ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ร่วมเดินไปยังสถานที่ที่เกี่ยวเนื่อง กับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พร้อมเรื่องราวความสำคัญ ศิษยานุศิษย์ที่เข้ามาฝากตัว เป็นสานุศิษย์ถักทอสู่ "กองทัพธรรมพระกรรมฐาน" โดยเว็บมาสเตอร์ www.luangpumun.org และสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ศิษยานุศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากรายการ แฟนพันธุ์แท้ 2018

เมนูหลัก ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น คลิ๊ก

ตามรอยองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตอนที่ 53
วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
ภาคที่ 2 อาจาริยธรรมบ้านนามน

 

5. เรื่องราวพระเถระรูปอื่นที่ได้ข้อธรรมตลอดจนบุคคลท่านอื่น ๆ ณ บ้านนามน

5.1 พระอาจารย์เนียม โชติโก

          ... พระอาจารย์มั่นฯ ได้เดินทางกลับมาจากจังหวัดอุบลฯ หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยทางรถยนต์ กลับไปจังหวัดสกลนคร และพักจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

บ้านนี้เป็นบ้านเดิมของพระอาจารย์เนียม ซึ่งพระอาจารย์องค์นี้คุ้นเคยกับผู้เขียนเป็นกรณีพิเศษ เพราะตอนก่อนจะไปงานพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์เสาร์นั้น ได้พักอยู่ด้วยกันกับผู้เขียน อยู่กับพระอาจารย์มั่นฯ ที่บ้านนาสีนวล

พระอาจารย์เนียมนี้ เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของท่านพระอาจารย์มั่นฯ มาก ด้วยเหตุนี้กระมัง พระอาจารย์หลังจากอยู่บ้านโคกอันเป็นบ้านเดิมของท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ซึ่งท่านก็ได้ไว้เนื้อเชื่อใจ แล้วท่านก็ได้มาอยู่วัดป่าบ้านนามน เท่ากับฉลองศรัทธาให้กับท่านอาจารย์เนียมเป็นครั้งสุดท้าย

ปรากฏว่า ท่านอาจารย์เนียมนี้ท่านอ่านหนังสือไม่ออกเลย ที่ท่านออกปฏิบัติกับพระอาจารย์มั่นฯ ด้วยการหวังการพ้นทุกข์จริง ๆ

พระอาจารย์มั่นฯ ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านโคก เป็นบ้านของพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ อาจารย์องค์แรกของผู้เขียน และเป็นบ้านเกิดของท่าน ต่อมาได้มาจำพรรษาอยู่ที่บ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร อันเป็นบ้านเกิดของอาจารย์เนียม

ดูจะเป็นการเอาใจท่านทั้งสองมิใช่น้อยเลย เพราะการจำพรรษาแต่ละครั้งก็มีคนมานิมนต์มากแห่ง แต่ท่านก็ไม่ไป

ในฐานะผู้เขียนเป็นชั้นศิษย์ ยังมองเห็นความมหัศจรรย์อยู่มาก ที่ท่านอาจารย์มั่นฯ มาจำพรรษาที่ป่าใกล้บ้านทั้ง 2 แห่งนี้ เพราะมองดูสถานที่แล้ว ก็ไม่ใช่เป็นป่าใหญ่หรือที่ดีอะไรนัก แต่เพราะท่านมีความประสงค์จะให้พระอาจารย์ของข้าพเจ้า (พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ) กลับจากจังหวัดจันทบุรี เพราะท่านต้องการจะให้มาเพื่อหาความวิเวกยิ่ง ๆ ขึ้น และจะได้ปรับปรุงการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักของการปฏิบัติกัมมัฏฐานต่อไป และท่านคงเล็งเห็นประโยชน์อะไรอีกมากในการจำพรรษา 2 แห่งนี้เป็นเวลา 3 ปี ผู้เขียนในฐานะเป็นศิษย์ติดตามจึงพลอยมาได้รับผลประโยชน์ในคราวนี้อย่างดียิ่ง เพราะเมื่อเข้ามาแล้วก็ได้รับตำแหน่ง เป็นพระอุปัฏฐากเลย จึงเป็นโอกาสอย่างยิ่งที่จะได้ทราบการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด ... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

 

5.1.1 เคล็ดลับการปฏิบัติครูบาอาจารย์จากพระอาจารย์เนียม

          ... ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึงประวัติของพระอาจารย์เนียม ไว้ในที่นี่เพื่อเป็นบันทึกชีวประวัติของท่านไว้ แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ท่านก็ทำคุณประโยชน์ไว้ในพระพุทธศาสนา ทั้งแก่ตัวท่านและผู้อื่นมิใช่น้อย

ท่านอาจารย์เนียมได้อุปสมบทหลังจากมีภรรยาแล้ว มีความเบื่อหน่ายฆราวาส ท่านมิได้เรียนหนังสือมาก่อนเลย หมายความว่าอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เอาเลย แต่ว่าเมื่อท่านบวชแล้ว ท่านได้ติดตามพระอาจารย์มั่นฯ ได้เรียนกัมมัฏฐานกับท่านแล้วก็พยายามปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ทีเดียว ทั้งสนใจในการไต่ถามการปฏิบัติจนได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ

ท่านอาจารย์เนียมเคยพูดกับผู้เขียนถึงการที่ท่านปฏิบัติอยู่กับท่านอาจารย์มั่นฯ ตื้นลึกหนาบางท่านได้บอกเคล็ดลับการปฏิบัติอยู่กับท่านอาจารย์มั่นฯ หลายอย่างในฐานะเคยอยู่กับท่านมาก่อน ทำให้ผู้เขียนเข้าใจความจริงอะไรหลาย ๆ อย่างซึ่งเป็นประโยชน์เหลือเกิน

ความจริงเคล็ดลับนี้มีความสำคัญนัก ไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าไม่ทราบความจริงของเคล็ดลับแล้ว จะทำให้เกิดความล่าช้าหรือความลำบากโดยใช่เหตุ และอันเคล็ดลับนี้เอง ที่อาจารย์สมัยก่อนเก็บงำซ่อนเงื่อนเอาไว้สำหรับดัดสันดานลูกศิษย์ เช่น วิชาอาคมอะไรต่าง ๆ ให้แก่ศิษย์ก็ไม่สอนหมด เหลือตอนสำคัญเอาไว้ เผื่อลูกศิษย์มันคิดล้างครู ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน จะได้เอาดัดสันดาน การกระทำอะไรต่าง ๆ แม้ในปัจจุบันที่พวกประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายไปร่ำเรียนวิซาการสมัยใหม่ทุก ๆ สาขาอันเป็นวิซาการสำคัญ ผู้เขียนเข้าใจว่าเคล็ดลับของประเทศที่เจริญแล้ว เขาได้เก็บเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วเราก็ว่าได้สำเร็จปริญญาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ยังมีสิ่งที่เรายังไม่รู้เคล็ดลับที่สำคัญ จึงทำให้เจริญขึ้นยาก กว่าจะจับเคล็ดลับได้ก็ต้องอาศัยเวลานาน

