ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ร่วมเดินไปยังสถานที่ที่เกี่ยวเนื่อง กับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมเรื่องราวความสำคัญ ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาฝากตัว เป็นสานุศิษย์ถักทอสู่ "กองทัพธรรมพระกรรมฐาน" โดยเว็บมาสเตอร์ www.luangpumun.org และสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากรายการ แฟนพันธุ์แท้ 2018

เมนูหลัก ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น คลิ๊ก

ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 53
วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
ภาคที่ 1 บ้านนามน กำเนิดมุตโตทัย


กุฏิองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน
ที่กล่าวกันว่า พญานาคได้มาทำสัญลักษณ์ไว้สำหรับปักเสา
อันเป็นที่มาของนามวัด (รูปโดย
Admin)

          เสนาสนะป่าบ้านนามน ที่องค์หลวงปู่มั่น ได้เมตตาขนานนามไว้ให้ว่า วัดป่านาคนิมิตต์ องค์ท่านได้มาจำพรรษา ในปี พ.ศ. 2486 กล่าวกันว่าการมาจำพรรษาในปีนี้ เพื่อโปรด พระอาจารย์เนียม โชติโก ศิษย์เดิมขององค์ท่านที่เป็นคนบ้านนามนนี้ ให้มาปรับปรุงการปฏิบัติกับองค์ท่านเป็นการเฉพาะอีกครั้ง ประการสำคัญหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ได้บันทึกธรรมะ มุตโตทัย พระธรรมเทศนาคำย่อมรดกธรรมขององค์หลวงปู่มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านนามนแห่งนี้ โดยมีรายละเอียดเหตุการณ์ ตามลำดับเรื่องราว ประกอบด้วย

          1. ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของบ้านนามน

2. ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับองค์หลวงปู่มั่น ช่วงก่อนและเข้าจำพรรษา ณ บ้านนามน

3. เรื่องราวจากบันทึก หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

4. กลับไปจำพรรษาบ้านโคกครั้งที่สอง

5. เรื่องราวบันทึกพระเถระและบุคคลที่ได้ข้อธรรม ณ บ้านนามน++++++

6. วัดป่านาคนิมิตต์ในปัจจุบัน


ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.
2484 - 2487 (รูปโดย Admin)

          ในแต่ละหัวข้อมีรายละเอียด ตามลำดับ ดังนี้

         

1. ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของบ้านนามน

บ้านนามนในอดีตเป็นป่าธรรมชาติใกล้กับหมู่บ้านนามน อีกทั้งก่อนหน้านี้ องค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้เคยมาพักด้วย ซึ่งหลวงปู่อว้าน เขมโก ได้เล่าความทรงจำไว้ในประวัติของท่านไว้ว่า นายออ ศรีบุญโฮม โยมบิดาของหลวงปู่อว้าน เป็นผู้ที่เข้ามาถวายการดูแลและสร้างเสนาสนะแด่องค์หลวงปู่เสาร์เมื่อองค์ท่านมาพักยังสถานที่นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับช่วงเวลาปี พ.ศ. 2478-2479 ที่องค์หลวงปู่เสาร์  มาจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส

          นอกจากนั้น บ้านนามน ยังเป็นบ้านเกิดของ พระอาจารย์เนียม โชติโก ผู้เป็นศิษย์เดิมขององค์หลวงปู่มั่น การที่องค์หลวงปู่มั่นได้มาพักบ้านนามนนี้ เป็นการดึงดูดให้พระอาจารย์เนียม ใด้กลับมายังบ้านเกิดได้รับการอบรมปรับปรุงการปฏิบัติจากองค์หลวงปู่มั่น เช่นเดียวกับที่บ้านโคกที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ท่านก็เร่งรีบเดินทางมาจาก จ.จันทบุรี หวนกลับบ้านเกิดมาพบองค์หลวงปู่มั่นด้วย แล้วพระอาจารย์เนียม กับพระอาจารย์กงมา เองก็เป็นเพื่อนเก่า และข้อสังเกตอีกประการ คือ ท่านทั้งสองได้ถึงแก่มรณภาพในช่วงอายุไม่มากนัก จากคำบอกเล่าของหลวงปู่อว้าน เขมโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคนิมิตต์ในปัจจุบัน ตลอดจนจากบันทึกของพระสงฆ์ที่ทันในยุคนั้น ได้บอกเล่าถึงสาเหตุการมาถึงขององค์หลวงปู่มั่น และความสำคัญของแต่ละสถานที่ภายในวัด ดังนี้


บริเวณสถานที่ก่อสร้างพระเจดีย์วัดป่านาคนิมิตต์
ในอดีต คือ สถานที่ที่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เคยมาพำนัก
(รูปโดย
Admin)

          ""... หลวงปู่เสาร์ (กนฺตสีโล) ท่านไปวิเวกที่ไหน ภายหลังหลวงปู่มั่น (ภูริทตฺโต) จะตามไปที่นั่น บ้านนามนนี้ หลวงปู่เสาร์เที่ยวรุกขมูลมาก่อน หลวงปู่มั่นค่อยตามมาจำพรรษาทีหลัง แต่ก่อนมีแต่ดงมีแต่ป่าหมดแหละแถวนี้ หลวงปู่เสาร์ได้มาปักกลดตรงใต้ต้นมะม่วงป่า (บริเวณที่สร้างพระเจดีย์) ภายหลังหลวงปู่มั่นตามมา เห็นว่ามันใกล้กับวัดบ้านเกินไป เพิ่นเลยย้ายมาอยู่ตรงนี้ (บริเวณพระอุโบสถ)

พ่อน่ะตามที่เขาเล่าให้เราฟัง ส้วมอันนี้เป็นส้วมที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เพิ่นใช้ เขาว่า "พ่อครูบาผู้เดียวเป็นคนทำ ขุดลึกถึงหกศอกพูนน่ะ ส้วมนะบ่ได้แม่นตื้น ๆ" (ครูบาในที่นี้ คือ หลวงปู่อว้าน และ พ่อ และพ่อครูบาในที่นี้ คือ นายออ ศรีบุญโฮม โยมบิดาของหลวงปู่อว้าน ที่ได้เสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่อว้านยังไม่คลอดออกมา_Admin)

" มีแต่พ่อล่ะมาอุปัฏฐากมารับใช้หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ชาวบ้านคนอื่นเขากลัว เขาบ่มาใกล้ดอก แต่พ่อบ่กลัว

ส้วมเก่าน่ะอยู่ข้าง ๆ กุฏิเบอร์ 2 นี่แหละ เมื่อก่อนเป็นส้วมปล่อย ทั้งวัดมีส้วมห้องเดียว

ตอนหลวงปู่เสาร์อยู่วัดป่าสุทธาวาส อ้ายชายใหญ่ (พี่ชายคนโต_Admin) เล่าว่า พ่อเอาลูกชายลูกสาวนั่งเกวียนไปกราบหลวงปู่เสาร์อยู่วัดป่าสุทธาวาส มีแต่พ่อนั่นแหละอุปัฏฐาก..." (ปญฺญารตนํ : หลวงปู่อว้าน เขมโก)

"... บ้านนามน อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เป็นหมู่บ้านที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เคยอยู่จำพรรษา..." (รำลึกวันวาน : หลวงตาทองคำ จารุวนฺโน)

"... ณ ที่บ้านนามนนี้ เป็นบ้านเดิมของพระอาจารย์เนียม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ (พระอาจารย์องค์แรกของผู้เขียน คือ หลวงพ่อวิริยังค์) เมื่อครั้งเป็นฆราวาส สถานที่ตั้งสำนักสงฆ์นี้มีป่าไม้ธรรมชาติ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะเคียน ได้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้อื่น ๆ แม้จะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน แต่ก็เป็นป่ารกชัฏ เหมาะแก่การทำความเพียร..." (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

