกว่าพระสวดแล้ว นี่เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก ความจริงนั้นการสวดของพระขณะที่มีศพ ท่านต้องการให้ผู้ฟังปลงธรรมสังเวช คือเอาคนตายเป็นสักขีพยานว่านี่ยังไง ศพ จะได้นึกถึงตัวของเราว่าจะต้องตาย"

ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านได้เล่าเรื่องบุพกรรมของท่านพระยศกุลบุตร ว่าในอดีตชาติ ท่านพระยศกับสหายทั้ง 54 คน ได้พร้อมใจกันบำเพ็ญกุศลเกี่ยวกับงานศพ เมื่อมีการตายโดยไม่มีญาติ (หรือเรียกกันว่าผีไม่มีญาติ) ท่านกับสหายจะไปตามเก็บเอาศพมาทำฌาปนกิจให้หมด โดยไม่คิดมูลค่าแต่อย่างใด

อยู่มาวันหนึ่ง มีหญิงคนหนึ่งได้ตายลงโดยฉับพลันด้วยโรคปัจจุบัน เนื้อหนังมังสายังเอี่ยมลอออยู่ ท่านพร้อมกับสหายเมื่อทราบข่าวก็รีบไปนำศพนั้นมา ทุก ๆ คนก็ได้เห็นศพตายใหม่ ๆ ยังไม่มีส่วนอวัยวะบกพร่อง ต่างคนก็พูดว่า "แหมศพนี้ยังดูสดใส" แล้วจึงนำร่างหญิงนั้นไปสู่ป่าช้า วางลงบนเชิงตะกอน เตรียมการฌาปนกิจ

เมื่อติดไฟ ไฟได้ลุกขึ้นเผาผลาญร่างของหญิงนั้นดำเป็นตอตะโก ทุกส่วนกำลังถูกไฟเผาผลาญ ขาดวิ่นลงอย่างน่าอนาถ ท่านพระยศกุลบุตรในชาตินั้น ได้เห็นภาพที่ได้เปลี่ยนจากเอี่ยมลออมาเป็นสภาพดำเป็นตอตะโก ได้ปลงธรรมสังเวช เกิดความสลดใจได้เห็นธรรม แล้วท่านก็บอกสหาย สหายก็ได้มาดู เกิดสลดใจได้เห็นธรรมเช่นเดียวกัน

ด้วยบุพกรรมที่ท่านได้ทำในอดีตชาติเช่นนี้เอง เป็นปัจจัยให้ท่านมาบังเกิดเป็นเศรษฐี ชื่อว่ายศกุลบุตร เมื่อท่านได้เสวยอารมณ์ชมสมบัติ เมื่อบารมีปัจจัยในอดีตแก่กล้าขึ้น วันหนึ่งท่าน จึงลุกขึ้นกลางดึกเดินออกจากห้อง เห็นนางบำเรอหลับใหล หลงละเมอด้วยอาการกิริยาต่าง ๆ ท่านก็เกิดสังเวชสลดจิต คิดว่านี้คือป่าช้าผีดิบ ไม่เป็นที่เจริญใจเจริญตาเหมือนก่อน จึงคิดเบื่อหน่าย ออกอุทานในใจว่า ที่นี่ขัดข้อง ที่นี่วุ่นวายๆๆ แล้วก็เดินลงจากปราสาท หนีออกจากบ้าน บ่นไปคนเดียว

เดินไปจนถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ พระพุทธองค์ทรงได้ยินทางทิพยโสตจึงได้ทรงเรียกยศกุลบุตรว่า     

"ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย จงมาเถิด เราจะแสดงธรรมแก่เธอ"

เมื่อยศกุลบุตรได้ยินเข้าแล้วจึงรีบเดินเข้าไปตามเสียงนั้น แล้วก็ได้ฟังธรรม ภายหลังได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วบวชในพระพุทธศาสนา สหายทั้ง 54 คน เมื่อได้ทราบว่าพระยศกุลบุตรบวชแล้ว ก็มาคิดว่าธรรมวินัยที่ยศกุลบุตรบวชคงไม่เลว จึงได้ชวนกันมาพบกับพระยศ แล้วพระยศก็พาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟังสหายทั้ง 54 คนก็ได้บรรลุพระอรหันต์ แล้วบวชในพระพุทธศาสนา

ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านเล่าจบแล้วก็ย้ำว่าการที่บุคคลมาทำศพนั้น ต้องมาปลงธรรมสังเวช จึงจะได้ผล มิใช่จะมาทำศพด้วยความสนุกสนาน หรือด้วยเพียงธรรมเนียมหรือด้วยเสียไม่ได้ หรือด้วยการเห็นผิด ต้องกระทำเช่นกับพระยศกุลบุตรกับสหายในอดีตชาติ เมื่อท่านได้ทำศพอย่างนั้นแล้ว ผลที่ได้รับจึงผลใหญ่

นี่ก็เป็นคำสอนคำเตือนขั้นสุดท้ายในงานศพของพระอาจารย์เสาร์ และก็เป็นคำเตือนที่น่าฟังมาก  ผู้เขียนจึงบันทึกเพื่อให้ทราบถึงความจริงบางประการ หรือนโยบายการแนะนำธรรมานุธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นฯ ให้ผู้ที่ไม่เคยเห็นท่านหรือไม่เคยได้ยิน จะได้มีความเข้าใจบ้างตามสมควร (ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

 

บ้านฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม องค์หลวงปู่มั่นได้มาพักก่อนเดินทางกลับสกลนคร
หลังเสร็จงานถวายเพลิงสรีรสังขาร หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล
(รูปโดย
Admin)

4. เส้นทางจากอุบลมายังธาตุพนมและคืนสู่บ้านนามน

          การเดินทางกลับ เช่นเดียวกับการเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวคือ องค์ท่านนั่งรถโดยจากจังหวัดอุบลราชธานี มาลงที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เข้าพักที่วัดอ้อมแก้ว (วัดเกาะแก้วอัมพวัน) หลวงตามหาบัวได้มาพักรอที่วัดฝั่งแดง เมื่อทราบว่าองค์หลวงปู่มั่นมาถึงวัดอ้อมแก้วแล้ว จึงอาราธนาองค์ท่านมาพักยังวัดฝั่งแดง ซึ่งเป็นวัดร้างมีความสงบวิเวกกว่าวัดอ้อมแก้ว ในโอกาสนั้น คุณยายทองอยู่ รัตนโกศล ได้ขอโอกาสองค์หลวงปู่มั่น บันทึกภาพไว้ ซึ่งก็คือ รูปในอิริยาบถยืนและนั่ง ซึ่งอนุชนรุ่นได้รำลึกถึงองค์หลวงปู่มั่น ต่อจากนั้นหลวงตามหาบัว ท่านได้ให้ชาวบ้านบ้านนามน จัดเกวียนมารับองค์หลวงปู่มั่น ซึ่งขณะนั้นอาพาธ ให้ท่านกลับสุดท้ายปลายทางคือ เสนาสนะป่าบ้านนามน โดยมีรายละเอียดตามที่หลวงตามหาบัว ได้กล่าวไว้ ดังนี้

          "... ท่านมาจากวัดอ้อมแก้ว (วัดเกาะแก้ว ค่ะ) เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ แต่ก่อนจริง ๆ เขาเรียกว่า วัดอ้อมแก้ว เขาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดเกาะแก้วใช่ไหม สมัยนั้นเขาเรียกวัดอ้อมแก้ว มันมีน้ำอยู่ทุกแห่ง เป็นเกาะ ๆ เดี๋ยวนี้เขาตั้งชื่อใหม่เราจำไม่ได้ จำได้แต่ชื่อเก่า

เราอยู่กับท่านจากนั้นก็เดินไปวัดฝั่งแดง ท่านเป็นไข้หวัดใหญ่ เดินไปค้างที่วัดฝั่งแดง วัดนั้นสงัดดี ไม่มีพระ เป็นวัดร้าง เราไปรอรับท่านเราก็ไปพักวัดนั้นแหละ คนเดียวเรา เราออกจากบ้านนาสีนวล นั่นเราก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน ออกเดินทางไปรอรับท่านที่ธาตุพนม ก็กะว่าเมื่อวานเผาศพ (หลวงปู่เสาร์) วันนี้ท่านคงกลับ ท่านไม่อยู่แหละ เกลื่อนกล่นท่านไม่เอา นิสัยท่านไม่ชอบ

วัดฝั่งแดง ปัจจุบัน คือ วัดกันตสีลาวาส อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
สถานที่ถ่ายรูปองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
(รูปโดย
Admin)