แม้การที่ผู้เขียนไค้ทราบเคล็ดลับในการอยู่กับพระอาจารย์มั่นฯ จากพระอาจารย์เนียมนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว กับทั้งกันความผิดพลาดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ทำไมพระอาจารย์เนียมจึงให้ความสนิทสนมแก่ผู้เขียนมากและในเวลาอันรวดเร็ว นี้น่าแปลกใจ จึงทำให้ผู้เขียนเข้าใจความจริงอะไรหลายอย่างที่ทำให้ได้ไต่ถามและได้การปฏิบัติทางใจ แก่พระอาจารย์มั่นฯ ได้มากเป็นที่พอใจยิ่ง ... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

5.1.2 เริ่มต้นวัดป่าสาลวัน

เมื่อ พ.ศ. 2475 พระอาจารย์เนียม ก็ได้ธุดงค์ไปถึงจังหวัดนครราชสีมาพร้อมกับพระอาจารย์อีกหลายองค์ ขณะพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นหัวหน้า มีคนสำคัญอยู่คนหนึ่ง คือ หลวงชาญฯ ได้ไปฟังเทศน์จากพระอาจารย์เนียม เกิดความเลื่อมใสในคณะกัมมัฏฐานอย่างยิ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่านอาจารย์เนียมท่านอ่านหนังสือไม่ออก ท่านนำเอาธรรมมาแสดงแด่หลวงชาญได้อย่างไร นี้ก็น่าคิด แต่ผู้ที่ได้ปฏิบัติธรรมจนเกิดธรรมภายในได้แล้ว ก็เห็นเป็นของธรรมดา ปรากฏต่อมาว่า หลวงชาญฯ เกิดความเลื่อมใส ถวายที่ของตนให้สร้างวัด จนปรากฏชื่อ วัดสาลวัน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้


บริเวณวัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน (รูปโดย Admin)

5.1.3 เป็นผู้แก้วิปัสสนู

ขณะที่ท่านอยู่กับพระอาจารย์มั่นฯ ได้ใช้ให้เป็นผู้คอยแก้พระภิกษุ-สามเณรหลงวิปัสสนูปกิเลส เพราะบางองค์ที่บำเพ็ญความเพียรอย่างหนัก เกิดความเข้าใจผิดหลงตัวว่าได้สำเร็จพระอรหันต์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สำเร็จ เพราะอำนาจของวิปัสสนูปกิเลสทำให้เข้าใจไปเช่นนั้น เนื่องจากเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ขณะที่เกิดวิปัสสนูปกิเลสนั้น มีทั้งความสว่างผ่องใส ลึกซึ้งยังกับหมดกิเลส ซึ่งแต่ละองค์ที่หลงนั้นย่อมมุ่งหมายในตัวเองมาก ยากที่จะแก้ไขได้ หากไม่มีวิธีการแก้จะติดไปนานมากทีเดียว

การเป็นเช่นนี้เกิดขึ้นแก่องค์ใด พระอาจารย์เนียมเป็นผู้หนึ่งที่จะต้องถูกอาจารย์มั่นฯ ใช้ให้ไปแก้ไขเพื่อให้ท่านเหล่านั้นกลับใจ ดำเนินไปในทางที่ถูก การแก้ผู้บังเกิดวิปัสสนูปกิเลสนี้ มิใช่ง่ายเลย เพราะความเข้าใจผิดของผู้เป็นนั้นลึกซึ้งมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่จะไปแก้เขานั้นจะต้องมีกำลังจิตมากทีเดียว หากแต่จะใช้เพียงวาทะถ้อยคำ ก็ยากนักที่จะแก้ได้ พระอาจารย์เนียมจึงเป็นผู้หนึ่งที่มีพลังจิตที่พอจะแก้ได้ จึงนับว่าท่านเป็นศิษย์คนสำคัญของพระอาจารย์มั่นฯ องค์หนึ่งซึ่งใคร ๆ ไม่เคยกล่าวขวัญถึงเลย แต่กับผู้เขียนสนิทสนมกันมาก

5.1.4 มรณภาพที่บ้านหนองผือ

พระอาจารย์เนียมได้มรณภาพที่บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม ที่ท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่ 5 ปีนั้นเอง ท่านป่วยด้วยไข้มาเลเรีย หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ท่านอาจารย์ก็ให้ก่อเชิงตะกอนด้วยท่อนไม้ทำฌาปนกิจศพอย่างมิต้องมีพิธีรีตองอะไร ซึ่งพระอาจารย์มั่นฯ ท่านได้ทำฌาปนกิจศพแก่พระภิกษุสามเณรที่มรณภาพกับท่านเช่นนี้โดยปรกติ เพราะได้เคยพูดไว้เสมอว่า ซากอสุภะร่างกายที่ตายนั้น ควรแก่การที่จะพึงพิจารณาให้เป็นสักขีพยาน ในการปลงธรรมสังเวชเท่านั้น ส่วนการบำเพ็ญกุศลที่จะพึงอุทิศผลไปให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีร่างกายที่สิ้นลมแล้วจะมาเป็นผู้คอยรับส่วนกุศล

ผู้เขียนได้มารำลึกถึงคุณานุคุณของท่านอาจารย์เนียมมาก แม้จะเป็นการอยู่ร่วมกันชั่วขณะไม่นานนัก แต่ผู้เขียนได้ทราบความเป็นมาของพระอาจารย์มั่นฯ จากท่านมากเกินความคาดหมาย ทั้งยังให้คติธรรมที่ท่านเข้าใจด้วยตัวท่านเองอีกมาก จะอย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ได้ถือว่าท่านพระอาจารย์เนียมเป็นพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิสูงผู้หนึ่ง ... (ใต้สามัญสำนึก : หลวงพ่อวิริยังค์)

 

5.2 หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

          หลังจากจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ในปี พ.ศ.2485 แล้ว ท่านได้จำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น เป็นพรรษาที่ 2 ณ เสนาสนะป่าบ้านนามนแห่งนี้ ซึ่งหลวงตามหาบัวได้กล่าวว่า พรรษานี้เป็นพรรษาที่ท่านเร่งความเพียรอย่างหนัก โดยมีรายละเอียด ดังนี้

(2) Facebook and 8 more pages - Work - Microsoft​ Edge
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านมีโอกาสจำพรรษา กับองค์หลวงปู่มั่น
เป็นพรรษาที่
2 ที่บ้านนามนแห่งนี้ (รูปโดย Admin)

5.2.1 รู้ทันเวทนาชัดประจักษ์ "ตาย"

          ... พอถึงรุ่งเช้าเมื่อได้โอกาสอันเหมาะสม ท่านก็ขึ้นกราบเรียนหลวงปู่มั่น ซึ่งตามปกติท่านเองมีความเกรงกลัวหลวงปู่มั่นมาก แต่วันนั้นกลับไม่รู้สึกกลัวเลย เป็นเพราะอยากจะกราบเรียนเรื่องความจริงของท่านให้หลวงปูมั่นได้รับทราบและให้ท่านเห็นผลแห่งความจริงว่าปฏิบัติมาอย่างไรจึงได้ปรากฏผลเช่นนี้ ท่านจึงพูดขึ้นมาอย่างอาจหาญแบบที่ไม่เคยพูดกับหลวงปู่มั่นอย่างนั้นมาก่อน ดังนี้