"... วัดป่าบ้านนามนเป็นสถานที่สงบพอสมควร อยู่ไม่ไกลจากเทือกเขาภูพาน ขณะที่พระอาจารย์มั่นฯ นำพระภิกษุสามเณรจำพรรษาอยู่นั้น ไม่มีกุฏิถาวร มีแต่กุฏิชั่วคราว หลังคามุงด้วยหญ้าคา และท่านก็ไม่ใคร่จะยอมให้ใครทำถาวรวัตถุเลย เมื่อจะยกกุฏิก็ทำเป็นการชั่วคราวทั้งนั้น

เมื่อท่านจำพรรษาอยู่ที่นี้ พระภิกษุ-สามเณรก็พยายามที่จะมาอยู่กับท่านมาก จึงจำเป็นต้องจัดเสนาสนะเพิ่มขึ้น การจัดเสนาสนะก็เป็นการจัดชั่วคราว พื้นฟาก หลังคามุงหญ้าคา ..." (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

 


วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน (รูปโดย Admin)

2. ลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับองค์หลวงปู่มั่น ช่วงก่อนและเข้าจำพรรษา ณ บ้านนามน

2.1 พักบ้านนามนครั้งแรก

          เมื่อองค์หลวงปู่มั่นจำพรรษายัง วัดป่าโนนนิเวศน์ อ.เมือง จ.อุดรธานี ในพรรษากาลปี พ.ศ. 2483-2484 ออกพรรษาแล้วประมาณปลายปี พ.ศ. 2484 องค์ท่านได้เดินทางมาพำนักยัง วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร ตามการอาราธนาของชาวสกลนครเป็นเวลา 15 วัน ต่อจากนั้นองค์ท่านจึงเดินทางมาพำนักยังบ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงแรกที่ท่านมาพำนักยังบ้านนามนนี้ แต่ยังไม่จำพรรษา

          จนกระทั่งก่อนจะเข้าพรรษากาลปี พ.ศ. 2485 ท่านได้จากบ้านนามน มายังบ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร และจำพรรษาที่บ้านโคกในพรรษานั้น จากบันทึกของหลวงตามหาบัว ได้บอกเล่ารายละเอียดไว้ ดังนี้

"... ท่านพักวัดสุทธาวาสพอควรแล้ว ก็ออกเดินทางไปพักที่สำนักป่าบ้านนามน ซึ่งเป็นที่สงัดวิเวกดีทั้งกลางวันกลางคืน ... ท่านพักบ้านนามนพอควรแล้วก็มาพักและจำพรรษาที่บ้านโคก ซึ่งห่างจากบ้าน  นามนราว 2 กิโลเมตร ที่บ้านนี้มีความสงัดพอสมควร แต่อยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่ถึงกิโลเมตร เพราะหาทำเลยากบ้าง ทั้งสองแห่งนี้มีพระเณรอยู่กับท่านไม่มากนักราว 11–12 องค์เท่านั้น พอดีกับเสนาสนะ...ท่านพาหมู่คณะจำพรรษาที่สำนักป่าบ้านโคกด้วยความผาสุกทั้งทางกายและจิตใจ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ทุกข์ตลอดพรรษา ..." (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

 

2.2 ออกพรรษาแล้ว กลับมาพักบ้านนามน

          ออกพรรษากาลปี พ.ศ. 2485 ประมาณในช่วงปลายปีนั้น องค์หลวงปู่มั่น ได้จากบ้านโคก กลับไปพำนักยังบ้านนามน โดยองค์หลวงปู่มั่นจะเลือกพระที่จะไปพำนักยังบ้านนามนกับท่านด้วย

อนึ่ง เรื่องราวของหลวงพ่อวิริยังค์ต้องการจะขอไปพักนักกับองค์หลวงปู่มั่น ที่บ้านนามนด้วย ทำให้เห็นคติหนึ่งที่องค์ท่านจะไม่รับลูกศิษย์ของผู้ใด ไปแบบพลการ ไม่ได้รับการยินยอมจากพระอาจารย์ผู้ปกครอง กล่าวคือ หลวงพ่อวิริยังค์ได้เป็นผู้ถวายอุปัฏฐากองค์หลวงปู่มั่น ตั้งแต่ในพรรษา พ.ศ. 2485 แต่ไม่ได้ถูกเลือกให้ไปพำนักจำวัดยังบ้านนามนด้วย ผ่านไประยะหนึ่งแล้ว ในเช้าวันหนึ่ง หลวงพ่อวิริยังค์จึงเดินทางจากบ้านโคก เพื่อไปถวายอุปัฏฐากองค์หลวงปู่มั่น ที่บ้านนามน ตามที่เคยทำมา พอเวลาเย็นกำลังจะกลับมายังบ้านโคกเช่นเดิม

องค์หลวงปู่มั่นได้กล่าวเตือนว่า การมากิจแบบนี้ ควรจะได้รับอนุญาตพระอาจารย์กงมา ซึ่งเป็นพระผู้ปกครองของหลวงพ่อวิริยังค์เสียก่อน ซึ่งหลวงพ่อวิริยังค์ไม่ทราบข้อปฏิบัตินี้ จึงกลับบ้านโคกไปกราบขออนุญาตและได้ฉันทานุมัติจากพระอาจารย์กงมาแล้ว ทำให้หลวงพ่อวิริยังค์ได้พำนักและต่อมาจึงได้จำพรรษายังเสนาสนะบ้านนามนกับองค์หลวงปู่มั่น โดยมีรายละเอียดตามบันทึกในประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ ดังนี้ 

"... หลังจากปวารณาออกพรรษาแล้ว (พ.ศ. 2485) ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านก็ได้ไปพักที่บ้านนามน ไม่ไกลจากบ้านโคกเท่าไรนัก ประมาณ 4 กิโลเมตร แต่เวลาไปครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าปฏิบัติท่านอย่างใกล้ชิด ท่านก็ไม่ให้ข้าพเจ้าไปกับท่าน ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ข้าพเจ้าจะต้องติดตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง ในครั้งนี้ท่านได้บอกองค์นั้นบ้าง องค์นี้บ้าง ให้ไปกับท่าน แต่ข้าพเจ้าท่านไม่บอก กลับเฉยเสีย แม้ข้าพเจ้าจะเรียนท่านว่า จะขอตามไปด้วย ท่านก็ไม่ให้ไป

ทำเอาผู้เขียนต้องงงเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมท่านจึงไม่ให้ข้าพเจ้าไปกับท่านทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าก็เป็นผู้ปฏิบัติอุปัฏฐากท่านทุกอย่างในขณะนั้น หลังจากท่านได้เดินทางออกจากบ้านโคกไปแล้ว ข้าพเจ้าสังเกตดูมันให้หงอยเหงาไปหมด ดูเหมือนใบไม้จะเหี่ยวแห้ง แผ่นดินแห้งแล้งไปทีเดียว ข้าพเจ้าทนไม่ไหวต้องติดตามไปหาท่านที่วัดป่าบ้านนามน และก็ไม่ได้นำเอาบริขารไป ไปเป็นเพียงอาคันตุกะเท่านั้น เมื่อกราบท่านเสร็จแล้วก็ปฏิบัติเหมือนกับปฏิบัติอยู่เดิม ได้กระทำทุกอย่าง ได้เวลาเย็นผู้เขียนก็ลาท่านกลับ ตอนกราบลาจะลุก ท่านได้ถามว่า

"วิริยังค์ ลากงมาแล้วหรือ" (หมายความว่า ข้าพเจ้าได้ลาท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าแล้วหรือ?)