พอวันท่านกลับ เราก็ออกเดินทางจากนาสีนวลไป เราไปพักวัดนี้ (วัดฝั่งแดง) แล้วก็ไปสืบถามเขาตามแถวนั้น ทราบว่าท่านอาจารย์มั่นกลับมาแล้วยัง (กลับมาแล้ว เวลานี้พักอยู่วัดอ้อมแก้ว มาเมื่อวานนี้) พอดีเลยนะ (มาถึงเมื่อวานนี้ อยู่วัดอ้อมแก้ว) เราก็ตามไปหาท่านเลย แต่เราไม่ได้เอาบาตรไป ตามไปหาท่านไปถึงวัดอ้อมแก้ว ไปอยู่กับท่านนานจนดึกถึงกลับมา เดิน แต่ก่อนไม่มีรถยนต์ เดินบุกป่ามากลางคืน

ไปเล่าเรื่องให้ท่านฟัง ที่นั่น (วัดฝั่งแดง) เหมาะกว่าที่นี่มาก ไม่มีพระ เป็นวัดป่า สงบสงัดดีมาก แล้วกระผมมาพักที่นั่นองค์เดียว ถ้าออกจากที่นี่ไปที่นั่นจะสงบสงัด บรรยากาศจะดีขึ้นทุกอย่าง เพราะท่านเป็นไข้หวัดใหญ่ (โฮ้ ดี อยู่ตรงไหนล่ะ) บ้านฝั่งแดง สามแยกน้ำก่ำ สามแยกไปนาแก สามแยกไปมุก ไปธาตุพนม อยู่หั้น (อย่างนั้นไปพักนั่นก็ดี) พอพูดตกลงกันเรียบร้อยแล้วเราก็มา

วันหลังจากนั้นก็พาท่านมา มาพักที่สามแยกนั้นด้วยกัน (มาวันนั้นกลางคืนหรือครับ) เปล่า วันหลัง คือเรามาวัดแล้วไปรับท่าน พูดตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ไปรับท่าน พามาพักที่นั่น

รูปองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ถ่ายในอิริยบถยืน ณ บ้านฝั่งแดง
ถ่ายหลังจากเดินทางกลับจากพิธีถวายเพลิงสรีรสังขาร หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในปี พ.ศ.
2486
(รูปจาก ฐานข้อมูล Admin)

นั่นละถึงได้ถ่ายรูปท่าน โยมทองอยู่เป็นลูกศิษย์ท่านมานาน ท่านอนุโลมทุกอย่างเลยนะ เราดูทุกอย่างนะ ท่านเมตตาทุกอย่าง ขอถ่ายรูป ก็ฮ่องเต๊กล่ะไปด้วย ศรีพนมหรือไง ไปด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูกแล้วขอถ่ายภาพท่าน ท่านก็ (เอ้า ถ่ายก็ถ่าย) ท่านตั้งใจเสียสละจริง ๆ เมตตาจริง ๆ ท่านครองผ้าทันทีเลยแล้วเอาสังฆาฏิมาพาด นั่นเห็นไหมล่ะ เราไม่เคยเห็นท่านทำที่ไหนอย่างนั้น พาดสังฆาฏิ (เอาท่าไหนล่ะ) เอาท่านั้นก่อนท่านี้ก่อนก็บอกท่าน ไปอยู่ร่มไม้ ท่านตั้งหน้าตั้งตาทำเรียบร้อย นั่นละจึงได้เห็นภาพท่าน ท่ายืนก็ดี ท่านั่งก็ดี อยู่ร่มไม้ร่มเดียวกันนั่นแหละเราไปเห็น เพราะท่านไม่ให้ถ่ายง่าย ๆ นะ ใครไปถ่ายท่านไม่ได้ ไม่ให้ถ่ายง่าย ๆ จนบ่ายเขาถึงกลับ ถ่ายภาพแล้วเขาถึงกลับ กลับก็เดินไปธาตุพนมนะ เดินไปไม่มีรถมีราแหละ

รูปองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ถ่ายในอิริยบถนั่ง ณ บ้านฝั่งแดง
ถ่ายหลังจากเดินทางกลับจากพิธีถวายเพลิงสรีรสังขาร หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในปี พ.ศ.
2486
(รูปจาก ฐานข้อมูล Admin)