"         ... ทั้ง ๆ ที่เราพูดขึงขังตึงตังใส่เปรี้ยง ๆ ท่านก็คงจับได้เลยว่า 'โหย ที่นี้แหละกำลังบ้ามันขึ้นแล้ว' ท่านคงว่างั้น 'มันรู้จริง ๆ ' ความหมายว่ามันรู้จริงๆ เพราะเราพูดแบบไม่สะทกสะท้าน เล่าอะไร ๆ ให้ฟัง ท่านจะค้านเราตรงไหน ท่านก็ไม่ได้ค้าน มีแต่เออ...เอา พอเราจบลงแล้ว ก็หมอบลงฟังท่านจะว่ายังไง... ท่านก็ขึ้นเต็มเหนี่ยวเหมือนกันนะ ท่านรู้นิสัยบ้า ว่างั้นนะ

'มันต้องอย่างนี้ เอ้า ทีนี้ได้หลักแล้ว เอ้าเอามันให้เต็มเหนี่ยว อัตภาพเดียวนี้มันไม่ได้ ตายถึง 5 หนนะ มันตายหนเดียวเท่านั้นนะทีนี้ได้หลักแล้ว เอาให้เต็มเหนี่ยวนะ'...

ว่าอย่างนั้นเลยเชียว ท่านเอาหนักอธิบายให้ฟังจนเป็นที่พอใจ เราก็เป็นเหมือนหมาตัวหนึ่ง พอท่านยอบ้างยุบ้าง หมาเราตัวโง่นี้ ก็ทั้งจะกัดทั้งจะเท่า... มันพอใจ มันมีกำลังใจทีนี้จึงฟัดกันใหญ่..."

เมื่อได้กำลังใจจากหลวงปู่มั่นเช่นนี้ ท่านก็ยิ่งจริงจังเพิ่มขึ้นไปอีก คือพอเว้นคืนหนึ่งสองคืนท่านก็นั่งตลอดรุ่งอีก และก็เว้น 2-3 คืนก็นั่งตลอดรุ่งอีก จนกระทั่งจิตเกิดอัศจรย์เข้าใจชัดเจนเรื่องความตาย ดังนี้

"...เวลามันรู้จริง ๆ แล้ว แยกธาตุแยกขันธ์ดูความเป็นความตาย ธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ สลายตัวลงไปแล้วก็เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลมเป็นไฟตามเดิม อากาศ ธาตุก็เป็นอากาศธาตุตามเดิม ใจที่กลัวตายก็ยิ่งเด่น มันเอาอะไรมาตาย รู้เด่นขนาดนี้มันตายได้ยังไง ใจก็ไม่ตายแล้วมันกลัวอะไร มันโกหกกัน โลกกิเลสมันโกหกกันต่างหาก หมายถึงกิเลสโกหกสัตว์โลก ให้กลัวตายทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรตาย

พิจารณาวันหนึ่งได้อุบายแบบหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอีกวันหนึ่งได้อุบายแบบหนึ่งขึ้นมา แต่มันมีอุบายแบบเผ็ด ๆ ร้อน ๆ แบบอัศจรรย์ทั้งนั้น จิตก็ยิ่งอัศจรรย์และกล้าหาญ... (ญาณสมฺปนฺนธมฺมานุสรณ์ : หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

(2) Facebook and 8 more pages - Work - Microsoft​ Edge
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ท่านมีโอกาสจำพรรษา กับองค์หลวงปู่มั่น
เป็นพรรษาที่
2 ที่บ้านนามนแห่งนี้ (รูปโดย Admin)

 

5.2.2 หลวงปู่มั่นขอใส่บาตร

อุบายสอนศิษย์…ตลอดพรรษาที่บ้านนามนแห่งนี้ ท่านยังคงสมาทานธุดงค์อย่างเคร่งครัดในข้อฉัน อาหารที่ได้มาในบาตรเท่านั้นเหมือนเมื่อครั้งไปอยู่กับหลวงปู่มั่นใหม่ ๆ ในปีแรกดังนี้

"... อยู่ที่ไหนก็ตามเรื่องธุดงควัตรนี้ เราจะต้องเอาหัวชนอย่างไม่ถอยเลย ยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมให้ขาดได้เลยบิณฑบาตมาแล้วก็รีบจัดปุ๊บปั๊บ จะเอาอะไรก็เอาเสียนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะการฉันไม่เคยฉันให้อิ่ม ในพรรษาไม่เคยให้อิ่มเลย โดยกำหนดให้ตัวเองว่าเอาเพียงเท่านั้น ๆ ...

... ตอนทำความสงบพิจารณาปัจจเวกขณะนั่นแล ท่านจะเอาตอนเริ่มจะฉัน ท่านเตรียมของใส่บาตรไว้แต่เมื่อไรก็ไม่รู้แหละ แต่ท่านไม่ใส่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ นี่ ท่านก็รู้เหมือนกัน ท่านเห็นใจเรา บทเวลาท่านจะใส่ ท่านพูดว่า

'ท่านมหาขอใส่บาตรหน่อย ๆ ศรัทธามาสาย ๆ' ท่านว่าอย่างนั้น

พอว่าอย่างนั้นมือท่านถึงบาตรเราเลยนะตอนเราเอาบาตรมาวางข้างหน้าแล้ว กำลังพิจารณาอาหารนี่แหละ เราเองก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรเพราะความเคารพ จำต้องปล่อยตามความเมตตาของท่าน เราให้ใส่เฉพาะท่านเท่านั้น นาน ๆ ท่านจะใส่ทีหนึ่ง ในพรรษาหนึ่ง ๆ จะมีเพียง 3 ครั้งหรือ 4 ครั้งเป็นอย่างมาก

ท่านไม่ใส่ซ้ำ ๆ ชาก ๆ เพราะท่านฉลาดมากคำว่ามัชฌิมาในทุกด้านจึงยกให้ท่านโดยหาที่ต้องติไม่ได้..."