เท่านี้ผู้เขียนก็ทราบแน่ใจแล้วว่า ท่านต้องการให้อาจารย์ข้าพเจ้าอนุญาตเสียก่อน ท่านไม่ต้องการที่จะนำเอาลูกศิษย์ใครไปโดยพลการ ในเมื่ออาจารย์ของเขาไม่เต็มใจหรือไม่อนุญาต ซึ่งด้วยเหตุเช่นตัวของข้าพเจ้านี้ ท่านจะทำอย่างไรก็ได้เพราะฝากกายถวายชีวิตแล้ว แม้แต่อาจารย์ของข้าพเจ้าท่านจะทำอย่างไรก็ได้ แต่ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านก็ไม่ก้าวก่ายระหว่างศิษย์อาจารย์ จึงทำให้เป็นที่น่าเคารพบูชายิ่ง

ข้าพเจ้ารู้ความจริงแล้วดีใจยิ่งนัก และเสียใจยิ่งนักในเมื่อมารู้ตัวว่าตัวเรานี่โง่จัด ควรจะได้ล่ำลาอาจารย์ข้าพเจ้าเสียแต่วันท่านอาจารย์มั่นฯ เดินทางก็จะดี ข้าพเจ้าเดินทางกลับ พลางเกาศีรษะพลาง นึกพลางว่า โง่จัด ๆ ทำให้ท่านอาจารย์มั่นฯ เตือน แต่ก็นึกต่อไปว่า ท่านให้ความรักใคร่เอ็นดูข้าพเจ้าเป็นกรณีพิเศษ จึงได้ให้นัยแก่ผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนก็ยังได้จำและจารึกอยู่ในใจว่า ท่านก็ประสงค์จะทรมานและฝึกสอนต่อเติมความรู้ ให้ผู้เขียนด้วยความเมตตาปรานี

จึงเป็นอันว่าผู้เขียนได้กลับไปลาพระอาจารย์กงมา ท่านก็อนุญาตให้ผู้เขียนไปอยู่กับท่านอาจารย์มั่นฯ ตามความประสงค์ ..." (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

 

(2) Facebook and 8 more pages - Work - Microsoft​ Edge
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ผู้บันทึก ใต้สามัญสำนึก (รูปโดย Admin)

2.3 ไปวิเวกบ้านนาสีนวล

          เมื่อองค์หลวงปู่มั่นมาพำนักยังบ้านนามนได้ระยะหนึ่ง ท่านประสงค์จะปลีกไปวิเวกยังวัดร้างบ้านนาสีนวลที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยมีพระติดตามมา 2 รูป และฆราวาสตาผ้าข้าว 1 คน ติดตามองค์หลวงปู่มั่นไปด้วย รายละเอียดในขณะที่องค์หลวงปู่มั่นพำนักยังวัดร้างนาสีนวลนี้ มีคติธรรมเตือนใจที่สำคัญ ได้นำเสนอรายละเอียดในตอนที่ 51 แม้หมดกิจ ยังปฏิบัติเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ (อ่านเรื่องราว คลิ๊ก)

2.4 จาริกไปร่วมงานฌาปนกิจศพองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

ระหว่างที่องค์หลวงปู่มั่น พำนักยังวัดร้างบ้านนาสีนวล อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร องค์หลวงปู่มั่น ได้ทราบถึงกำหนดการฌาปนกิจศพองค์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในวันที่ 10-15 เมษายน พ.ศ. 2486 องค์หลวงปู่มั่นมีความประสงค์จะเดินทางไปร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นการกลับแผ่นดินอุบลราชธานีเป็นครั้งสุดท้าย จะได้นำเสนอรายละเอียดในตอนที่ 52 (อ่านเรื่องราว คลิ๊ก) หลังจากเดินทางกลับจาก จ.อุบลฯ ท่านจึงปวารณาจำพรรษายังบ้านนามนต่อไป

 


กุฏิองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน (รูปโดย Admin)

2.5 จำพรรษาบ้านนามนปี พ.ศ.2486 อบรมศิษย์เข้มข้น

          ในช่วงเวลานี้องค์หลวงปู่มั่น ได้รับศิษย์อบรมในสำนักบ้านนามน ซึ่งองค์ท่านจะมีการประชุมสงฆ์เทศน์อบรมเป็นระยะ ทั้งแสดงธรรมที่ทำให้ฮึกเหิม ตลอดจนเกร็ดประวัติขององค์ท่านเอง ทั้งในปัจจุบันและอดีตชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้แต่ละรูปได้สอบถามองค์ท่านเป็นการเฉพาะตัว หากเป็นผู้มีธรรมสูง ยิ่งจะทำให้ผู้ฟังยิ่งเกิดความกล้าหาญที่จะบำเพ็ญเพียรมากยิ่งขึ้น ซึ่งหลวงตามหาบัว ได้รับการอบรมอยู่ในระยะนั้นเช่นเดียวกัน ท่านได้บันทึกรายละเอียดไว้ในประวัติองค์หลวงปู่มั่น ดังนี้

"....ท่านกลับมาจำพรรษาที่บ้านนามน ปีนี้ก็เป็นปีที่ท่านกลั่นกรองความเพียรของคณะลูกศิษย์โดยอุบายวิธีต่าง ๆ ทั้งเทศน์อบรม ทั้งใช้อุบายขู่เข็ญไม่ให้นอนใจในความเพียร ในพรรษาท่านเว้น 4 คืนมีการประชุมครั้งหนึ่งจนตลอดพรรษา.....

.... เวลาประชุมธรรมหรือเวลาธรรมดา มีผู้เล่าธรรมในใจถวายท่านเสมอเพื่อขอความอนุเคราะห์ชี้แจงจากท่าน และนำไปส่งเสริมเติมต่อจากจุดที่เห็นว่ายังบกพร่อง ท่านเองก็อนุเคราะห์เมตตาอย่างเต็มที่ที่มีผู้มาเรียนถาม ทำให้เกิดความเพลิดเพลินในธรรมอย่างมาก

ขณะที่มีท่านผู้มาเรียนถามและท่านเป็นผู้ชี้แจงซึ่งเป็นเนื้อธรรมต่าง ๆ กันเป็นราย ๆ ไป ธรรมที่ท่านอธิบายแก้ไขและเพิ่มเติมแก่ผู้มาเล่าถวายและมาเรียนถามปัญหานั้น ไม่แน่นอนนัก ตามแต่ผู้เล่าถวายจะออกมาในรูปใด และเรียนถามปัญหาท่านในรูปใด ท่านก็อธิบายแก้ไขและเพิ่มเติมไปในรูปนั้นตามขั้นของผู้มาศึกษา ที่รู้สึกสนุกมากก็เวลาที่มีท่านผู้มีภูมิธรรมอันสูงมาเล่าถวายและเรียนถามปัญหาท่าน นั่นยิ่งได้ฟังอย่างถึงใจจริง ๆ ไม่อยากให้จบลงอย่างง่าย ๆ และอยากให้มีผู้มาถามท่านบ่อย ๆ เราผู้เป็นกองฉวยโอกาสอยู่ข้างหลังได้สนุกแอบดื่มธรรมอย่างจุใจหายหิวไปหลายวัน

เวลาโอกาสดี ๆ ท่านเล่าอดีตชาติของท่านให้ฟังบ้าง เล่าการปฏิบัติบำเพ็ญนับแต่ขั้นเริ่มแรกให้ฟังบ้าง เล่าความรู้ความเห็นต่าง ๆ ทั้งภายในภายนอกที่เกิดจากจิตตภาวนาให้ฟังบ้าง เล่าวิถีจิตที่พยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากตมจากโคลน จนถึงขณะที่จะหลุดพ้นจากโลกสมมุติ ตลอดขณะที่จิตหลุดพ้นไปจริง ๆ ให้ฟังบ้าง ตอนสุดท้ายนี้ทำให้เราผู้นั่งฟังอยู่ด้วยความกระหายในธรรมประเภทหลุดพ้น เกิดความกระวนกระวายอยากได้อยากถึงเป็นกำลัง ....