ท่านพักอยู่นั้นพอสมควร ก็หลายวันอยู่นะ พักอยู่บ้านฝั่งแดง เพราะธาตุขันธ์ของท่านยังไม่ดี เป็นไข้หวัดใหญ่ จนกระทั่งค่อยฟื้นขึ้นมาพอสมควรแล้วจึงค่อยออกเดินทาง

เราหาอุบายแนะเขาทางบ้านนามน ไม่ให้ท่านทราบนะ ท่านทราบไม่ได้ แนะให้เขาเอาเกวียนมารับท่าน ดูอาการท่านอ่อนเพลียมาก เลยบอกนัดไปทางนามน ให้คนไปเลยเทียวนะไม่ให้ท่านรู้ เรานี่แหละแนะ เขาก็เอาเกวียนมา จะมาแต่เกวียนเปล่า ๆ ไม่ได้นะ เดี๋ยวว่ามารับท่าน ท่านจะดุอีก เดี๋ยวท่านจะไม่ขึ้นเกวียนนะ จะหาอุบายอะไร เขาก็เอาข้าวใส่เกวียนมาขายซิ

โอ๋ย ไม่อย่างนั้นไม่ได้นะ พ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่ได้นะ ต้องคิดรอบไว้ทุกอย่าง แนะเขา..วิธี จะเอาเกวียนมารับเฉย ๆ ท่านไม่ไปนะ ต้องหาอุบายมา เขาก็เลยเอาข้าวจากโน้นมาขายที่นาแก ขายข้าวแล้วก็เลยมาหาท่าน เขาก็บอกเขามาขายข้าว ได้ทราบหลวงปู่ไม่สบายก็เลยมาจะให้ขึ้นเกวียนไป เขาก็ว่าอย่างนั้น ท่านก็ไม่มีอะไรขัดข้อง เพราะเราแต่งทางไว้หมดแล้ว

ทีนี้ตอนจะขึ้นเกวียนท่านก็ไม่อยากขึ้นนะ เอากันกับเรานั่นละ วันนั้นเลยยกคัมภีร์มา เราก็ดี ยกคัมภีร์มา โอ๊ย คนเฒ่าคนแก่ไม่มีบัญชีอะไร คือเป็นไข้เสียด้วย พ่อแม่ครูอาจารย์กำลังเป็นไข้ นิมนต์ขึ้นล้อขึ้นเกวียน ไม่มีบัญชีอะไรแหละ บัญชีคือวินัย เพราะพระวินัยมีอยู่ เมื่อเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นล้อขึ้นเกวียนไปได้ ท่านก็เลยมาค้าง จากบ้านฝั่งแดงก็มาค้างที่บ้านนาแก แต่ก่อนเขาเรียกบ้านนาทุ่งมัง พักอยู่ที่นั่นคืนนึง

วันหลังพอฉันเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางมาถึงบ้านนามนพอดี เราไม่ลืม เพราะเราตามไปหาท่านเอาท่านมา ก็เลยจำพรรษาที่นามนปีนั้น แล้วฮองเต๊กบวชที่ธาตุพนมก็มาจำพรรษาด้วยกันที่บ้านนามนปีนั้นนะ (ชื่อชาญค่ะ) เออ ชื่อชาญ ดูเหมือนท่านตั้งชื่อให้หรือไง (ตั้งชื่อให้ใหม่เจ้าค่ะ) เราก็ลืม ๆ เสีย ฮองเต๊ก ก็มาจำพรรษาด้วยกันที่นั่น พระมีประมาณสัก 9 องค์หรือไง นับว่ามากที่สุดแล้วพระอยู่กับหลวงปู่มั่น ท่านไม่รับพระมาก รับพระน้อยมากทีเดียว (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ; https://luangta.com/thamma-luangta/result/detail?id=486)

 

รายการอ้างอิง

  1. ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
  2. ตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล โดย พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ พ.ศ. 2556
  3. ฐานิยตฺเถรวตฺถุ โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2543
  4. ท่านพ่อลี ธมฺธโร พระอริยเจ้าผู้มีกำลังจิตแก่กล้า โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร พ.ศ. 2550

 

แสดงความเห็น  >>คลิ๊กที่นี่<<

< ตอนก่อนหน้า : ตอนต่อไป >