แม้หลวงปู่มั่นจะทราบดีถึงความเคร่งครัดของท่านเกี่ยวกับการสมาทานธุดงค์ แต่ด้วยความเมตตาของครูบาอาจารย์ที่ต้องการหาอุบายสอนศิษย์ ทำให้บางครั้งหลวงปูมั่นก็ได้นำอาหารมาใส่บาตรท่านพร้อมกับพูดว่า

"ขอใส่บาตรหน่อยท่านมหา นี่เป็นสมณบริโภค"

หรือบางครั้งก็ว่า

"นี่เป็นเครื่องบริโภคของสมณะ ขอนิมนต์รับเถอะ"

เหตุการณ์ในตอนนั้น ท่านเคยเล่าไว้ดังนี้

"... อาหารก็เหลือจากใส่บาตรมากมายก็ได้นำขึ้นมาบนศาลา เป็นหมกเป็นห่อและผลไม้ต่าง ๆ นะ เราก็ไม่รับ ส่งไปไหนก็หายเงียบ หายเงียบ ไม่มีใครรับ จะมีรับบ้างเพียงองค์สององค์ ผิดสังเกตศรัทธาเขาไม่น้อย ส่วนเราไม่กล้ารับเพราะกลัวธุดงค์ข้อนี้ขาด

หลายวันต่อมาท่านก็ขอใส่บาตรเรา โดยบอกว่า

'นี้เป็นสมณบริโภค ขอใส่บาตรหน่อย' แล้วท่านก็ใส่บาตรเรา ท่านใส่เองนะ ถ้าธรรมดาแล้ว โถ ...ใครจะมาใส่เราได้วะ สำหรับเราเองกลัวธุดงค์จะขาด หรืออย่างน้อยไม่สมบูรณ์ ... นอกจากท่านอาจารย์มั่นผู้ที่เราเคารพเลื่อมใสเต็มหัวใจเท่านั้น จึงยอมลงและยอมให้ใส่บาตรตามกาลอันควรของท่านเอง ...

... ความจริงท่านคงเห็นว่านี่มันเป็นทิฐิแฝง อยู่กับธุดงค์ที่ตนสมาทานนั้น ท่านจึงช่วยตัดเสียบ้าง เพื่อให้เป็นข้อคิดหลายแง่หลายกระทง ไม่เป็นลักษณะเถรตรงไปถ่ายเดียว ท่านจึงหาอุบายต่าง ๆ สอนเราทั้งทางอ้อมและทางตรง

แต่เพราะความเคารพเลื่อมใสท่าน ความรักท่าน ทั้ง ๆ ที่ไม่สบายใจก็ยอมรับนี่แลที่ว่าหลักใจกับหลักปฏิบัติ ต้องยอมรับว่าถูกในความจริงจังที่ปฏิบัตินี่ แต่มันก็ไม่ถูกสำหรับธรรมที่สูงและละเอียดกว่านั้น เล็งดูเราเล็งดู

ท่านมองเราและมองท่านนั้นผิดกันอยู่มาก อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านมองอะไร ท่านมองตลอดทั่วถึงและพอเหมาะพอสมทุกอย่างภายในใจ ไม่เหมือนพวกเราที่มองหน้าเดียวแง่เดียวแบบโง่ ๆ ไม่มองด้วยปัญญาเหมือนท่าน เราจึงยอมรับตรงนั้น..." (ญาณสมฺปนฺนธมฺมานุสรณ์ : หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

5.2.3 อุบายฝึกม้าพยศ เตือนศิษย์

จากการที่โหมนั่งภาวนาตลอดรุ่งถึง

9-10 คืน แม้จะไม่ทำติดต่อกันคือเว้น 2 คืนบ้าง 3 คืนบ้าง หรือบางทีก็เว้น 6-7 คืนก็มี

ท่านทำเช่นนี้ตลอดพรรษาจนถึงกับเป็นที่แน่ใจในเรื่องทุกขเวทนาหนักเบามากน้อย เข้าใจวิธีปฏิบัติต่อกันสามารถหลบหลีกปลีกตัว แก้ไขกันได้อย่างทันท่วงที จึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน

แม้จะตายก็ไม่กลัว เพราะได้พิจารณาด้วยอุบายอันแยบคายเต็มที่แล้ว สติปัญญาจึงเท่าทันต่อความตายทุกอย่าง

การที่ท่านหักโหมร่างกายด้วยการนั่งตลอดรุ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ทำให้ผิวหนังในบริเวณก้นได้รับความกระทบกระเทือน อยู่บ่อยครั้ง จนถึงขั้นช้ำระบม พุพอง แตก น้ำเหลืองไหลเยิ้มในที่สุด

พอนานวันเข้า หลวงปู่มั่นก็เมตตาเตือนแย็บออกมาว่า

"กิเลสมันไม่ได้อยู่กับร่างกายนะมันอยู่กับจิต เหมือนสารถีฝึกม้า"

จากนั้นก็พูดต่อว่า

"ม้าที่เวลามันกำลังคึกคะนอง มันไม่ยอมฟังเสียงเจ้าของเลย ต้องทรมานมันอย่างเต็มที่ ไม่ควรให้กินหญ้าก็ไม่ให้มันกินเลย ทรมานมันอย่างหนัก เอาจนมันกระดิกไม่ได้

ทีนี้พอมันยอมลดพยศลงก็ผ่อนการทรมาน เมื่อมันผ่อนความพยศลงมาก การฝึกทรมานก็ผ่อนกันลงไป ให้กินหญ้ากินอะไรบ้าง

ถ้าม้ามันเป็นการเป็นงานแล้ว เราก็ไม่ทรมานมัน ให้การรักษาการระมัดระวังการบำรุงมันไป เวลาต้องการจะใช้ประโยชน์อะไรก็ใช้มัน ฉันใด

จิตเวลามันกำลังคึกคะนองผาดโผนโลดเต้นก็เอามันอย่างหนัก ฉันนั้นเหมือนกัน"

หลวงปู่มั่นเตือนท่านเพียงเท่านี้ก็เข้าใจได้ทันที เพราะเคยร่ำเรียนเรื่องนี้สมัยเรียนปริยัติมาก่อนแล้ว จึงลงใจและยอมรับในคำเตือนของครูบาอาจารย์ทันที ท่านเปรียบการแย็บเตือนครั้งนี้เหมือนกับว่าหลวงปู่มั่นเอาไม้ทั้งท่อนโยนตูมให้ไปเลื่อย ไปไสกบ ลบเหลี่ยมเจียระไนเอาเองโดยไม่มีการแจกแจงอะไรให้ ... (ญาณสมฺปนฺนธมฺมานุสรณ์ : หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

หลวงตามหาบัว ได้กล่าวถึงการจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่น ซึ่งเป็นพรรษาที่ 10 ของท่าน ไว้ดังนี้

"... ที่เราบวชมานี้พรรษาที่ 10 เป็นพรรษาที่เราหนักมากที่สุดเลย เราจำได้ที่จำพรรษาบ้านนามน เป็นพรรษาที่หนักมาก หนักทั้งทางร่างกาย หนักทั้งด้านจิตใจ ทางร่างกายก็ทรมาน ทางจิตใจก็ทรมาน นอกนั้นก็หนักทางนู้นเบาทางนี้บ้างไม่เสมอกัน แต่สำหรับบ้านนามนนั้นหนักทั้งสองฝ่ายเลย นั่นละปีพรรษา 10 เป็นพรรษาที่เราหนักมากที่สุดในการฝึกทรมานตน นอกนั้นไม่ปรากฏ อันนั้นมันเสมอกันทั้งร่างกายทั้งจิตใจหนักเท่ากัน ทรมานเท่ากัน