... ที่ท่านสอนว่าให้คบนักปราชญ์นั้น เป็นความจริงหาที่แย้งไม่ได้เลย ดังคณะลูกศิษย์เข้าอยู่อาศัยสดับตรับฟังความดีงามจากครูอาจารย์วันละเล็กละน้อย ทำให้เกิดกำลังใจและซึมซาบเข้าภายในไปทุกระยะ จนกลายเป็นคนดีตามท่านไปได้ แม้ไม่เหมือนท่านทุกกระเบียด ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ของลูกศิษย์ที่มีครูอาจารย์สั่งสอน

อนึ่ง การคบคนพาลก็ทำให้มีส่วนเสียได้มากน้อยตามส่วนแห่งความสัมพันธ์กัน ที่ท่านสอนไว้ทั้งสองภาคนี้มีความจริงเท่ากัน คือทำให้คนเป็นคนดีได้เพราะการคบกับคนดี และทำให้คนเสียได้เพราะการคบกับคนไม่ดี เราพอทราบได้ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ที่คบกันนาน ๆ อย่างน้อยลูกศิษย์นั้น ๆ ย่อมพอมีหลักยึดได้จากอาจารย์ และคนที่หลวมตัวเข้าไปอยู่กับคนพาล อย่างน้อยย่อมมีการแสดงออกในลักษณะแห่งคนพาลจนได้ มากกว่านั้นก็ดังที่เห็น ๆ กันไม่มีทางสงสัย นี่กล่าวถึงพาลภายนอก แต่ควรทราบว่า พาลภายในยังมีและฝังจมอยู่อย่างลึกลับในนิสัยของมนุษย์เราแทบทุกราย แม้สุภาพชนทั่ว ๆ ไปตลอดพระเณรเถรชีผู้ทรงเครื่องแบบของพระศาสนาอันเป็นเครื่องประกาศตนว่าเป็นลูกศิษย์พระตถาคตอย่างเปิดเผย

คำว่าพาลในที่นี้หมายถึงความขลาดเขลาย่อหย่อนต่อกลมารยาของใจที่เป็นฝ่ายต่ำ ซึ่งคอยแสดงออกในทางชั่วและต่ำทรามโดยเจ้าตัวไม่รู้ หรือแม้รู้แต่เข้าใจว่าเป็นเพียงอยู่ภายในไม่ได้แสดงออกภายนอกให้เป็นสิ่งที่น่าเกลียด ความจริงขึ้นชื่อว่าของไม่ดีแล้ว จะมีอยู่ ณ ที่แห่งใด ย่อมเป็นของน่าเกลียดอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ถึงกับต้องแสดงออกมาจึงจะเป็นของน่าเกลียด เพราะมันเป็นของน่าเกลียดน่ากลัวอยู่แล้ว

พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม จึงทรงสอนให้ละและถอดถอนโดยลำดับจนหมดสิ้นไป ไม่มีคำว่า "สิ่งไม่ดี" เหลืออยู่เลยนั่นแล ดังพระองค์และพระสาวกอรหันต์เป็นตัวอย่าง จัดว่าเป็นผู้หมดมลทินทั้งภายนอกภายใน อยู่ที่ใดก็เย็นกายสบายใจไม่มีสิ่งเสียดแทงรบกวน ท่านอาจารย์มั่นเป็นผู้หนึ่งในบรรดาท่านผู้หมดมลทินโดยสิ้นเชิง ในความรู้สึกของผู้เขียนที่ได้สังเกตตามสติกำลังตลอดมา จึงกล้าเขียนลงด้วยความสนิทใจ แม้จะถูกตำหนิก็ยอมรับความจริงที่แน่ใจแล้วนั้น ไม่ให้กระทบกระเทือนถึงองค์ท่านผู้ไปดีแล้วด้วยความหมดห่วงจากบ่วงแห่งมาร ... (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)


กุฏิองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน (รูปโดย Admin)

2.6 ในรัศมีธรรมบ้านนามน

          ในระยะที่องค์หลวงปู่มั่น จำพรรษายังบ้านนามน นอกจากอบรมศิษย์ในสำนักแล้ว ยังมีลูกศิษย์ที่กระจายตัวอยู่ในเสนาสนะตามหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อถึงวันประชุมสงฆ์เทศน์อบรม ก็จะเดินทางมาร่วมประชุมด้วย โดยหลวงปู่อว้าน เขมโก ได้กล่าวไว้ในบันทึกประวัติของท่าน ดังนี้

          ... ตอนที่หลวงปู่มั่นมาพักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านนามน ก็มีพระผู้ใหญ่ได้เข้ามาศึกษาอยู่ร่วมกับท่านหลายองค์ เรา (หลวงปู่อว้าน) ก็จำไม่ได้แหละว่าเป็นองค์ไหนบ้างเพราะเรายังเด็กอยู่

ได้ยินมาว่าหลวงตา (มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) ท่านก็อยู่ด้วยในปีนั้น ครูบาอาจารย์แทบทุกองค์นั่นแหละเคยมาศึกษากับหลวงปู่มั่นที่นี่น่ะ และก็มีพระที่กระจายอยู่รอบ ๆ วัดป่าบ้านนามนนี้ อย่างหลวงปู่กงมาก็อยู่บ้านโคก เจ้าคุณวิริยังค์ (สิรินฺธโร) อยู่บ้านห้วยแคน พระครูอุดมฯ (ทองสุก สุจิตฺโต) และหลวงปู่หลุย (จนฺทสาโร) อยู่บ้านห้วยหีบแต่ก็ไป ๆ มา ๆ ถึงวันพระใหญ่ก็มารวมกันทำอุโบสถที่นี่แหละ รับฟังโอวาทธรรมจากเพิ่นแล้วก็พากันเดินกลับวัด เดี๋ยวก็มีพระเข้าพระออกอยู่นั่นแหละ แต่ก่อนวัดป่าบ้านนามนนี้จะเรียกว่าเป็นศูนย์กลางของพระกรรมฐานก็ได้แหละ ก่อนที่เพิ่นจะย้ายไปที่อื่นน่ะ

หลวงปู่ทองรัตน์ (กนฺตสีโล) ก็เคยมาจำพรรษาที่นี่อยู่หนึ่งพรรษา หลวงปู่ทองรัตน์ท่านพูดเก่ง เราเคยไปกับแม่ในวันพระน่ะ ไปฟังเทศน์เพิ่น เพิ่นยกเอาชาดกมาเทศน์ให้ฟัง พรรษาปีนั้นรู้สึกว่าจะมีพระ 4-5 องค์นะอยู่ร่วมกับกันน่ะ... (จากหนังสือ ปญฺญารตนํ)

(2) Facebook and 8 more pages - Work - Microsoft​ Edge
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ผู้บันทึก มุตโตทัย (รูปโดย Admin)

3. เรื่องราวจากบันทึก หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

3.1 บันทึกธรรม มุตโตทัย

          หลวงพ่อวิริยังค์ ได้รับรู้พระธรรมที่ถ่ายทอด โดย องค์หลวงปู่มั่น อันทรงคุณค่า จนเกิดความตั้งใจที่จะบันทึกธรรมะนั้นไว้ ด้วยความตั้งใจและพยายาม จึงบันทึกธรรมะนั้นสำเร็จเป็นมรดกธรรมสำคัญจนถึงปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดตามบันทึกของ หลวงพ่อวิริยังค์ ดังนี้