จากนั้นไปแล้วทางด้านจิตใจแหลมคมเท่าไร ทางด้านจิตใจยิ่งหนักเข้าไป ส่วนร่างกายก็ค่อยตามกันไป ส่วนจิตใจมันหมุนติ้วๆ เลย เรียกว่าจิตใจหนักมาก หนักโดยอัตโนมัตินะ ไม่ใช่หนักโดยบังคับ หนักโดยอัตโนมัติ มันหมุนของมันไปเรื่อยๆ พรรษา 10 เป็นพรรษาที่หนักมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ ..." (จาก https://luangta.com/thamma-luangta/result/detail?id=4460)

5.3 พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก พระอาจารย์สีลา อิสฺสโร

          ท่านทั้งสองได้มากราบองค์หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว ได้มีโอกาสพบและเห็นปฏิปทาของพระอาจารย์ทั้งสอง จนหลวงตามหาบัวได้มีโอกาสไปยังสำนักของท่านในภายหลัง โดยหลวงตามหาบัว ได้กล่าวไว้ ดังนี้

          "... เราเห็นท่าน (พระอาจารย์เกิ่ง กับพระอาจารย์สีลา) ไปพบท่าน ท่านมาหาหลวงปู่มั่นเราที่บ้านโคกนามน ท่านบอกว่าท่านมาจากเมืองชลมาที่บ้านนามน ไม่ได้คุยกันมาก แต่ได้ดูลักษณะท่าทางจริตนิสัยท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านไปหนเดียว แต่ดูจริงๆ นะนี่เพราะได้ยินชื่อท่านอยู่แล้วว่าเป็นลูกศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่นไปอยู่ทางเมืองชลคือท่านอาจารย์เกิ่ง พอดีท่านมานั้นเราจึงได้ดูถนัดชัดเจนมาก จากนั้นมาไม่ได้พบกันอีกนะ ท่านใจเด็ด นิสัยใจเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เป็นอุปัชฌาย์ เดินตามอุปัชฌาย์ญัตติหมดเลย เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเรา แต่ก่อนเป็นมหานิกาย

          ท่านอาจารย์สีลา อยู่อากาศอำนวย เป็นอุปัชฌาย์ ญัตติหมดเลย ท่านอาจารย์เกิ่งก็เป็นอุปัชฌาย์ ญัตติหมด ถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ออกกรรมฐาน แต่ท่านอาจารย์เกิ่งออกอย่างเด็ดเชียว ออกจากนี้ก็ลงไปทางเมืองชล ท่านไปสร้างวัดแถวนั้นที่ว่าบางพระๆ ท่านอาจารย์เกิ่งไปอยู่ที่นั่น ลูกศิษย์ของท่านเยอะนะพระ ท่านไปอยู่บางพระ...เฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายพระอยู่ทางเมืองชล ฆราวาสไม่ค่อยมี แต่พระมีเยอะ ท่านไปอยู่ต้นๆ บางพระ แถวนั้นแหละ จากนั้นขยายออกวัดวา เราไปเที่ยวหมดแถวนั้นตามหลังท่านไป สำนักท่านอาจารย์เกิ่งๆ เราไปเที่ยวตามหลังท่าน ดูลักษณะท่าทางเป็นคนน่าเกรงขามมากนะ ท่านมาหาหลวงปู่มั่นเราที่บ้านนามน ตอนนั้นเราอยู่บ้านนามน ท่านมาจากจังหวัดชลกับตาปะขาวโยมคนหนึ่ง ช่วยถือจตุปัจจัยนั่นแหละค่าเดินทาง ไปที่บ้านนามน ได้คุยกันเท่านั้นไม่ได้มาก ดูลักษณะท่าทีของท่านโฮ้ น่าเกรงขามมาก เคร่งขรึม เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดดูลักษณะ เราไปเห็นทีเดียวแหละ

          ... ท่านอาจารย์สีลาท่านนุ่มนวล นุ่มนวลมากไปอีกคนละแบบ ท่านอาจารย์สีลาคนอำเภออากาศอำนวย นี่ก็เป็นอุปัชฌาย์ ญัตติเป็นธรรมยุต ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ท่านอาจารย์เกิ่ง ก็เป็นอุปัชฌาย์ ญัตติ เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นพร้อมกัน พรรษาดูเหมือนจะไล่เลี่ยกัน อาจารย์สีลานุ่มนวล ท่านอาจารย์เกิ่งนี้เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด จริงไปคนละทางๆ ท่านอาจารย์เกิ่งนี้เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด พอท่านมรณภาพแล้ว ทราบว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ยอมรับทันทีเรา ..." (จาก https://luangta.com/thamma-luangta/result/detail?id=4665)

รวมรูปพระจากร้านโปร - OneDrive - Google Chrome
หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ
เมื่อท่านได้ลงมาจากจาริกภาคเหนือ
ท่านได้มานมัสการองค์หลวงปู่มั่น ที่บ้านนามนแห่งนี้ (รูปจากฐานข้อมูล
Admin)

5.4 หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ

          ภายหลังจากจาริกในภาคเหนือ หลวงปู่พรหม ได้กลับสู่ภาคอีสาน มานมัสการองค์หลวงปู่มั่น ที่บ้านนามนนี้ โดย หลวงตามหาบัว ได้กล่าวไว้ ดังนี้

"... ทีแรกจวนจะเข้าพรรษาท่านไปหาหลวงปู่มั่นก่อน พอดีทางสกลฯ วัดสุทธาวาสไม่มีหัวหน้าวัด เขาก็ไปขอพ่อแม่ครูจารย์มั่น ก็พอดีท่านอาจารย์พรหมไปถึงนั้น ท่านมาจากเชียงใหม่ท่านบึ่งเข้าไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น พอเขาพูดจบคำเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่มั่นท่านพูดเป็นลักษณะเผดียง ๆ จะสั่งจริง ๆ ก็ไม่ใช่นะ

ท่านก็รู้อัธยาศัยเหมือนกัน คือพระไม่มีเขาก็มาขอจากท่าน 'นี่จะทำยังไงท่านพรหม เขาก็มาหาหัวหน้าจะทำไง ถ้าว่าท่านไปอยู่ที่นั้นได้ก็จะดี'

บริษัทโยมนุ่มมาขอ เพราะวัดนี้เป็นวัดบริษัทโยมนุ่มสร้างขึ้นมา มีหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ เป็นประธานการสร้างวัดสุทธาวาสนี่นะเขาก็เลยถือเป็นวัดของเขาไปเลย ทีนี้พระไม่มีเขาก็ไปติดต่อบ้านนามน

'โอ๋ย จะให้ไปอยู่ยังไง' ท่านก็ว่าอย่างนั้น คือมาขอพระไป 'พระในเมืองสกลฯ อดอยากที่ไหน' ท่านพูดเล่นกับเขา หากเฉยนะ พูดลักษณะเล่นอยู่ภายใน

'ทำไมมาหาไกลนักหนา เมืองสกลฯ มีมากขนาดไหน ไม่ได้แหละ พระนี่ท่านมาหาภาวนา ก็ต้องมาตามอัธยาศัยของท่านซี"ท่านว่า เขาก็เลยกลับไป ท่านบอกไม่ได้

จากนั้นไม่นานสักสี่ห้าวันหรือไง พอดีท่านอาจารย์พรหมมาวัดสุทธาวาส แล้วพุ่งใส่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเราเลย นั่นละท่านถึงพูดเป็นเชิงเล่าเรื่องนี้ละ 'เขามาขอพระอะไร ๆ ถ้าท่านพรหมพอจะอยู่พักอบรมสั่งสอนให้เขาร่มเย็นบ้างก็จะดีนะ'

ท่านพูดกลาง ๆ ท่านก็รู้อัธยาศัยเหมือนกันนะ ท่านไม่บังคับนะ

'ถ้าท่านอยู่ที่นั่นเป็นหัวหน้าให้เขาบ้างก็จะดีท่านว่าอย่างนั้น ออกพรรษาเราอยากมาค่อยมา'

พอออกจากนั้นปั๊บท่านก็กลับคืนไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทธาวาส พอทีนี้ออกพรรษาแล้วท่านก็มาอีก พอออกพรรษาแล้วท่านมาเลย..." (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน : luangta.com)

(3) Facebook and 3 more pages - Work - Microsoft​ Edge
หลวงปู่คำพอง ติสฺโส
ท่านได้ข้อธรรมจากองค์หลวงปู่มั่น ที่บ้านนามนแห่งนี้
(รูปจาก
Internet)

5.5 หลวงปู่คำพอง ติสฺโส

          หลวงปู่คำพอง ได้มีโอกาสกราบหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรกก็ได้สัมผัสความรู้ความเห็นขององค์หลวงปู่มั่น โดยบันทึกไว้ ดังนี้

          ใน พ.ศ. 2487 หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อจิตใจวุ่นวายไม่อยากอยู่วัด เนื่องจากหลวงปู่ขัน เจ้าอาวาส ชวนสึกออกไปทำมาหากินด้วยกัน จึงลาจากวัดออกเดินทางด้วยเท้าไปพร้อมกับศิษย์มุ่งหน้าไปนมัสการพระธาตุพนม จ.นครพนม จนครบ 15 วัน แล้วย้อนกลับมา จ.สกลนคร ถึงบ้านโนนงาน บ้านหนองบ่อ อ.นาแก จ.นครพนม แดดร้อนจัดและฉันน้ำกับลูกศิษย์อยู่ ระหว่างนั้นมีพระบ้านฉันน้ำด้วย เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า

"หลวงปู่มั่น อยู่บ้านนามน เป็นพระอรหันต์ แต่ด่าคนเก่ง"

หลวงพ่อฟังแล้วมานั่งคิด ๆ ดูคำว่า "หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่น" นี่ไม่ใช่พระเล็กพระน้อย เป็นพระผู้ใหญ่ คงมีอายุพรรษาใหญ่โตแล้ว ยังไม่เคยเห็นท่าน เขาว่า "ด่าคน" นี่มันจะเป็นไปได้หรือ ด่าล่ะ คงด่า แต่คงมีเหตุผลน่า จะไปด่าปู้ยี่ปู้ยำนี่คงเป็นไปไม่ได้ ท่านจะไปด่าโดยเสียจรรยามารยาทนี่ คงเป็นไปไม่ได้

เอ้า……ไปหาหลวงปู่มั่น ออกเดินทางไปบ้านกกดู่ ระหว่างทางพบพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้เดินทางไปด้วยจนถึงเสนาสนะป่าบ้านนามน ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร เวลาประมาณ 5 โมงเย็น เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น เรียนให้ทราบถึงเจตนาของการเดินทางมาหาท่าน ท่านว่ากุฎิยังไม่มี ไปอยู่กับท่านกงมา (พระอาจารย์กงมา ปริปุณโณ) บ้านโคก ค่ำลงก็มาฟังธรรมหลวงปู่ เทียวไปเทียวมา ไม่ไกลหรอก

ขณะนั้นหลวงปู่มั่นอายุได้ 75 ปี ท่านได้เทศน์โปรดกัณฑ์แรกสั้น ๆ ว่า

"นะน้ำ โมดิน นะแม่ โมพ่อ กัมมัฏฐานห้า แขนสอง ขาสอง หัวหนึ่ง รวมเป็นปัญจกัมมัฏฐาน นี่เป็นมูลมรดกกัมมัฏฐาน"

หลวงพ่อเดินทางไปฟังเทศน์หลวงปู่มั่นกับพระอาจารย์กงมาทุกคืนโดยไม่ขาดเลย

วันหนึ่งหลวงปู่มั่น ได้กล่าวทักขึ้น

"อ้าว ท่านคำพอง มานั่งฟังเทศน์อยู่ทำไม จวนจะคัดเลือกทหารแล้วไม่ใช่หรือ ประเดี๋ยวจะผิดกฎหมายนะ ไปเสียก่อน หากคัดเลือกทหารแล้วไม่ถูกค่อยกลับมา" (หลวงพ่อบวชก่อนคัดเลือกทหารและมิได้กราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบแต่อย่างใด) (จาก บูรพาจารย์; 2537)

หลังจากหลวงปู่คำพองกลับไปคัดเลือกทหารเรียบร้อยแล้ว ภายหลังได้ไปจำพรรษากับองค์หลวงปู่มั่นอีกครั้ง ที่บ้านหนองผือนาใน จนองค์หลวงปู่มั่นถึงแก่มรณภาพ

รวมรูปพระจากร้านโปร - OneDrive - Google Chrome
หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต
ท่านได้ข้อธรรมจากองค์หลวงปู่มั่น ที่บ้านนามนแห่งนี้
(รูปจากฐานข้อมูล
Admin)

5.6 หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต

หลวงปู่ผาง เป็นพระองค์สำคัญอีกรูปหนึ่งที่เดินทางมาขอศึกษาอุบายธรรมจากหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านนามนแห่งนี้ หลวงตามหาบัว ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นดังนี้

"...พอพูดถึงเรื่องพญานาค หลวงพ่อผางสำคัญอยู่นะ กับพวกงูพวกพญานาค นี่ละอำนาจวาสนาของคน มีฤทธาศักดานุภาพ ปัจจุบันนี่หลวงพ่อผางขอนแก่น นั่นน่ะท่านบวชทีหลังเรา ตอนท่านไปเรา ก็อยู่ที่นั่นวัดนามน ที่ท่านศึกษาปรารภกับหลวงปู่มั่น ท่านก็เทศน์อย่างเด็ดทีเดียว นั่นล่ะท่านได้ธรรมะนั่นล่ะมา ใส่เปรี้ยง ๆ ลง ท่านคงเล็งดูแล้วเหมาะแล้ว ธรรมะจึงไม่มีอ่อนข้อเลย เด็ดตลอดจนจบใส่เปรี้ยง ๆ เหมือนคนโกรธแค้นกันมาได้ห้ากัปห้ากัลป์ พอมาก็ปรี่ใส่กันเลยว่างั้นเถอะ