          ... พระอาจารย์มั่นฯ ท่านได้เลือกสถานที่ที่นี้จำพรรษา ซึ่งก็ไม่ไกลจากเสนาสนะ เป็นการเปลี่ยนสถานที่เท่านั้นเอง ผลก็ได้เหมือนเดิม เพราะพระอาจารย์ทั้งหลายทั่วภาคอีสานได้เข้ามานมัสการฟังธรรมมากเพิ่มขึ้น และท่านพระอาจารย์มั่นฯ ท่านก็ได้แสดงธรรมวิจิตรยิ่งขึ้น เป็นที่ถูกอกถูกใจซาบซึ้งในรสพระธรรมของท่านอาจารย์มั่น ฯ เป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้จำพรรษาอยู่ ณ ที่นี้และก็ได้ซาบซึ้งตรึงใจในรสพระธรรมจนไม่สามารถจะอดใจได้ ที่คิดถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ฟังธรรมอันวิจิตรนี้ ผู้เขียนจึงต้องบันทึกพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์มั่นฯ ตลอดพรรษานี้ จนได้นามหนังสือนี้ผู้เขียนบันทึกว่า "หนังสือมุตโตทัย"... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

(11) Facebook and 2 more pages - Work - Microsoft​ Edge
พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) คือ องค์นั่งด้านหน้าขวามือสุด

เมื่อครั้งสอบ ปธ.9 ได้สำเร็จ (รูปจาก Internet)

          อนึ่งธรรมอันจิตรนั้น กล่าวกันว่าองค์หลวงปู่มั่นเทศน์ให้กับ พระอริยเวที (หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล) ที่ขณะนั้นยังเป็นพระหนุ่ม เพิ่งผ่านการสอบบาลีเปรียญธรรม 9 ประโยคสำเร็จ แต่มีความอยากลาสิกขาเป็นกำลัง เมื่อล่วงรู้ไปถึง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ผู้เป็นอุปัชฌายาจารย์ จึงได้ส่งหลวงปู่มหาเขียนมารับการอบรมจากองค์หลวงปู่มั่นที่บ้านนามน ให้เห็นถึงทุกข์โทษของการครองเรือน โดยจากบันทึกประวัติของหลวงปู่มหาเขียน ได้บันทึกความรู้สึกของหลวงปู่มหาเขียน ไว้ดังนี้

          ... หลวงปู่กล่าวว่า ในขณะที่พักอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น จะต้องระมัดระวังความคิดอย่างหนัก พยายามรักษาจิตใจของตนไม่ให้วอกแวกไปทางอื่น เพราะเกรงกลัวว่าท่านพระอาจารย์มั่นจะทักว่าคิดไปในทางไม่ดี ... ในขณะที่อยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น เสมือนหนึ่งกิเลสมันหมดไปไม่มีเหลืออยู่เลย มันยอมหมอบราบคาบแก้ว หมดทิฏฐิมานะ การถือตัวปรากฏว่าไม่มีเลย เพราะกลัวท่านพระอาจารย์มั่น ...

          ... หลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านพระอาจารย์มั่นก็เทศน์ให้พระมหาเขียนฟังอีกเป็นกัณฑ์ที่สอง ซึ่งมีชื่อว่า มุตโตทัย (แดนแห่งความหลุดพ้น หรือรุ่งอรุณแห่งผู้หลุดพ้น) อันเป็นการตรอกย้ำหัวตะปูของพระธรรมเทศนกัณฑ์แรก พอจบธรรมเทศนากัณฑ์ที่สองนี้ พระมหาเขียนก็ได้ลุกจากที่นั่งของตนเข้าไปใกล้ท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมกับก้มกราบลง แล้วกล่าวคำปฏิญาณตนว่า

          "ขอมอบกายถวายชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนา ชีวิตทั้งหมดนี้ขอมอบไว้ในพระศาสนา สาสเน อุรํ ทตฺวา คือ บวชถวายอก (ไม่สึก) ในพระพุทธศาสนา ขอให้ท่านพระอาจารย์เป็นสักขีพยานด้วย" (จากหนังสือประวัติ พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) โดย คณะศิษยานุศิษย์)

          ด้วยธรรมอันวิจิตรนั้น หลวงพ่อวิริยังค์ ได้เห็นถึงประโยชน์ในอนาคต ในการบันทึกคำสอนนั้นได้ ตามที่ หลวงพ่อวิริยังค์ ได้กล่าวไว้ ดังนี้

... ได้มาฟังธรรมของท่าน (องค์หลวงปู่มั่น) ธรรมเทศนานั้น ได้เกิดรสชาติที่ซาบซึ้งหาอะไรเปรียบไม่ได้อีกแล้ว ทำไมจึงดีอย่างนี้ สุดแสนจะพรรณนา ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงคนอื่น ๆ ต่อไปว่า เราจำเป็นที่จะต้องบันทึกธรรมเทศนาของท่านอาจารย์มั่นฯ ให้ได้ เพราะถ้าเราไม่บันทึก ต่อไปธรรมเทศนาอันวิเศษนี้ก็จะหายสูญไปอย่างน่าเสียดาย และธรรมเทศนาเช่นนี้จะพึงแสดงได้ก็แต่ท่านอาจารย์มั่นฯ เท่านั้น องค์อื่นถึงแสดงก็ไม่เหมือน จึงทำให้ผู้เขียนได้พยายามอย่างยิ่ง ที่จะเขียนบันทึกธรรมเทศนาของท่านให้ได้ และก็เป็นผลสำเร็จขึ้นเป็นอันดับแรก เพราะยังไม่เคยมีใครบันทึกธรรมเทศนาของท่านเลย


กุฏิของ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ที่ใช้บันทึก มุตโตทัย ในสมัยนั้น (รูปโดย
Admin)

เป็นที่น่าสังเกต ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านไม่เคยยอมให้ใครบันทึกธรรมเทศนาของท่านโดยเป็นหนังสือเลย มีแต่จำกันใส่ใจเท่านั้น ถ้าใครจะบันทึกด้วยหนังสือจะต้องถูกท่านดุและประณามเอาทีเดียว แต่ผู้เขียนขโมยเขียนและยอมทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะรักและชอบและเลื่อมใสสุดหัวใจแล้ว ท่านจะดุด่าประณาม ผู้เขียนยอมทุกอย่าง ขออย่างเดียวให้ได้บันทึกธรรมเทศนาเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นต่อไปภายหลัง ไม่ได้ฟังจากท่านจะได้อ่านในหนังสือเล่มนี้ พระภิกษุสามเณรที่ไปอยู่กับท่านต่างก็กลัวเช่นนี้ จึงไม่มีใครกล้าจะเขียนธรรมเทศนาของท่าน จึงเป็นอันว่าผู้เขียนได้กล้าเสี่ยงอันตรายครั้งสำคัญทีเดียว

เกิดความสำเร็จแก่ผู้เขียนอย่างเต็มภาคภูมิ คือตลอดพรรษานี้ผู้เขียนได้บันทึกธรรมเทศนาตลอดไตรมาส ซึ่งก็สำเร็จจนเป็นเล่มในชื่อ "หนังสือมุตโตทัย"

หลังจากผู้เขียนได้บันทึกธรรมเทศนาของท่านแล้ว ก็พยายามทำเป็นความลับไว้ตลอดเวลา วิธีการที่ผู้เขียนทำสำเร็จนั้นคือ เมื่อเวลาท่านแสดงธรรม พยายามกำหนดไว้ในใจอย่างมั่นคง เพราะขณะนั้นความจำของผู้เขียนยังอยู่ในการใช้ได้ เมื่อท่านแสดงธรรมจบแล้ว ผู้เขียนยังต้องมีหน้าที่ถวายการนวดอีกไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อถวายการนวดเสร็จแล้ว ก็รีบกลับที่พักจับปากกา รีบเขียนธรรมเทศนาของท่าน ก่อนความจำนั้นจะเลือนลางไป