น่ะ นั่นล่ะผู้ท่านได้อันนั้นมา มาพิจารณาก็ได้คติตั้งแต่นั้นมา เอาจนทะลุไป นี่ล่ะองค์นี้หลวงพ่อผาง แล้วก็เล่าถึงเรื่องของเรา ท่านบอกว่า ท่านเคยพบกับเราอยู่ที่นั่น นามน เล่าให้พระทั้งหลายฟัง เพราะตอนนี้เราก็มาขั้นครูขั้นอาจารย์แล้ว หลวงพ่อผางก็เป็นครูเป็นอาจารย์ไปแล้ว เลยเล่าเรื่องถึงกันเฉย ๆ ทีนี้เวลาท่านออกมาแล้วนี้..." (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน : luangta.com)

34หลวงตาทองคำ - OneDrive - Google Chrome
หลวงตาทองคำ จารุวณฺโณ
เมื่อคราวอุปสมบทครั้งแรก
ได้มีโอกาสอยู่ในสำนักขององค์หลวงปู่มั่น โดยมีจุดเริ่มต้นที่บ้านนามน
(รูปจากฐานข้อมูล
Admin)

5.7 พระอาจารย์ทองคำ ญาโณภาโส

          ...ขณะที่ผู้เล่ามีอายุได้ 18 ปี เป็นสามเณรพำนักอยู่วัดป่าสุทธาวาส ได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติท่านพระอาจารย์บ้างบางโอกาส (หมายถึง เป็นช่วงที่พระอาจารย์มั่นมาพำนักที่วัดป่าสุทธาวาส 15 วัน ก่อนจะเดินทางต่อไปอยู่ที่บ้านนามน อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ขณะนั้นคงเป็น พ.ศ.2485 - ภิเนษกรมณ์) พระผู้ปฏิบัติใกล้ชิดขณะนั้น ถ้าจำไม่ผิดก็มีพระคำดี (น้องชายพระอาจารย์สิม พุทธาจาโร) และพระผู้ช่วยอีก 3 รูป ... (รำลึกวันวาน : หลวงตาทองคำ จารุวนฺโน)

... พ.ศ.2487 ผู้เล่ามีอายุ 21 ปี ได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน วิสาขะแล้ว ท่านพระอาจารย์ปรารภจะไปจำพรรษาที่บ้านโคก (คือวัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร - ภิเนษกรมณ์) พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ได้สร้างกุฏิคอยอยู่แล้ว การเดินทางไม่มีปัญหา เพราะระยะทางใกล้กิโลเมตรเศษ ๆ เท่านั้น ผู้เล่าโชคดี ท่านอนุญาตให้ติดตามมาด้วย ... (รำลึกวันวาน : หลวงตาทองคำ จารุวนฺโน)

5.8 โปรดอุบลสิกาเฒ่า

          หลวงตามหาบัว ได้กล่าวถึง ชาวบ้านนามนคนหนึ่งที่องค์หลวงปู่มั่น ได้ยกย่องในการภาวนา ดังนี้

          ...เวลาไปพักที่บ้านนามน จังหวัดสกลนคร ก็มีอุบาสิกานุ่งขาวแก่ ๆ คนหนึ่งเป็นหัวหน้าสำนักอยู่ในหมู่บ้านนั้นเป็นสาเหตุ ท่านได้เมตตาสั่งสอนอุบาสิกาแก่คนนั้นโดยสม่ำเสมอ อุบาสิกาคนนั้นภาวนาดี มีหลักใจทางด้านจิตตภาวนา ท่านเองก็ชมเชยว่าแกภาวนาดี ซึ่งนาน ๆ จะได้พบสักรายหนึ่ง... (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

5.9 โยมแพงแห่งบ้านนามน

          ยังมีอุบาสกอีกท่านหนึ่งที่กล่าวถึง โดย หลวงตาทองคำ ได้บันทึกไว้ ดังนี้

... แม่นุ่ม ชุวานนท์ พร้อมน้องสาวสองคน (คือ แม่นิล และแม่ลูกอินทน์ - ภิเนษกรมณ์) ได้สร้างวัดป่าสุทธาวาสถวายจำเพาะท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น

เมื่อท่านฯ มาพักอยู่อุดรธานี และปรารภจะไปอยู่สกลนคร แม่นุ่มก็จัดสร้างกุฏิ มีระเบียงรอบห้องนอน ต่อออกมาเป็นห้องรับแขก มีประตูและฝากั้น ท่านฯ มาพักเพียง 15 วัน ก็อำลาญาติโยม เดินทางสู่บ้านนามน อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เป็นหมู่บ้านที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เคยอยู่จำพรรษา

บุคคลที่ควรกล่าวถึง คือ โยมแพง (น้องชายของพระอาจารย์เนียม โชติโก- ภิเนษกรมณ์) พร้อมภรรยาและบุตรสาว บุตรชาย ซึ่งได้ให้การบำรุงด้วยศรัทธาเลื่อมใส คน ๆ นี้ขยันช่วยตนเอง บุตรอยู่ในโอวาท ได้สร้างกุฏิและศาลาถวายท่านพระอาจารย์ เธอและบุตรจะจัดอาหารสำหรับท่านพระอาจารย์ต่างหาก จะมีพริกกับเกลือ ข่าบด ขิงบด ตะไคร้บด และผักป่า ผักบ้านของเธอจะมีทุกฤดู สมกับเธอขยันจริงๆ เนื้อสับ ไข่ต้ม ปลาต้ม ปลาสับ สิ่งเหล่านี้จะห่อใส่บาตรทุกวัน แต่ข้าวเจ้าหุง เธอจะใส่หม้อ ให้ลูกหิ้วมาถวายต่างหาก โภชนะต่าง ๆ เธอทำเป็นสัดส่วน ก่อนท่านพระอาจารย์จะฉัน ท่านจะนำมาผสมกัน มีโภชนะต่าง ๆ แกงบ้าง น้ำพริกบ้าง มีเกือบครบก็แล้วกัน ท่านตักใส่บาตร เหลือเท่าไรก็แจกพระต่อ จะถึงไหนก็แล้วแต่ เพราะส่วนของพระมีต่างหาก

เธอคิดทำเองหรือท่านพระอาจารย์สั่ง ผู้เล่าไม่ได้ถาม สังเกตดูท่านจะยอมรับการกระทำแบบนี้ ท่านจัดการเอง มีพระปฏิบัติช่วยบ้าง แต่การผสมส่วน ท่านทำเอง ผู้อื่นทำท่านว่าไม่ได้ส่วนกัน ส่วนเครื่องหวานที่มีไม่ขาด คือ กล้วยสุก และมะพร้าวขูดไม่คั้นกะทิ ตอนเย็นก็มีน้ำอ้อยสด ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งที่อื่นไม่มี มีที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น มีไม่เคยขาด คือ ปลาแดกสามปี (ปลาหมักกับเกลือเก็บไว้ 3 ปี) เป็นปลาดุกขนาดเล็กบ้าง กลางบ้าง เป็นตัว ปิ้งไม่เละ เป็นตัวแต่เหนียว จะใส่บาตรวันละ 2 ตัวจำเพาะท่านพระอาจารย์ ผู้เล่าเคยได้แบ่งหลายหน อร่อยอย่าบอกใคร

โยมแพงเธอมีความเคารพในท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นมาก แต่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับพระอื่น ๆ บางวันแกก็มากราบนมัสการ นั่งพอสมควรแล้วก็กราบลาไป ไม่เคยถามปัญหาใด ๆ เลย ที่เธอไม่ลืมคือคำปวารณาว่า "กระผมขอปวารณาต่อท่านอาจารย์ด้วยปัจจัยสี่ ถ้าขัดข้องอย่างไรให้บอกกระผม" เป็นประจำ ท่านพระอาจารย์ก็สนทนาธรรมด้วย แต่ไม่มาก เพราะเธอไม่ชอบนั่งกับท่านพระอาจารย์นาน ๆ เกรงท่านจะลำบาก

ครั้งหนึ่งผู้เล่าจำได้ ท่านฯ ถามว่า "โยมแพง ภาวนาเป็นอย่างไร"

โยมแพงตอบ "ภาวนานั่นเป็นภาวนาอยู่แล้ว ทั้งกลางวันกลางคืน ถ้าเรามีสติ"

ท่านพระอาจารย์ว่า "ถูกต้อง นั่นละคือคนภาวนาเป็น"

แค่นั้นเธอก็กราบลากลับ ... (รำลึกวันวาน : หลวงตาทองคำ จารุวนฺโน)

 

 


หลวงปู่อว้าน เขมโก
เจ้าอาวาสวัดป่านาคนิมิตต์ บ้านนามน รูปปัจจุบัน
ท่านเป็นชาวบ้านนามน ได้มีโอกาสกราบหลวงปู่มั่น ตั้งแต่ยังเด็ก
(รูปจาก ปญฺญารตนํ)

6. วัดป่านาคนิมิตต์ในปัจจุบัน

          ในปัจจุบัน หลวงปู่อว้าน เขมโก ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาคนิมิตต์ ท่านเป็นชาวบ้านนามน สมัยองค์หลวงปู่มั่นมาจำพรรษา ท่านยังอยู่ในวัยเด็ก ได้มีโอกาสช่วยโยมพ่อ โยมแม่ใส่บาตร อีกทั้งยังจดจำเรื่องราวต่างๆ ดังนี้

6.1 อาหารทิพย์

... ตอนหลวงปู่มั่นจำพรรษาอยู่ที่นี่ (บ้านนามน พ.ศ. 2486) เรายังเป็นเด็ก แต่เราได้ใส่บาตรทุกวัน บางทีก็ใส่กล้วยแล้วใส่ข้าวใส่อีหยังอีกล่ะ ใส่บาตรกับโยมแม่

เวลาเพิ่นเดินมา เราก็นับพระทุกวัน วันละกี่องค์ เพิ่นเดินไปทางโน้นแล้วก็วกเดินกลับมาหน้าบ้านเรา มีกี่องค์ก็ต้องเตรียมห่ออาหารให้พอ ถ้าพระมาเพิ่ม ห่อก็ไม่พอล่ะ วันหลังก็ต้องเพิ่มห่ออาหารขึ้นอีกให้พอ ถ้าพระออกไปที่อื่น ห่ออาหารก็เหลือ ห่อที่เหลือก็หยิบออก แล้วเอาเฉพาะที่จะใส่บาตรไป ใส่บาตรเสร็จแล้วก็กลับมาแกะ

ห่ออาหารที่เหลือนั่นแหละกิน แล้วก็ไปโรงเรียน โอ้ว รู้สึกว่ามันอร่อยนะ มันแซ่บห่อเดียวมันก็ไม่พออิ่มแหละ เพราะมันเป็นห่อน้อย ๆ ไปตักเอาแกงในหม้อมาเพิ่ม กลับไม่แซ่บเหมือนในห่อนะ ทั้ง ๆ ที่เป็นอาหารในหม้อเดียวกันอันเดียวกันนั่นแหละ ... (ปญฺญารตนํ : หลวงปู่อว้าน เขมโก)

6.2 เหตุที่ชื่อวัดป่านาคนิมิตต์

          เราได้กลับมาที่นี่รูปเดียว (พ.ศ. 2514) ไม่มีใครอยากอยู่ล่ะที่นี่ ตอนกลับมาก็มีตาเถรเฒ่า (จูม) อยู่ก่อนแล้ว บวชยามแก่ เขาไม่บวชพระให้เลยได้บวชเณร...

          ... ที่หลวงปู่มั่นท่านให้ชื่อวัดไว้ว่า "วัดป่านาคนิมิตต์" ก็ตาเถรคนนี้แหละเป็นคนพูดให้เราฟัง โยมชาวบ้านนามนเขาจะมาปลูกสร้างกุฏิหลังนี้แหละ (กุฏิหลวงปู่มั่น) เขาเตรียมไม้เอาไว้ว่าจะยกกฏิกันวันพรุ่งนี้ ในตอนกลางคืน พญานาคเขามาทำรอยเอาไว้ให้แล้วทีนี้ เขาทำรอยแล้วก็เลื้อยเข้าป่า

ตอนเช้าโยมเขามา หลวงปู่มั่นก็ชี้บอกโยมเขาว่า "นั่นแหละพญานาคทำรอยเอาไว้ให้แล้ว" โยมเขาไปดู เขาว่าเป็นรอยกลม ๆ วงกลม จึงขุดหลุมตั้งเสากุฏิตามรอยนั้น นั่นแหละหลวงปู่มั่นได้บอกกับเขาว่า "ให้ชื่อว่าวัดนาคนิมิตต์เด้อ"

แต่ชาวบ้านทั่วไป วัดอยู่บ้านไหนเขาก็เรียกชื่อวัดป่าบ้านนั้นแหละ เช่น วัดป่าบ้านนามน วัดป่าบ้านโคก วัดป่าบ้านห้วยแคน เอาชื่อบ้านเป็นชื่อวัด อยู่บ้านไหนก็เอาบ้านนั่นแหละ ตั้งเป็นชื่อวัด สมัยเราขอกับทางการจึงเอาชื่อ "วัดป่านาคนิมิตต์" ตามที่หลวงปู่มั่นตั้งชื่อไว้... (ปญฺญารตนํ : หลวงปู่อว้าน เขมโก)

รายการอ้างอิง

  1. ใต้สามัญสำนึก โดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
  2. ตามรอยธุดงควัตรหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล โดย พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ พ.ศ. 2556
  3. ญาณสมฺปนฺนธมฺมานุสรณ์ ประวัติ หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พ.ศ. 2554
  4. ปญฺญารตนํ ประวัติ หลวงปู่อว้าน เขมโก พ.ศ. 2564

 

แสดงความเห็น  >>คลิ๊กที่นี่<<

< ตอนก่อนหน้า : ตอนต่อไป >