ตอนนี้ผู้เขียนจะบอกอะไรให้สักอย่าง ว่าเป็นเรื่องน่าคิดหนักหนา ตอนนั้นอยู่ในระหว่างสงคราม ปากกา-ดินสอดำ-น้ำหมึกไม่ต้องหา ไม่มีใช้ เผอิญผู้เขียนมีปากกาอยู่ 1 ด้ามติดตัวไป น้ำหมึกไม่มี ผู้เขียนต้องคิดตำราทำน้ำหมึกขึ้นใช้ โดยเอาผลสมอไทย ผลมะเหลื่อม ผลมะขามป้อม เอามาตำแช่น้ำ แล้วเอาเหล็กที่มีสนิมมากเช่นผานไถนาแช่ลงไปด้วย เมื่อแช่ 2-3 วันได้ที่แล้ว เอามากรองด้วยผ้าบางจนใส แล้วเอาเอาเขม่าติดก้นหม้อนี้ (ต้องการสีดำ) ใส่เข้าไป คนจนเข้ากันดีแล้วกรองอีก คราวนี้ก็เอามาใช้ได้ผล ข้าพเจ้าได้ใช้มันจนเขียนได้เป็นเล่ม แต่เวลาเขียนมันจะไม่แห้งทันที ต้องรอนานกว่าจะแห้ง

ข้าพเจ้าได้ทำอยู่อย่างนี้ คือฟังเทศน์เสร็จแล้วถวายการนวดเสร็จแล้วกลับมาเขียนหนังสือตลอดเวลา 3 เดือน การแสดงธรรมของท่านมิได้แสดงทุก ๆ คืน ในที่สุดข้าพเจ้าก็ทำงานเสร็จสมกับคำปณิธานที่ได้ตั้งไว้ และก็พยายามกำความลับไว้มิได้แพร่งพรายให้ผู้ใดทราบถึงการกระทำของข้าพเจ้าเลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อความสนิทสนมผู้เขียนกับท่านอาจารย์มั่นฯ นับวันแต่จะสนิทยิ่งขึ้นท่านได้ให้พรพิเศษ เมตตาพิเศษ แนะนำพิเศษ จนผู้เขียนหายความหวาดกลัวเหมือนอย่างแต่ก่อน

อยู่มาวันหนึ่ง ผู้เขียนคิดว่า ก็ธรรมเทศนาที่เราเขียนแล้วนั้นจะปิดเป็นความลับไว้ทำไม เปิดเผยถวายท่านเสียดีกว่า ท่านจะกินเลือดกินเนื้อเราก็ให้รู้ ไป จึงเป็นอันว่า ผู้เขียนได้นำเอาเนื้อความอ่านเล่าถวาย ท่านจึงเอะใจขึ้นว่า

"นี่ วิริยังค์ คุณไปเขียนแต่เมื่อไร"

จากนั้นท่านก็ไม่ว่าอะไรและท่านก็ยอมรับว่าการบันทึกนี้ถูกต้อง โล่งอกโล่งใจข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง นึกว่ายังไงเสียคงโดนด่าหลายกระบุง แต่ท่านกลับให้ความร่วมมืออย่างน่าอัศจรรย์

หนังสือมุตโตทัยนั้น แม้จะมีเนื้อความไม่มากนัก แต่บรรจุถ้อยคำเป็นคำสอนที่ดีมากจริง ๆ ได้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ปรากฏว่าได้พิมพ์ไปแล้วหลายหมื่นฉบับ และก็ยังไม่จืด จะต้องมีการพิมพ์ต่อไปอีกมาก

ข้าพเจ้าถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญที่ทำได้สำเร็จในขั้นแรกของชีวิต เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก ทั้งเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อการขับไล่ของท่านอาจารย์มั่นฯ อย่างยิ่ง เพราะถ้าทำผิดแล้วมีอย่างเดียวคือการไล่ออก นับเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

3.2 น้ำฝนเป็นยา

          ... ในพรรษานี้ ข้าพเจ้าได้รับบทเรียนเป็นพิเศษมากมายพอดู วันหนึ่งฝนตกใหญ่ ผู้เขียนก็รีบเข้าห้องนอน เพราะครึ้มฟ้าน่าจะนอนมาก แต่พอเอนหลังลงหน่อยเท่านั้น ด้วยความเป็นห่วงจึงแง้มหน้าต่างมองไปที่กุฏิของท่านอาจารย์มั่นฯ ข้าพเจ้าต้องตกใจมาก เพราะท่านผลัดผ้าสรงน้ำ ออกตากฝนรองน้ำฝนใส่โอ่งอยู่องค์เดียว ผู้เขียนรู้สึกตัวว่าเราผิดแล้ว ทำท่าจะนอน ท่านอาจารย์กำลังรองน้ำฝนอยู่ ผู้เขียนรีบผลัดผ้าอาบโดยพลันลงจากกุฏิยังกับจะวิ่ง เข้าไปช่วยท่านรองน้ำฝน ผู้เขียนพูดกับท่านว่า ท่านอาจารย์จะลงมาทำไมเดี๋ยวจะไม่สบาย ท่านตอบว่า

"วิริยังค์ อยู่ใต้ฟ้าต้องกลัวฝนด้วยหรือ การอาบน้ำฝนเป็นยาอายุวัฒนะรู้ไหม?"

"เป็นยายังไงครับ?" ผู้เขียนถาม

"ก็น้ำฝนมันบริสุทธิ์ดี เหงื่อไคลก็ออกดีมากกว่าน้ำธรรมดา อาบแล้วเบาตัว" ท่านตอบ

เมื่อรองน้ำ ถวายการถูหลัง บิดผ้าอาบ ตากเรียบร้อย ท่านก็เข้าห้องจำวัดไป ผู้เขียนกลับกุฏิแล้วก็มานึกถึงว่า น้ำฝนเป็นยา น้ำฝนเป็นยา ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านบอก ทำเอาข้าพเจ้าพยายามที่จะอาบน้ำฝนให้มากเพื่อจะได้เป็นยา จนกระทั่งบัดนี้ ... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

กุฏิของ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ที่ใช้บันทึก มุตโตทัย ในสมัยนั้น (รูปโดย Admin)

3.3 อย่ายกโทษผู้อื่น

          ...วันหนึ่งขณะที่ผู้เขียนถวายการปฏิบัติท่านอยู่ตามปรกติเวลากลางวัน เพราะหลังจากฉันเสร็จท่านเดินจงกรมเสร็จท่านเข้าห้อง เวลาบ่ายโมงท่านจะออกมานั่งข้างนอก ผู้เขียนก็จะต้องเตรียมน้ำสำหรับชงชา ชาก็เป็นชาเชียงใหม่ และเตรียมหมากพลูปูนยาไว้สำหรับตำหมากถวายท่าน พร้อมทั้งบุหรี่อันเป็นยาสูบที่ชาวบ้านเขาปลูกกัน วันนี้ก็เช่นเดียวกับทุก ๆ วันผู้เขียนได้ทำเช่นนั้น หลังจากทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็ได้มวนบุหรี่ถวายท่าน พอท่านสูบ ควันบุหรี่ก็ออกมากระทบกับจมูกของผู้เขียน วันนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบ เกิดเหม็นควันบุหรี่ยิ่งกว่าทุกวัน จนอดไม่ไหวจึงได้พูดว่า

"แหมบุหรี่นี่เหม็นจริง"

เท่านั้นเอง ผู้เขียนก็ต้องถูกดุว่า "วิริยังค์ การยกโทษผู้อื่นนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง"

ว่าแล้วท่านก็มวนบุหรี่ขึ้นตัวหนึ่งเบ้อเริ่ม ให้ผู้เขียนบอกว่า "เอาสูบเสียเดี๋ยวนี้ เมื่อสูบแล้วจะได้ไม่ยกโทษผู้อื่น"

ทำเอาข้าพเจ้างงไป ต้องสูบบุหรี่แล้วก็สำลัก ท่านก็หัวเราะชอบใจ ผู้เขียนได้คิดเรื่องนี้ไว้เป็นการบ้านอยู่ตลอดเวลาว่า การที่ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านแนะนำพร่ำสอนบุคคลนี้ ท่านสอนโดยทุกวิธี แม้แต่สูบบุหรี่ ทำเอาผู้เขียนต้องจดจำตลอดชีวิต ว่า การที่จะยกโทษคนอื่นนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร เพราะคนเราต่างก็มีความสามารถ ไปคนละอย่าง เมื่อเขาทำไม่เหมือนเรา เราจะว่าเขาไม่ดี ก็ไม่ควรและควรจะมองคุณประโยชน์ของแต่ละบุคคล ซึ่งคนๆ หนึ่งมิใช่ว่าจะเสียไปหมด และก็มิใช่ดีไปหมด ถ้าบุคคลผู้ฉลาดแล้วดินที่ตรงไหนก็เอามาทำประโยชน์ได้ ถ้าหากว่าเราจะไม่ยกโทษว่าดินมันต่ำทราม ... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)


ศาลาวัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน (รูปโดย Admin)

3.4 อวดเขี้ยวคือหมาอวดงาคือช้าง

... อีกวันหนึ่งขณะที่ผู้เขียนกำลังหั่นผักถวายท่านในเวลาภัตตาหารเช้า ตามปรกติท่านจะต้องฉันผักทุกวัน แต่ฟันของท่านไม่ดี เพราะต้องใช้ฟันเทียม จึงต้องหั่นผักให้ละเอียด ผู้เขียนมีหน้าที่จะต้องหั่นทุกวัน ในเมื่อท่านเลือกดูแล้วว่าผักนี้เป็นที่ถูกกับธาตุของท่าน ในวันนั้นผู้เขียนได้หั่นผักเป็นพิเศษ คือหั่นให้หยาบๆ เพราะทุกๆ วันหั่นละเอียด พอดีท่านเหลือบมองเห็นก็ได้ถามผู้เขียนว่า

"วิริยังค์ ทำไมจึงหั่นหยาบนัก วันนี้"

"มันอร่อยดีครับ หั่นละเอียดแล้วมันไม่อร่อย" ผู้เขียนตอบ

"นี่แหละหนาเขาว่า อวดเขี้ยวก็คือหมา อวดงาก็คือช้าง"

ท่านอาจารย์ท่านว่า ในขณะที่พระภิกษุสามเณรเต็มศาลาขณะที่เตรียมจะฉันภัตตาหารเช้า ทำเอาผู้เขียนสะดุ้งเฮือก เป็นอันว่า ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านสอนคนทุกขณะเวลา อันการพูดของท่านว่า "อวดเขี้ยวคือหมา อวดงาคือช้าง" ท่านได้เปรียบเทียบคนที่โอ้อวด หมายความว่าไปเที่ยวอวดตัวต่อใคร ๆ ว่า ข้าพเจ้านี้เก่งอย่างนั้นเก่งอย่างนี้ ต้องการที่จะมีชื่อเสียงโด่งดัง เลยหาวิธีการอวดด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ เท่าที่ตัวบุคคลนั้นจะหาได้ เป็นเหตุให้เกิดความเชื่อถือที่ผิด ๆ เกิดขึ้นแก่ปวงชนเป็นอันมาก โดยเหตุก็เพียงเพื่อต้องการหาชื่อเสียงความโด่งดังให้แก่ตัวเอง... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

3.5 ปราบผีปอบ

          ในยุคนั้นยังมีความไม่เข้าใจในธรรมชาติ และจะถึงสิ่งที่เจอนั้นเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ซึ่งองค์หลวงปู่มั่น ได้พยายามให้ชาวบ้านละความงมงายนั้น ครั้งหนึ่งท่านได้บัญชาให้ หลวงพ่อวิริยังค์ ไปแก้ไข โดยท่านได้บันทึกไว้ ดังนี้

          ... มีอยู่วันหนึ่ง หมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนามนนี้เท่าไรนัก เกิดมีการลือว่าผีปอบกำลังอาละวาดและมีผีป่าเข้าผสม มีการตายกันไม่เว้นแต่ละวัน ชาวบ้านได้มีความเชื่อว่าผีอาละวาดจริง ต่างก็พากันครั่นคร้ามหวาดเสียว กลัวกันเป็นการใหญ่ พวกชาวบ้านได้ส่งตัวแทนมาที่ท่านอาจารย์มั่นฯ ขอให้ไปไล่ผีให้พวกเขาด้วย เมื่อตัวแทนชาวบ้านนั้น มีอยู่ 3-4 คนมากราบพระอาจารย์แล้วก็เล่าถึงเหตุเภทภัยที่พวกเขากำลังได้รับอยู่ให้ท่านฟัง

เมื่อท่านได้ฟังแล้วจึงบัญชาให้ผู้เขียนไปจัดการแก้ไขพวกผีปอบ อันที่จริงผู้เขียนก็เคยจัดการเรื่องผี ๆ มาหลายครั้งแล้ว มาคราวนี้ท่านอาจารย์มั่นฯ มาใช้ให้ไปจัดการทั้ง ๆ ที่พระเถรอื่น ๆ ที่มีความสามารถในทางนี้ตั้งหลายองค์ ทำไมท่านจึงไม่ใช้ให้ไปจัดการ แต่กลับมาให้ผู้เขียน ซึ่งขณะนั้นเป็นพระผู้น้อย มีพรรษาเพียง 3 พรรษาเท่านั้น ก็คงจะเป็นการทดลองความสามารถหรือดูใจว่าจะเชื่อฟัง ก็สุดที่จะเดา แต่ขณะนั้นผู้เขียนก็เป็นผู้คอยดูแลอุปัฏฐากท่านตลอดเวลา ก็เป็นห่วงจะได้ใครมาแทนการอุปัฏฐาก สำหรับผู้ใคร่อุปัฏฐากก็มีมาก เพราะใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้ชิดตัวท่าน แต่โอกาสไม่ให้เท่านั้น

เป็นอันว่าผู้เขียนเดินทางไป เพื่อจัดการกับผี ได้สามเณรไปเป็นเพื่อนหนึ่งองค์ ไปพักอยู่ที่ป่าใกล้ ๆ บ้านนั้นมีพวกญาติโยมมาแผ้วถางที่อยู่ เห็นเนินปลวกพอที่จะพักชั่วคราวได้ เมื่อพักอยู่ ตกกลางคืนได้มีประชาชนพากันมามากมาย ผู้เขียนสังเกตดูชาวบ้านที่มานั้นดูตื่น ๆ คล้าย ๆ จะตกใจ เพราะทุกคนเกรงกลัวผี ถึงมันไม่กินเรา มันอาจจะกินลูกเรา เขาคงคิดว่าอาจารย์องค์นี้จะสู้ผีไหวหรือไม่ เพราะดูแล้วก็ยังหนุ่มเด็กอยู่เลยถ้าไม่ไหวพวกเราอาจะถูกผีรุกพวกเราหนักยิ่งขึ้น แต่เขาก็ดูจะมั่นใจว่านี้เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่นฯ คงจะมีความสามารถจัดการกับผีได้ท่านจึงส่งมา

ในค่ำคืนวันนั้นผู้เขียนได้แสดงธรรมให้ชาวบ้านฟัง และให้เขารับพระไตรสรณคมน์ แนะนำความเชื่อถือผิดต่าง ๆ พอสมควรแล้วเขาก็พากันกลับบ้าน ตอนจะกลับผู้เขียนได้เตือนพวกโยมว่า "โยม คืนนี้อาตมาจะไล่ผีที่มีอยู่หมู่บ้านนี้ จะเป็นผีปอบหรือผีอะไรจะไล่ออกให้หมด และขอให้ทุกคนจงบำเพ็ญภาวนาอย่างที่อาตมาสอนไว้โดยทั่วกัน และในคืนนี้ใครมีประสบการณ์อย่างไร ให้มาบอกอาตมาในวันพรุ่งนี้"

เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ เมื่อวันรุ่งขึ้นพวกประชาชนในหมู่บ้านนี้ ได้มาเล่าความฝันและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ผู้เขียนฟังว่า เมื่อคืนนี้สุนัขมันเห่าหอนกันตลอดคืน ทำเอาชาวบ้านนั้นไม่ใคร่หลับกันทีเดียว ต่างก็เข้าใจว่าอาจารย์ได้ใช้วิชาอาคมปราบผีแน่นอนแล้ว และเขาก็เล่าความฝันของโยมหลายคนที่ปรากฏการณ์เช่นเดียวกัน เขาฝันว่า พวกผีนับจำนวนร้อย พากันหอบลูกจูงหลาน มีหน้าตาลักษณะต่างๆ กันเดินออกจากหมู่บ้านนี้ไป พลางก็พูดกันว่า อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย ร้อนเหลือเกิน พวกกูก็อยู่กันมานานแล้ว ไม่เคยถูกใครบังอาจมารังควานเลย คราวนี้กูสู้ไม่ไหว ดูท่าทางของพวกผีบอกว่าเดินหนีกันอย่างรีบร้อน และในความฝันเขาบอกว่า เวลาเดิน ๆ ถอยหลังมิได้เดินไปข้างหน้า เหมือนคนเรา

มันเป็นการได้ผลรวดเร็วเกินคาด ทำให้จิตใจของชาวบ้านนี้เกิดความเชื่อมั่นในตัวผู้เขียนมากทีเดียว และเขาทั้งหลายก็เชื่อแน่ว่า พวกผีมันไปกันจริง ๆ โดยอาศัยความเชื่อมั่นนี้ทำให้หมู่บ้านเกิดความสงบเงียบ ได้รับความสุขสบายอย่างยิ่งเพียงชั่ววันเดียว บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นด้วยความหวาดเสียวและหวาดระแวงด้วยความกลัวผี ก็หายไปจากหมู่บ้านนี้ยังกะปลิดทิ้ง

ในครั้งนั้นปรากฏว่า ชาวบ้านที่อยู่กันเป็นหมู่ ๆ ใกล้เคียงยิ่งได้ร่ำลือกันว่าผีออกจากบ้านนี้แล้ว มันกำลังบ่ายโฉมหน้าไปโน้น หมายความว่าจะต้องผ่านหมู่บ้านใกล้เคียงเหล่านั้น ต่างก็ตกใจ นึกว่าคงจะมาอยู่กับพวกเรากระมัง พากันมายังผู้เขียนเป็นการใหญ่ ผู้เขียนก็พานั่งสมาธิและแสดงธรรมให้เขาฟัง แต่พวกเขาได้พูดว่า ขอให้ท่านช่วยส่งพวกผีให้พ้นหมู่บ้านของพวกผมด้วยเถิด ผู้เขียนเห็นเป็นโอกาสดี เลยบอกว่าต้องมาฟังเทศน์ทำสมาธิภาวนารักษาศีล พวกเขาเหล่านั้นก็ทำตามทุกอย่าง ซึ่งขณะนั้นจะให้เขาทำอะไรก็ยอม เป็นการให้พวกเขาได้รับธรรมจากผู้เขียนมากทีเดียว จึงนับว่าได้ประโยชน์ไม่น้อยเลย และในเวลาอันรวดเร็วด้วย เมื่อได้ทำพิธีต่าง ๆ เป็นการไล่ผีที่พวกเขาเข้าใจผิดจนรู้เหตุผลในเรื่องนี้ดีแล้ว อยู่กับเขาประมาณอาทิตย์เศษ เรื่องความวุ่นวายของ "ผีปอบ" ได้สงบลง เป็นความยินดีปรีดาของชาวบ้าน

หายความหวาดผวาแล้ว ผู้เขียนก็ลาพวกเขากลับมาที่บ้านนามน เพื่อพบกับพระอาจารย์มั่นฯ เข้าประจำหน้าที่เป็นอุปัฏฐากตามเดิม เมื่อพบพระอาจารย์ในวันนั้น ท่านได้ถามว่า

"วิริยังค์ได้แก้มิจฉาทิฏฐิสำเร็จหรือไม่"

ผู้เขียนตอบอย่างภาคภูมิว่า "ได้แก้สำเร็จแล้วทุกประการ"

ท่านได้พูดเสริมต่อไปว่า

"นี้แหละคือประโยชน์และพระภิกษุสามเณรผู้บวชมาแล้วในพระพุทธศาสนา นอกจากจะทำประโยชน์แก่ตนแล้ว ก็ควรจะได้ทำประโยชน์ผู้อื่นต่อไป จึงจะเป็นการเชิดชูไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา บางคนเขาว่าพวกเราอยู่ในป่า บ้านนอกบ้านนา เอาแต่ความสุขส่วนตัว ได้รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว ก็หลบตัวซ่อนอยู่ในป่าเขา ไม่ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ความจริงแล้วพวกเราก็ทำประโยชน์ส่วนรวมกันแล้วทุกองค์ เพราะชาวบ้านนอกบ้านนาที่ยังต้องการผู้เข้าใจในธรรมทั้งส่วนหยาบและละเอียดมาสอนเขา หากพวกเราไม่มาแนะนำในทางที่ถูกอันเป็นส่วนหยาบและละเอียดแล้ว ก็จะหลงเข้าใจผิดกันอีกมาก นี้แหละคือการทำประโยชน์แก่คนบ้านนอกบ้านนา จะคอยให้เจ้าฟ้าเจ้าคุณผู้ทรงความรู้ในกรุงในถิ่นที่เจริญมาสอนนั้นเห็นจะไม่ไหว เพียงแต่ท่านเดินทางด้วยเท้าสักหนึ่งกิโลสองกิโล ก็ไม่เอาแล้ว พวกเราจึงได้ชื่อว่า ได้มีส่วนช่วยทำประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง ที่ใครอื่นเขามองไม่ใคร่เห็น"

ผู้เขียนนั่งฟังท่านอธิบายก็ซาบซึ้งใจเป็นหนักหนาและเข้าใจอะไร ๆ หลายอย่าง เกี่ยวกับส่วนตัวและส่วนรวม ... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

4. กลับไปจำพรรษาบ้านโคกครั้งที่สอง

...ออกพรรษาแล้วท่านยังพักบำเพ็ญวิหารธรรมอยู่ที่นั้นเป็นเวลานาน พรรษาต่อมาจึงมาจำพรรษาที่บ้านโคกอีก แต่มิได้จำสำนักเดิมที่เคยจำมาแล้ว สำนักใหม่แห่งนี้ท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ สร้างถวาย ท่านมาจำพรรษาที่สำนักป่าแห่งนี้ด้วยความผาสุกทั้งทางกายและทางใจ การประชุมอบรมพระเณรย่อมดำเนินไปตามที่เคยปฏิบัติมา... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์) อ่านเรื่องราวในตอนนี้ คลิ๊ก

รายการอ้างอิง

1) ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

2) ตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล โดย พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ พ.ศ. 2556

3) ญาณสมฺปนฺนธมฺมานุสรณ์ ประวัติ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พ.ศ. 2554

4) ปญฺญารตนํ ประวัติ หลวงปู่อว้าน เขมโก พ.ศ. 2564

 

แสดงความเห็น  >>คลิ๊กที่นี่<<

< ตอนก่อนหน้า : ตอนต่อไป >